แม้ฟิตเนสหลายแห่งจะกลับมาเปิดให้บริการแล้วแต่หนุ่ม ๆ หลายคนยังเลือกที่จะออกกำลังกายอยู่บ้านกันต่อ เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน และสำหรับคนที่อยู่บ้านว่าง ๆ จนเริ่มรู้สึกเบื่อ วันนี้เรามีโปรแกรมออกกำลังสไตล์นักมวยมาท้าทายทุกคนกัน แบบฝึกที่สร้างขึ้นอ้างอิงและปรับจากตารางฝึกประจำวันของนักมวยระดับโลกทั้งนักชกไร้พ่าย ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ , นักมวยรุ่นใหญ่อย่าง แอนโทนี่ โจชัวร์ และดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ไรอัน การ์เซีย โดยภายในเวลา 30 นาทีของโปรแกรมฝึกจะประกอบไปด้วยการออกกำลังแบบไหนบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน Jump Rope หลังจากวิ่งในตอนเช้าเพื่อเรียกกำลังเรียบร้อยแล้ว นักชกหลายคนจะเข้าสู่ขั้นตอนสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่สำคัญสำหรับการชกมวย และท่าแรกที่ขาดไม่ได้คือ Jump Rope หรือการกระโดดเชือก เชือกเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการออกกำลังของนักชกทั่วโลก เพราะเป็นทั้งอุปกรณ์วอร์มอัพและคาร์ดิโอที่ตอบโจทย์ในชิ้นเดียว แถมยังช่วยให้ฟุตเวิร์คของนักชกรวดเร็วและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ที่สำคัญคือกำลังขาที่ได้จากการฝึก กระโดดเชือกต่อเนื่อง 1 นาที 3 เซต พัก 2 นาที ก่อนจะเข้าสู่ท่าต่อไป Push-up and Plank Push-up และ Plank คือท่าออกกำลังยอดฮิตสำหรับนักมวย ทั้ง 2
ฝนที่ตกในช่วงนี้คงทำให้หนุ่ม ๆ นักออกกำลังหลายคนคิดถึงการยกเหล็กในวันอากาศดี ๆ และข่าวดีคือยิมบางส่วนเริ่มกลับมาเปิดให้บริการกันแล้ว อย่างไรก็ตามควรให้ความสำคัญในเรื่องการใช้งานอุปกรณ์ร่วมกับคนอื่นให้ดีก่อนใช้งานเสมอ แน่นอนหลังจากห่างหายจากอุปกรณ์ไปนาน วันนี้ QUICK WORKOUT จึงอยากพาทุกคนมาออกกำลังร่วมกับอุปกรณ์บาร์เบล (Barbell) เป็น 5 ท่าที่จะเรียกความฟิตให้กล้ามเนื้อหลายส่วน ในเวลาเดียวกันก็สร้างการเผาผลาญได้อย่างดีเยี่ยม แต่จะประกอบไปด้วยท่าอะไรบ้าง มาเรียนรู้และเตรียมฝึกไปพร้อมกัน คำแนะนำ: ก่อนออกกำลังในโปรแกรมนี้ควรวอร์มอัพกล้ามเนื้อในส่วนหลัง แขน ต้นขาและขาก่อนให้ดีอย่างน้อย 20 นาที Barbell Back Squat หลังจากวอร์มอัพพร้อมแล้ว มาเริ่มเซตด้วยท่าที่ใช้แรงได้อย่างเต็มที่กับ Barbell Back Squat ท่าที่เล่นคู่กับอุปกรณ์บาร์เบลจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ทั้งส่วนหลัง บ่า และต้นขาได้ในท่าเดียว เตรียมฝึก Barbell Back Squat ในท่ายืน ขาทั้ง 2 ข้างแยกออกจากกันเล็กน้อย แขนจับบาร์ในลักษณะขนานกับหัวไหล่ โดยเลือกบาร์เบลน้ำหนักที่เหมาะสมกับการฝึกของตัวเองหรือจะเริ่มจากบาร์เปล่าก็ได้ เมื่อพร้อมแล้ว ค่อย ๆ ย่อลำตัวให้หัวเข่าทำมุม 45 องศา เหมือนกับการทำ Squat ปกติ
แม้วันนี้โลกจะได้รู้จักและเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2019” หรือ “โควิด-19” มากว่า 4 เดือนแล็วก็ตาม นับแต่มีการยืนยันการพบผู้ติดเชื้อรายแรกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ก็ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตได้อย่างปกติดั่งที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ จึงนำมาซึ่งมาตรการต่าง ๆ ในด้านสุขอนามัยและการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ หรือที่ตอนนี้เรารู้จักกันว่า “ความปกติแบบใหม่” (New