ประเด็นร้อนในสังคม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ตโฟนอยู่ในมือ การใช้ Social Media เสพสื่อและเป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ได้กว้างมากขึ้น เราจะได้เห็นความคิดเห็นจากผู้คนหลากหลายความคิดมากขึ้น ฟังขึ้นบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง ตลกร้ายบ้าง เหตุผลหนักแน่นบ้าง ปะปนกันไป แต่สิ่งที่เห็นแล้วน่าหงุดหงิดที่สุดก็ยังคงเป็นตรรกะวิบัตินี่แหละ ที่มันรบกวนใจเราเหลือเกิน UNLOCKMEN จะพามาทำความรู้จักกับตรรกะวิบัติที่เราเคยแนะนำกันไว้ในคอนเทนต์ “DON’T GET LOST IN LOGIC แนะนำ 5 ตรรกะวิบัติที่พวกเราควรรู้ ก่อนไปเสียเวลาอันมีค่าเถียงกับคนอื่น” ใครที่ยังไม่เคยอ่าน Part แรกไปตามอ่านกันได้ แล้วมาต่อกันในคอนเทนต์นี้ เปรียบเทียบผิด (False Analogy) ตรรกะวิบัติอันนี้ เรียกว่ากำลังมาแรงในช่วงนี้เลยล่ะ มันไม่ได้มาแรงด้วยตัวของมันเอง แต่มันมาพร้อมกับพวกไลฟ์โค้ช นักหว่านคำคมที่ดูเหมือนจะเท่ เหมือนจะสะกิดใจให้ข้อคิด แต่มาตกม้าตายตรงที่มันกลวง เพราะใช้ Metaphor หรือหยิบจับอะไรมาเปรียบเทียบกันแบบผิด ๆ พูดง่าย ๆ คือเอาสิ่งที่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ มาเปรียบเทียบในบริบทเดียวกัน พูดเฉย ๆ อาจจะยังง มาดูตัวอย่างกันดีกว่า Ex.
ผู้ชายวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงจะเข้าใจดีถึงการใช้ชีวิตในโหมดบ้าพลังตั้งใจทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อเป้าหมายปลายทางในการไขว่คว้าหาความสำเร็จมาครอบครอง เรียกได้ว่าบ่อยครั้งที่ลุยงานหามรุ่งหามค่ำกันแบบลืมเหนื่อย แต่ถึงแม้ใจจะไหวเกินร้อย สุดท้ายร่างกายที่ไม่ใช่เครื่องจักรยังไงก็ต้องมีวันหมดพลังเหนื่อยล้าอ่อนแรงกันบ้าง และถึงแม้หลายคนจะคิดว่า เหนื่อยกายแค่นี้มันจิ๊บจ๊อย เพราะมั่นใจว่าดูแลร่างกายตัวเองอย่างดี พักเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่ถึงแม้จะฟิตแค่ไหนเมื่อต้องเจอกับการใช้ชีวิตรวมถึงการทำงานแบบใส่เต็มเหนี่ยวอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้นจากภาวะเหนื่อยล้าสะสม ครั้นจะหนีไปนอนพักร่างชาร์จพลังยาว ๆ มนุษย์งานเดือดอย่่างพวกเราก็คงไม่มีเวลามากขนาดนั้นวันนี้ UNLOCKMEN จึงขออาสามาแนะนำวิธีปลุกพลังให้ฟื้นคืนจากความเหนื่อยล้าแบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับเป็นหนทาง Boost Up Energy ในยามเร่งด่วน ให้ชีวิตกลับมาสดชื่นแจ่มใสพร้อมลุยเต็มที่ในทุก ๆ วัน PEPPERMINT ใครจะไปคิดว่าใบมิ้นต์หรือสะระแหน่ใบเล็ก ๆ จะช่วยพลิกฟื้นคืนพลังให้กับเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Sport and Exercise Psychology โดยศาสตราจารย์ Bryan Raudenbush ผู้อำนวยการฝ่ายงานวิจัยแห่ง Wheeling Jesuit University