Normal) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ ผู้ที่มีโรคประจำตัวไม่ว่าจะเป็นความดัน (Hypertension) เบาหวาน (Diabetes) ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Disease) และโรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular Disease) ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าบุคคลทั่วไปหากได้รับเชื้อไวรัสนี้ โครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” ได้ร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจัดทำวิดีโอ เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว ที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลตนเองและป้องกันตนเองและสมาชิกในครอบครัวให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้ ทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงในการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยอีกด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ สุรพันธ์ สิทธิสุข อดีตหัวหน้าหน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในวิดีโอว่า “เชื้อไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงชนิดที่สอง (SARS-CoV-2)
การได้อยู่บ้านอย่างสงบ ไม่ต้องฟันฝ่าการจราจรการเบียดเสียดไปทำงานถึงออฟฟิศ อาจเคยเป็นภาพฝันของใครหลายคน ท่ามกลางความสุขสบายภายในบ้าน ทำงานจากมุมโปรดของตัวเอง เราคิดว่านี่คือความสุขสูงสุดที่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่โชคร้ายที่การต้องทำงานอยู่บ้านนาน ๆ ที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ได้เป็นไปตามภาพฝันที่เราเคยจินตนาการ เนื่องจากมาพร้อม COVID-19 ความเครียดเรื่องเศรษฐกิจที่รุมเร้า ความไม่มั่นคงเรื่องงานที่ตามมาติด ๆ ไหนจะเป็นการที่ไม่สามารถออกไปพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างเคย ทำให้เกิดก้อนความเครียดสะสม จนกลายเป็นมวลความโกรธ ความหัวร้อนที่เรารู้สึกว่าเราช่างคุมอะไรไม่ได้เอาเสียเลย! เราไม่ได้โกรธอยู่ลำพัง แต่สภาวะไม่ปกติทำให้ทุกคนเกรี้ยวกราด ประการแรกเราอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าคุณไม่ได้หัวร้อนอยู่เพียงลำพัง ความโกรธ ความเกรี้ยวกราด หัวเสียนี้ หลายคนบนโลกกำลังเผชิญสภาวะนี้ร่วมกัน (สภาวะที่หัวร้อนง่ายกว่าช่วงเวลาปกติ) ดร. Aimee Daramus นักจิตวิทยาคลินิกให้ความเห็นว่า “ทุกเรื่องเครียด ๆ ของเรา รวมถึงสิ่งกระตุ้นความเครียดในอดีต กำลังแสดงตัวออกมาในช่วงเวลานี้ เพราะชีวิตประจำวันของเราที่เคยใช้กดเรื่องเหล่านี้มันหายไป” “ความโกรธเองก็มีหลายระดับ ความโกรธบางระดับเรามักจะกดมันเอาไว้ได้ แต่เมื่อ COVID-19 มาเราก็มีความโกรธใหม่ ๆ ความเครียดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก ในขณะเดียวกันความโกรธจากแผลเก่า ๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นพอมีคนมาพูดหรือทำอะไรบางอย่างที่เวลาปกติเราก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่กลายเป็นว่าตอนนี้อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เราโกรธมาก ๆ