ได้ค้นพบข้อสรุปที่ว่ากลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์นั้นช่วยให้นักกีฬาแกร่งขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการทดสอบสมรรถภาพนักกีฬาจำนวน 40 คน ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ทั้งที่มี และไม่มีกลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ โดยขณะที่นักกีฬาอยู่ในห้องเปปเปอร์มิ้นต์นั้นจะสามารถวิ่งได้เร็วกว่า วิดพื้นได้จำนวนครั้งมากกว่า
เพิ่งจะ TGIF ไปไม่นาน เผลอแป๊ปเดียววันจันทร์มาเยือนอีกแล้ว แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าก็รู้สึกท้อ ไหนจะต้องเผชิญกับการจราจรห่วยแตก งานน่าเบื่อ หัวหน้างานงี่เง่าอีก วันจันทร์เลยกลายเป็นวันที่ทุกคนพร้อมใจกันเกลียด แต่นอกจากเหตุผลเหล่านี้แล้วยังมีเหตุผลอีกหลายข้อที่ทำให้วันจันทร์เป็นวันที่ทุกคนไม่อยากให้มันมาถึง ใครที่เกลียดวันแห่งสีเหลืองวันนี้เหมือนกัน มาหาคำตอบไปพร้อมกัน และ UNLOCKMEN พอจะมีวิธีแก้คร่าว ๆ ให้ หลับสนิททั้งคืน แต่ตื่นมายังงัวเงีย หลังจากปาร์ตี้มาอย่างสุดเหวี่ยงในคืนศุกร์-เสาร์ วันอาทิตย์คือวันพักผ่อนของเหล่าคนทำงาน อยู่บ้านไม่ออกไปไหนและตั้งใจจะเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อจะได้ตื่นไปทำงานอย่างสดชื่น หลังจากที่คุณหลับสนิท 8 ชั่วโมงรวดโดยไม่มีการสะดุ้งตื่นกลางคันเลย แต่คุณกลับตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็น ถ้าคุณหลับสนิทดีแปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การนอนของคุณแล้วล่ะ น่าจะอยู่ที่ ‘แรงบันดาลใจ’ ต่างหาก เปรียบเทียบกับการออกทริปต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ เพื่อให้เห็นภาพชัด ๆ ในตอนนั้นคุณเที่ยวมาทั้งวัน แถมตอนกลางคืนยังปาร์ตี้กันจนเละเทะอีกต่างหาก แต่คุณกลับตื่นขึ้นมาอย่างแจ่มใส พร้อมจะลุยวันใหม่ นั่นเป็นเพราะคุณตื่นเต้นและรู้ดีว่าเมื่อตื่นขึ้นมาจะพบความสนุก แต่วันจันทร์ที่เป็นวันทำงานวันแรกและคุณรู้ว่าสิ่งที่น่าเบื่อกำลังรอคุณอยู่จึงทำให้คุณรู้สึกอยากนอนอยู่บนเตียงต่อไปมากกว่า ปัญหาของเรื่องนี้อาจจะอยู่ที่ว่าคุณไม่ได้รักงานของคุณมากพอหรือเปล่า? วิธีแก้: ลองหาส่วนที่คุณชอบที่สุดของงานของคุณดู บอกตัวเองว่าวันจันทร์เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้คุณได้กลับไปทำในสิ่งที่รักนั้น คุณน่าจะรู้สึกดีกับวันจันทร์มากขึ้นแน่ ๆ อย่าเพิ่งมา ยังไม่พร้อม! เหตุผลข้อนี้ตรงข้ามกับข้อแรก ด้านบนเป็นคนที่เตรียมตัวพร้อมสำหรับวันจันทร์แต่ก็ยังรู้สึกเบื่อ แต่ในข้อนี้สำหรับคนที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม คุณอาจจะมีงานค้างต้องทำในช่วงสุดสัปดาห์แต่คุณดันปาร์ตี้เพลินจนลืมหรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่จนคุณลืมทำงาน แน่นอนว่าคุณจะต้องโดนเจ้านายระเบิดใส่จึงเกิดกลัวและไม่อยากให้วันจันทร์มาถึง วิธีแก้: เหตุผลข้อนี้แก้ไม่ยากเลย
ชีวิตที่ดีต้องมีแต่ความสุข คำพูดที่ถูกปลูกฝังมาจากหนังสือและแรงบันดาลใจจากกูรูหลากหลายอย่างหนัก ดูเผิน ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ในชีวิตจริงคงเป็นไปได้ยากที่จะมีความสุขได้ตลอดเวลาขนาดนั้น วันนึงเราเกิดสงสัยในความจริงเรื่องนี้ว่า ยิ่งโดนปลูกฝังให้มีความสุขตลอดเวลา มันยิ่งรู้สึกเหนื่อยในการพยายามประคองรักษาระดับความสุขของตัวเอง เกิดเป็นปมเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า คนอื่นเค้ามีความสุขกัน แล้วทำไมเราถึงต้องเศร้า ต้องอารมณ์ไม่ดี ทั้งที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวนอกเหนือการควบคุมนั้น พร้อมที่จะทำให้เราเสียใจได้ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การจราจร เพลงเศร้า ลูกค้าด่า เจ้านายคลั่ง ของหาย และอื่น ๆ อีกมากมาย “You should take the approach that you’re wrong, Your goal is to be less wrong”- Elon Musk สิ่งที่เราสนใจคือการได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Elon Musk ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาเหนือกว่าคนอื่น ส่วนนึงมาจากความสามารถรับมือกับความผิดพลาด ตัวเค้าผ่านความผิดพลาดมาชนิดนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยความชอบทดลองลงมือทำอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา Musk มองว่าเป้าหมายของเค้าไม่ใช่การไม่ผิดพลาด แต่เป็นการเอาชนะความเสียใจจากความผิดพลาดนั้น และพยายามผิดพลาดให้น้อยลง จนกระทั่งไม่ผิดพลาดเลย การใช้ข้อดีจากความเสียใจในข้อผิดพลาดของ
หลังออกกำลังกายเสร็จหมาด ๆ จนเหงื่อโชก อะไรจะเรียกความสดชื่นของผู้ชายอย่างเราได้ดีกว่าเกลือแร่แช่เย็นเจี๊ยบดับกระหาย พวกเราคงเคยคิดแบบนี้ใช่ไหม แต่มันอาจเป็นเพราะบ้านเราไม่มีใครลองกินเบียร์ไร้แอลกอฮอล์มากกว่า เพราะเมืองเบียร์เขาออกมายืนยันตอนช่วงโอลิมปิกหน้าหนาวว่า “กินเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ คือที่สุดของการฟื้นฟูร่างกายนักกีฬาจริง ๆ ไม่ได้โม้” ไม่รู้ว่าเพราะเป็นประเทศที่กินเบียร์ต่างน้ำกันเป็นปกติหรือเปล่า ทำให้การสรรหาเครื่องดื่มให้นักกีฬาของชาตินี้ต่างจากชาติอื่น ถ้ายังจำกันได้โอลิมปิกที่จัดที่เมือง Pyeongchang ประเทศเกาหลีใต้ช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ประเทศเยอรมนีใช้วิธีดูแลนักกีฬาด้วยเครื่องดื่มประจำชาติอย่าง “เบียร์” แต่เลือกที่เป็นแบบไร้แอลกอฮอล์มาให้ดื่มกันทั้งระหว่างการฝึกและหลังการแข่งสิ้นสุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน่าทึ่ง เนื่องจากประเทศเยอรมนีไม่เพียงได้ที่ 2 จากการกวาดคะแนนรวมการแข่งขัน ที่สำคัญยังได้รับเหรียญทองเทียบเท่ากับแชมป์อย่างนอร์เวย์ถึง 14 เหรียญทองเชียว Johannes