โลกใบนี้เต็มไปด้วยผลงานศิลปะจำนวนมาก หลากหลายชิ้นล้วนมีคุณค่าต่อผู้ซึ่งหลงใหลในศิลปะ รวมไปถึงคนที่มองเห็นในคุณค่าของผลงานเหล่านี้ และด้วยคุณค่าทางจิตใจและมูลค่ามหาศาลในตัวนี้เอง ที่ทำให้ผลงานศิลปะบางชิ้นถูกขโมยและหายเข้าสู่ตลาดมืดแบบไม่สามารถจับมือใครดมได้ แม้จะมีงานศิลปะหลายชิ้นถูกตามกลับคืนมาได้ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังคงสาบสูญ แต่ในโลกของศิลปะถือว่ายังโชคดีที่มีชายอย่าง ‘อาเธอร์ แบรนด์’ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้พยายามตามหาและกู้คืนผลงานศิลปะจำนวนมากให้กลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่อีกครั้ง แต่ด้วยการกู้คืนผลงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้นหากจะพูดถึงผลงานทุกชิ้นคงเป็นเรื่องที่ยาวเกินไป วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักเขา ผ่านผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ 3 ชิ้นที่เขามีส่วนนำกลับมาให้โลกได้ชื่นชมความสวยงามอีกครั้ง แต่จะมีผลอะไรของศิลปินคนไหน มาติดตามไปพร้อมกัน แหวนของ ออสการ์ ไวลด์ ผลงานการสืบตามหางานศิลปะชิ้นแรก ๆ ที่ทำให้อาเธอร์ แบรนด์ ถูกรู้จักในฐานะยอดนักสืบคือแหวนของออสการ์ ไวลด์ ยอดกวีชาวไอริชที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1854-1900 เป็นแหวนทอง 18 กะรัตที่นักประพันธ์มอบเป็นของขวัญให้กับเพื่อนนักเรียนของเขาในปี 1876 ซึ่งต่อมาถูกเก็บเอาไว้โดยมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เรื่องราวย้อนกลับในปี 2002 ในตอนที่มันถูกขโมยไปโดยพนักงานทำความสะอาด ซึ่งต่อมาถูกจับและอ้างว่าได้ขายไปให้คนรับซื้อเศษเหล็กในราคา 150 ปอนด์ ซึ่งมูลค่าของแหวนในตอนนั้นอยู่ที่ 35,000 ปอนด์ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อพนักงานคนนั้น เขาถูกส่งตัวเข้าตาราง แต่แหวนของออสการ์ ไวล์ก็ได้สูญหายไปนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งในปี 2015 เกิดการโจรกรรมเครื่องประดับใน Hatton Gargen
นับตั้งแต่สิ้นสุดเสียงเคาท์ดาวน์และปฏิทินถูกเปลี่ยนเข้าสู่ปีใหม่ สิ่งที่ตามมาพร้อมกันในปีนี้ คือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก มาตราการต่าง ๆ ถูกประกาศออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ หลายบริษัทมีนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพื่อความปลอดภัย แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะจบลงเมื่อใด หลาย ๆ คนที่สวมบทบาทเจ้าของธุรกิจย่อมเผชิญกับความกดดันทั้งในแง่ของการนำพาธุรกิจให้ยังคงดำเนินต่อไปได้ รวมถึงการดูแลพนักงาน หรือลูกน้องที่ทำงานร่วมกัน หากถามว่าการจะบริหารธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางเหตุการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ ต้องมีวิธีคิดอย่างไร วันนี้เรามาลองฟังอีกหนึ่งมุมมองจากเจ้าของธุรกิจร้านอาหารที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกว่า 15 ปี อย่าง “พี่เอ็ด” เจ้าของ “ร้านรสมือแม่” คนนี้กัน จากสัตวแพทย์สู่วิถีพ่อครัว “พี่เอ็ด” นายภัคพงศ์ พึ่งกัน ชายหนุ่มวัย 49 ปี อดีตสัตวแพทย์ที่เลือกฟังเสียงหัวใจตัวเอง ผู้กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบอย่างจริงจังและสานต่อความฝันในวัยเด็กด้วยการเปิดธุรกิจร้านอาหารให้คุณแม่ หากใครที่อยู่แถวประชาชื่นคงคุ้นเคยกันดีกับ “ร้านรสมือแม่” ร้านอาหารเหนือแท้ ๆ ที่มีความพิถีพิถันใส่ใจในรสชาติ ความสะอาดของอาหาร รวมถึงคงคุณภาพให้มีความอร่อยแบบเสมอต้นเสมอปลาย นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้ร้านเปิดมานานถึง 