Scherr แพทย์ประจำทีมสกีในโอลิมปิกนำวิธีนี้มาใช้โดยได้แรงบันดาลใจมาจากข้อมูลผลการศึกษาของบริษัทกลั่นเบียร์ที่จัดทำขึ้นเพื่อพิสูจน์ในรูปแบบ Double-blind หรือการพิสูจน์โดยไม่บอกผู้ทดลอง โดยนำเบียร์ให้นักวิ่งมาราธอนดื่มทุกวันต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ก่อนการแข่งและ 2 สัปดาห์หลังการแข่งขัน ผลปรากฎว่านักวิ่งที่ดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ มีอาการอักเสบน้อยกว่านักวิ่งที่ได้รับยาหลอก (ยาที่ทำจากแป้งแต่ไม่ได้มีสรรพคุณทางจริง คนนิยมใช้เพื่อทดสอบกระตุ้นให้ผู้กินรู้สึกว่าได้รับการรักษา) นอกจากผลการศึกษานี้แล้วยังมีผลวิจัยของ Chilean หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาด้านโภชนาการช่วยการันตีถึงประโยชน์ของมัน เพราะเขาว่าการดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ก่อนการออกกำลังกายช่วยให้นักกีฬาฟุตบอลช่วยรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายได้ด้วย ถอดรหัสทำไมในเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ถึงดีกับร่างกาย เมื่อติดตามผลกันให้ลึกซึ้งแล้วมันมีเหตุผลมากกว่าการสุ่มกินสุ่มทดสอบหรือหลักการตลาดที่เผยออกมาเพื่อเรียกแขกเท่านั้น เนื่องจากเบียร์ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบสำคัญที่มีประโยชน์กับร่างกาย ตั้งแต่ Hops ดอกไม้ที่เป็นต้นทางของรสชาติขมที่มีสรรพคุณช่วยรักษาโรควิตกกังวล นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย
ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่เคยอ่านการ์ตูนขายหัวเราะ-มหาสนุก เชื่อว่าคงจำมุกตลกเรื่อง “นักเขียนการ์ตูนไส้แห้ง” ได้ขึ้นใจ เพราะมันเป็นมุกที่ถูกใช้วนซ้ำบ่อย ๆ จนเราเชื่อไปแล้วว่านักวาดการ์ตูนนั้นไส้แห้งจนต้องห้อยปลาทูไว้กับเพดานเพื่อกินกับข้าวจริง ๆ แม้ตอนนี้ยุคสมัยจะต่างออกไป งานในวงการศิลปะและงานสร้างสรรค์ได้รับความสำคัญมากขึ้น แต่ในโลกออนไลน์ก็ยังมีกรณีการกดราคาคนทำงานสร้างสรรค์ออกมาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นขอให้ทำอินโฟกราฟิกด้วยราคาไม่ถึงร้อย ออกแบบโลโก้ในราคาร้อยกว่าบาท หรือจ้างเขียนบทความบทความละร้อยสองร้อย “ศิลปินไส้แห้ง” จึงไม่ใช่คำที่เกินความจริงแต่อย่างใด แต่นอกจากระบบเศรษฐกิจที่ไม่ให้ความสำคัญกับงานสร้างสรรค์แล้ว นักวิทยาศาสตร์เขาดันค้นพบคำตอบว่าบางทีความจนที่มาคู่กับศิลปิน มันมีเรื่องเชื่อมโยงกันมากกว่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของ ดร.Roberto Goya-Maldonado ผู้เป็นหัวหน้าแผนกประสาทวิทยา ที่ห้องปฏิบัติการจิตเวชในศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย เมือง Gottingen ประเทศเยอรมนี งานวิจัยครั้งนี้เขาได้กลุ่มตัวอย่างมาจำนวนหนึ่ง โดยแบ่งออกเป็นคนที่ทำงานด้านศิลปะ เช่น นักแสดง