15 ปี และมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น “ผมย้ายมาอยู่กรุงเทพฯตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ต้องห่างกับคุณแม่ พอโตมาเลยเก็บเงินซื้อบ้านเพื่อพาเขามาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำอาหารอยู่แล้วและเราก็ไม่อยากให้เขาเหงา เลยมีความคิดที่จะเปิดร้านอาหารให้เป็นธุรกิจครอบครัวเพราะผมก็เริ่มอิ่มตัวกับงานสัตวแพทย์แล้วเช่นกัน โดยในช่วงแรกได้เน้นขายอาหารเหนือที่คุณแม่ถนัดแล้วจึงขยายไลน์เพิ่มเป็นอาหารตามสั่ง
ท่ามกลางความปั่นป่วนของกระแสข่าวที่บ่งชี้ถึงสถานะล่าสุดของท่านผู้นำ คิม จอง-อึน ที่แม้ทางการเกาหลีเหนือจะออกมาบอกว่าการเข้าผ่าตัดฉุกเฉินของผู้นำโสมแดงคนปัจจุบันนั้นเรียบร้อยปลอดภัยดี พร้อมตอกย้ำความมั่นใจด้วยภาพการปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในรอบ 20 วัน ของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยกระบอกเสียงของเกาหลีเหนืออย่างสำนักข่าว KCNA ได้รายงานข่าวการปรากฏตัวของ คิม จอง-อึน ในพิธีเปิดโรงงานปุ๋ยฟอสเฟตซุนชอน ที่เมืองซุนชอนทางตอนเหนือของเปียงยาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง และ คิม โย-จอง น้องสาว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างกึกก้องของประชาชนชาวเกาหลีเหนือที่มีต่อท่านผู้นำ แม้จะมีภาพยืนยันว่า คิม จอง-อึน ยังแข็งแรงดีอยู่ แต่ถึงกระนั้น หากย้อนไปเมื่อปลายเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวลือของเขาที่ไม่สู้ดีนักถูกกระพือออกมาเป็นระลอก เหตุใดสายตาของประชาคมโลกถึงได้จับจ้องไปยัง คิม โย-จอง น้องสาวคนสุดท้องของ คิม จอง-อึน ในฐานะบุคคลที่มีแนวโน้มสูงว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นท่านผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โสมแดง ทั้งที่บทบาทของสตรีในประเทศเกาหลีเหนือนั้นค่อนข้างจำกัด ให้อำนาจการจัดการควบคุมต่าง ๆ แก่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ในวันนี้เราจึงอาสาพาทุกคนไปรู้จักเธอให้มากขึ้น ว่าเพราะเหตุใดทั่วโลกถึงมองว่าเธอคือ Candidate อันดับหนึ่งในการสืบทอดบัลลังก์อำนาจแซงหน้าบุตรชายคนโตวัย 10 ขวบ ของ คิม จอง-อึน เสียด้วยซ้ำ
ตอนนี้คงมีคนน้อยยิ่งกว่าน้อยที่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ชีวิตง่าย” เพราะนี่คืออีกช่วงเวลาหนึ่งที่เราต่างต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตต่างกันไปคนละรูปแบบ และเรารับมือกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตต่างกันไป บางคนใจดีสู้เสือ ลุยดะ แก้ทีละเงื่อน คลายทีละปมไปอย่างไม่หวาดหวั่น ในขณะที่บางคนก็ดึงพลังที่เก็บสะสมไว้มาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเจียนจะไม่ไหวอยู่หลายหน การหมดกำลังใจ ไร้เรี่ยวแรง เหนื่อย ท้อ ในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าใครอ่อนแอกว่าใคร ใครแข็งแกร่งกว่าใคร สิ่งที่มีความหมายที่สุดในห้วงเวลาอันยากลำบากของชีวิตคือการที่ถ้าเรายังไหว แล้วยื่นมือไปปลอบโยนคนข้าง ๆ ไว้ไม่ให้ร่วงหล่นต่างหาก ดังนั้นถ้าคุณคือคนที่ยังไหว และเห็นคนข้าง ๆ หดหู่ใกล้หมดแรงจากหลายเรื่องที่รุมเร้า อย่าปล่อยให้เขาเศร้าเพียงลำพัง ปลุกปลอบเขาเท่าที่แรงเรายังพอมี เพื่อบอกเขาว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอ และเราจะผ่านมันไปด้วยกัน ความหมายของกำลังใจ คือการ “มีใครสักคนรับฟัง” ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ยากที่สุด ชวนให้ท้อและหมดเรี่ยวแรงที่สุด เราไม่ได้ต้องการกำลังใจจากคนทั้งโลก เราแค่ต้องการใครสักคนที่รับฟังและมองเห็นความเจ็บปวดที่เราเผชิญอยู่ ไม่ต่างกัน หากวันนี้เราเป็นคนที่มีแรงเหลือและอยากยืนหยัดเคียงข้างคนที่เรารักในวันที่เขาหมดกำลังใจ คำพูดที่พรั่งพรูอาจไม่ตอบโจทย์เท่าการเคียงข้างรับฟัง ดังนั้นแทนที่จะเลือกคำพูดอย่าง สู้ ๆ , อย่ายอมแพ้นะ, เป็นกำลังใจให้เสมอ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่ผิดแต่อย่างใด แต่ก็สุ่มเสี่ยงที่จะฟังดูเป็นคำพูดสูตรสำเร็จตัดจบแบบแกน ๆ ได้ ลองเปลี่ยนมานั่งข้าง ๆ รับฟังสิ่งที่เขาอยากระบาย อาจถามเพิ่มเติมในส่วนที่เรารู้สึกว่าความรู้สึกเขายังไม่คลี่คลาย แต่ก็ไม่กดดันเขาจนเกินไป
สถานการณ์รอบด้านที่เปลี่ยนแปลงไปในเวลานี้ คงทำให้หนุ่มหลายคนต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงตารางในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าเวลาสำหรับออกกำลังของใครหลาย ๆ คนก็ลดน้อยลงไป แต่สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ต้องการออกกำลังและสร้างกล้ามเนื้อภายใต้เวลาที่จำกัด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนแขนและหน้าท้องซึ่งถือเป็นจุดที่ใครหลายคนให้ความสำคัญ QUICK WORKOUT จึงได้จัดโปรแกรมออกกำลังสำหรับกล้ามเนื้อส่วน Arm และ Abs โดยแต่ละท่าจะช่วยให้ทุกคนสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อทั้ง 2 ส่วน แต่จะประกอบด้วยท่าอะไรบ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลย Reverse Plank Bridge เริ่มต้นกันด้วย Reverse Plank Bridge ท่าบอดี้เวทที่ไม่เพียงสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนแขนและท้อง แต่รวมไปส่วนก้น หลังรวมถึงต้นขา และถือเป็นท่าเรียกเหงื่อสำหรับเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมทำงานหนักขึ้นในท่าต่อไป เตรียมฝึก Reverse Plank Bridge ด้วยการนั่งบนพื้นในท่าชันเข่า แขนทั้ง 2 วางรับน้ำหนักอยู่ด้านหลังลำตัว ก่อนออกแรงยกลำตัวส่วนกลางขึ้น โดยเน้นออกแรงยกร่วมกันจากแขนและขา โดยให้เข่าทำมุม 90 องศา และแขนเหยียดตึงฝึกทั้งหมด 2 เซต เซตละ 40 วินาที
“หัวใจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแตกสลาย” Oscar Wilde นักเขียนมากฝีมือชาว Irish กล่าวไว้แบบนั้น บางคนอาจเห็นด้วย บางคนอาจไม่เห็นด้วย แต่ไม่ว่าหัวใจหรือชีวิตจะแตกสลายเพียงใด เราก็ยังต้องดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ต่อไป คำถามก็คือถ้ามันแตกสลายถึงเพียงนั้น อะไรจะทำให้เรายังก้าวต่อไปได้? บางคนอาจมีคำตอบอยู่แล้ว บางคนอาจไม่แน่ใจกับคำตอบที่มี หรือบางคนเคว้งคว้างอยู่บนความเจ็บปวดแหลกสลายและไม่รู้จะต้องเดินไปทางไหนต่อ UNLOCKMEN ไม่มีคำตอบถูกต้องตายตัวให้ แต่เราอยากแบ่งปันหนังสือ 5 เล่มที่ว่าด้วยปรัชญา แก่น จิตวิญญาณจากญี่ปุ่น ที่อาจไม่ได้บอกเราว่า “ห้ามแตกสลาย” แต่ 5 เล่มนี้จะบอกเราว่าชีวิตก็เป็นเช่นนี้ มีบาดแผล มีเจ็บปวด มีแหลกสลาย แต่หัวใจของเราต้องไปต่อให้ได้ และได้ในแบบที่ยังรัก เคารพและมีความสุขกับเส้นทางที่เรามีเหลืออยู่ อิคิไก: ความหมายของการมีชีวิตอยู่ Ken Mogi บางครั้งชีวิตที่แหลกสลายคือการไม่อาจหาความหมายของการตื่นมาแต่ละวันได้ เราไม่รู้ว่าเช้านี้เราตื่นมาทำไม แค่ลืมตา หายใจ ไปทำงาน ก้มหน้าก้มตา กินข้าว กลับบ้าน รถติด หมดเวลาเข้านอน วนไปไม่รู้จบ เพื่อเงินเดือนหรือ? หรือเพื่อเอาเงินเดือนมาใช้ชีวิตและหาความสุขอีกทีกันแน่? แล้วถ้ามันเป็นแบบนั้นทำไมเราจึงตื่นมาแล้วพบว่าแต่ละเช้าช่างไร้ความหมายเช่นนี้ “อิคิไก” จึงเป็นแก่นแท้ที่ชวนให้เราค้นหาความหมายและความสมดุลแห่งชีวิต