จิตรกร ประติมากร และช่างภาพ และอีกครึ่งหนึ่งคือคนที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับศิลปะเลย เช่น พนักงานขายประกัน ทันตแพทย์ ผู้บริหาร และวิศวกร รวมถึงคนที่ระบุออกมาว่างานของตัวเองไม่มีความข้องเกี่ยวกับการ “สร้างสรรค์” ทีมวิจัยจะทำหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์ส่วนต่าง ๆ ในสมองของคนเหล่านี้ที่หลั่งสารโดปามีนออกมา โดยสารโดปามีน เป็นสารเคมีในสมองชนิดหนึ่งที่จะหลั่งออกมาก็ต่อเมื่อเรารู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ เช่น อาจจะตื่นเต้นจากเรื่องเพศ การใช้ยาเสพติดแบบสุดเหวี่ยง หรือเมื่อเรากำลังลุ้นการพนันอยู่ ฯลฯ จากนั้นการทดลองเรื่องสมองก็เริ่มขึ้น
บางคนเชื่อว่าการใช้เงินแบบชาญฉลาดที่สุดคือการซื้อของที่ถูกที่สุด ราคาต่ำที่สุด ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วการลงทุนกับบางเรื่องนี่คุ้มแสนคุ้ม โดยเฉพาะกับ 6 สิ่งต่อไปนี้ที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินถึงกับออกปากว่า เฮ้ย แพงแค่ไหนก็จ่ายเถอะ! เพราะมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มจริง ๆ การศึกษาคืนต้นทุนชีวิต คงไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าการศึกษามันสำคัญกับชีวิตของมนุษย์อย่างเรา ๆ มาก ยิ่งเราลงทุน ทุ่มเทไปกับการศึกษามากเท่าไหร่ มันก็มีแต่จะงอกเงยมาที่เราทั้งนั้น เพราะการศึกษาคือต้นทุนชีวิตที่สามารถนำเราไปสู่สารพัดสิ่งดี ๆ ไม่เพียงเท่านั้นผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่าการลงทุนกับการศึกษาและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ยังทำให้ชีวิตเราน่าสนใจและน่าตื่นเต้นขึ้นอีกมากโขเลยทีเดียว การออกเดินทางคือประสบการณ์ชีวิต การออกเดินทาง การท่องเที่ยวนั้นดีต่อร่างกายและคุณภาพชีวิตโดยรวมของเรา เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าเราได้พักผ่อนและให้รางวัลกับชีวิต ที่สำคัญการใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวมันไม่ใช่แค่เพียงพาร่างกายไปพบความผ่อนคลายเท่านั้น แต่งานวิจัยชี้ว่ามันคือการซื้อประสบการณ์ ซึ่งการซื้อประสบการณ์ก็ทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ พบเจอผู้คนใหม่ ๆ นอกจากนั้นงานวิจัยยังชี้ว่าการการใช้เงินซื้อประสบการณ์ทำให้เรารู้สึกดีมากกว่าการใช้เงินไปกับการซื้อสิ่งของ เครื่องนอนดี ๆ คือที่มาของชีวิตที่ดี บอกให้ใช้เงินไปกับการศึกษาผู้ชายอย่างเราก็พอนึกภาพออก ใช้เงินซื้อประสบการณ์การท่องเที่ยวก็พอจินตนาการได้ แต่พอมาถึงการบอกให้จ่ายเต็มที่กับ “เครื่องนอน” เราคงพากันงงเป็นไก่ตาแตก แต่ลองคิดดูสิว่าเราใช้เวลาอยู่บนเตียง 5-8 ชั่วโมง ในแต่ละปีเราจึงใช้เวลาบนเตียงมากกว่า 1,825 ชั่วโมง ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับเครื่องนอนมาก ๆ ไม่ใช่แค่เพราะเราใช้เวลากับมันเยอะ แต่การนอนที่ไม่มีคุณภาพจะส่งผลต่อสุขภาพ