หนุ่ม ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านและไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมานาน คงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียความฟิตหรือความคล่องตัวไปเพราะแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ชั้นก็ทำให้เหนื่อยหอบได้ และสำหรับคนที่อยากเรียกความฟิตของตัวเองกลับมา QUICK WORKOUT ในวันนี้ จะพาทุกไปรีดเหงื่อด้วยการออกกำลังแบบ Circuit กับ 4 ท่าบอดี้เวทที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวร่างกายหลายส่วนรวมถึงช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงไปพร้อมกัน แถมโปรแกรมออกกำลังครั้งนี้ ยังกินเวลาไม่ถึง 40 นาที/วัน แต่จะมีวิธีการยังไงบ้างขอเชิญมาเรียนรู้และฝึกฝนไปพร้อมกัน คำแนะนำการฝึก 1.การฝึกแต่ละเซตจะไม่มีการนับครั้ง แต่จะเป็นการจับเวลา 30 วินาทีต่อ 1 เซต 2.การฝึกแต่ละท่าจะฝึกทั้งหมด 4 เซตเท่ากัน 3.เวลาในการพักระหว่างเซตคือ 20 วินาที เวลาพักระหว่างเปลี่ยนท่าคือ 1 นาที 30 วินาที 4.โปรแกรมการฝึกครั้งนี้ ส่วนหนึ่งของท่าฝึกเป็นที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ต้องการพื้นที่โล่งในการฝึก ควรหามุมเหมาะ ๆ ในบ้านให้ดี หรือเลือกสถานที่ให้เหมาะสม JUMP LUNGE เริ่มต้นเรียกความฟิตด้วยท่าแรกอย่าง Jump Lunge ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อทั้งส่วนต้นขา ก้นและน่อง พร้อมกันนั้นการเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างการฝึก Jump Lunge ยังช่วยให้ผู้ฝึกสร้างความคุ้นเคยกับ Body
ผู้ชายอย่างเราอาจตีความหมายคำว่า “ผู้นำ” แตกต่างกันออกไป หลายคนมองว่าผู้นำคือบุคคลที่คอยวางแผน ดูแล รวมไปถึงร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ทีมงานหรือกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แต่สำหรับอีกหลายคนวิถีความเป็นผู้นำก็สามารถนำไปปรับใช้กับเส้นทางชีวิต เพื่อกำหนดและควบคุมชีวิตของตัวเองให้เดินไปพบกับจุดหมายปลายทางดั่งที่มุ่งหวังเอาไว้ และชาย 2 คนนี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเป็นผู้นำชีวิตให้ตัวเอง จนสามารถก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความฝันที่ตั้งใจมาตั้งแต่เด็ก ชื่อของพวกเขาคือ Dimitri Thivaios และ Michael Thivaios หรือที่สาวกเพลงแนว Electronic Dance Music รู้จักกันดีในชื่อ Dimitri Vegas & Like Mike ซึ่งในวันนี้เราจะนำบทสรุปที่น่าสนใจ มาถ่ายทอดมุมมอง ทัศนคติ รวมถึงความหลงใหลในการใช้ชีวิตและการเป็น “ผู้นำของตัวเอง” ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะคว้าโอกาสและแสดงฝีมือให้จนได้รับการยอมรับในฐานะดีเจระดับท็อปของโลกมาถึงทุกวันนี้ มาทำความรู้จักกับคู่หูดีเจให้ดีมากขึ้น รวมถึง The Art of Leadership ในแบบฉบับของพวกเขาไปพร้อมกัน Dimitri Vegas & Like Mike คือศิลปินดีเจ 2 พี่น้องคู่หูที่มีชื่อจริงว่า Dimitri Thivaios และ Michael