แม้เราจะเป็นผู้ชายที่เติบโตมาในยุคที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกทั้งใบได้แค่ปลายนิ้วคลิ้ก แต่ดูเหมือนปัญหาางความรู้สึกอย่าง “ความเหงา”จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน กลับกลายเป็นว่าการอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่รถราขวักไขว่และผู้คนมากมาย กลับทำให้เราเหงาลึก ๆ ในใจเข้าไปอีก แต่ความเหงาไม่ได้เท่ากับความอ่อนแอและมั่นใจเถอะว่า เราไม่ได้เหงาเพียงลำพัง อย่างน้อย ๆ ชาว UNLOCKMEN ก็เคยมีห้วงเวลาเหงา ๆ กับเขาเหมือนกัน แต่เวลาไหนที่จะเหงาจับขั้วหัวใจที่สุด และเราเลือกวิธีละลายความเหงาไปจากชีวิตยังไง ? มาตามอ่านแล้วเลือกไปใช้ ให้ครั้งหน้าไม่ต้องเหงายาว ๆ จนหดหู่อีกต่อไป เมื่อเช้าวันอาทิตย์คือความเหงา ตอนตื่นนอนวันอาทิตย์ วันหยุดสุดท้ายของสัปดาห์ ใจนึงก็อยากพัก อีกใจก็อยากไปเที่ยว – ทอฟฟี่ AE UNLOCKMEN เชื่อว่าหลาย ๆ คนเป็นไม่ต่างจากทอฟฟี่ เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันอาทิตย์แล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงอย่างเคว้งคว้าง เลือกไม่ถูกว่าจะนอนต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อพักผ่อนให้ฉ่ำใจ หรือจะพาตัวเองออกไปเที่ยวเล่นหาความสนุกดี แล้วจู่ ๆ ความรู้สึกว่าวันพักผ่อนกำลังจะหมดไปก็ทำให้ความเหงาปนเศร้าเกาะกุมหัวใจขึ้นมาทันที วิธีคลายเหงา: “คลายเหงาด้วยการทำงานบ้าน จัดตู้เสื้อผ้า คิดว่าจะใส่อะไรในอาทิตย์หน้าดี” ถึงจะไม่หายเหงาหมดจรด แต่การมีอะไรให้ตัวเองทำ ไม่จมอยู่แค่บนเตียง จัดห้องหรือบ้านให้น่าอยู่ รวมถึงคิดอะไรสนุก ๆ ที่รอเราอยู่ในวันจันทร์อย่างเรื่องแฟชั่นและการแต่งตัว ก็เป็นการกระชากเราออกจากอารมณ์โดดเดี่ยวได้ดีไม่น้อย
เราเชื่อว่าโดยพื้นฐานของมนุษย์ ในวันเริ่มแรก ทุกคนน่าจะมีศักยภาพเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันไปก็คือประสบการณ์ ความรู้ ต่างคนต่างมีลักษณะนิสัยขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว คนที่รู้เยอะ จินตนาการเยอะ ก็อาจจะได้เปรียบคนที่ไม่ค่อยได้เสพความรู้รอบตัวมากนัก บางคนได้ท่องโลกบ่อย เข้าถึงความรู้ได้มากกว่า ก็ได้เปรียบไป แต่ในยุคของโลก INTERNET ทำให้ข้อจำกัดตรงนั้นถูกทำลายไป ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน อยู่ที่แต่ละคนจะใช้มันเสพความรู้เรื่องอะไร แต่เคล็ดลับที่ BILL GATES และ ELON MUSK บอกไว้เสมอ ก็คือแหล่งความรู้ของพวกเค้านั้นมาจาก ‘การอ่าน’ แต่การอ่านเองก็มีทั้งอ่านแล้วได้ประโยชน์ กับอ่านแล้วได้บันเทิง เวลาเราเห็นสถิติที่บอกว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด อาจจะคิดว่าไม่จริง เราก็อ่านอยู่ตลอดเวลา อ่านทั้งวัน อ่านทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องดราม่าและข่าวบันเทิง ความต่างจากการอ่านที่ GATES และ MUSK บอกก็คือ เราจะได้ประโยชน์จากมัน ต่อเมื่อมันเป็นบทความหรือหนังสือที่มีประโยชน์ มีสาระ ช่วยพัฒนาความรู้และจินตนาการทางใดทางหนึ่ง BILL GATES บอกว่า “การอ่านเนื้อหาที่มีประโยชน์ สอนให้เราได้ความรู้ที่เราไม่รู้ มุมมองที่เราคิดไม่ถึง เหมือนเป็นการให้อาหารสมองตลาดเวลา จะบอกว่าการอ่านทำให้ผมประสบความสำเร็จ ก็ไม่ผิดเลย”
การ์ตูนมักถูกมองว่าเป็นสื่อให้ความบันเทิงสำหรับเด็กมาโดยตลอด แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะการ์ตูนหลายเรื่องมีเนื้อเรื่องเข้มข้น จริงจัง มืดมนยิ่งกว่าภาพยนตร์รางวัลแนวดราม่าเสียอีก และมีการ์ตูนจำนวนไม่น้อยที่แฝงเรื่องการเมืองเอาไว้ โดยเฉพาะการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ที่อ่านแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้เขียนได้มาเก็บข้อมูลจากโลกนอกการ์ตูนแน่นอน ดังนั้นวันนี้ UNLOCKMEN นำเอา 5 การ์ตูนเกี่ยวกับเผด็จการเรื่องเยี่ยมที่อยากให้ทุกคนรีบไปหาอ่านกัน ก่อนที่อาจจะหาอ่านไม่ได้ในอนาคต One Piece Written by Eiichiro Oda เนื้อเรื่องหลักอาจจะดูเหมือนการ์ตูนแอ็กชั่นพลังมิตรภาพตามสไตล์โชเน็นทั่วไป ว่าด้วยการเดินทางผจญภัยในท้องทะเลของโจรสลัดหมวกฟาง มังกี้ ดี ลูฟี่ และผองเพื่อนโดยมีเป้าหมายคือการเป็นจ้าวแห่งโจรสลัด แต่แท้จริงแล้ว One Piece เป็นการ์ตูนที่แฝงเรื่องการเมืองไว้เยอะมาก ชัดเจนที่สุดเลยคือประเด็นเรื่อง ‘เผ่ามังกรฟ้า’ เผ่ามังกรฟ้าคือมนุษย์ชนชั้นสูงที่สุดในโลก One Piece ลักษณะเด่นของเผ่านี้คือจะสวมหน้ากากใส ๆ เอาไว้ตลอดเวลาเพราะไม่อยากหายใจร่วมกับมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่า มีสัตว์เลี้ยงเป็นมนุษย์ด้วยกัน ฆ่ามนุษย์ชั้นต่ำเหมือนมดปลวกโดยไม่มีความผิด ส่วนสถานที่อยู่อาศัยของพวกเขาก็อยู่บนนครศักดิ์สิทธิ์ลอยฟ้านามว่า ‘แมรี่จัวร์’ ไม่ได้อาศัยร่วมกับมนุษย์ธรรมดาบนพื้นโลก สาเหตุที่เผ่ามังกรฟ้าสามารถทำได้ขนาดนี้เนื่องจากมีรัฐบาลโลกซึ่งควบคุมกำลังรบ คอยให้การสนับสนุนอยู่ พวกเขาสามารถสั่งการรัฐบาลโลกให้หันซ้ายหันขวาได้ตามใจ เรียกว่าควบคุมโลกทั้งใบไว้ในกำมือก็ว่าได้ ต่อให้เป็นโจรสลัดที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขนาดไหนเมื่ออยู่ต่อหน้าเผ่ามังกรฟ้าก็ยังต้องยอมสยบ ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ลูฟี่พระเอกของเรานี่เอง ที่ครั้งหนึ่งเคยโชว์วีรกรรมสุดห้าวปล่อยหมัดซัดใส่เผ่ามังกรฟ้าเต็มหน้าจนกระเด็นไปไกล สร้างชื่อให้โจรสลัดหมวกฟางเลื่องลือถึงรัฐบาลโลก
“สำหรับประชาชนทุกคนที่ถูกรัฐบาลรังควาน ผมว่า เฮ้ย! คุณต้องสู้ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณกลัว เขาจะยิ่งไล่ต้อนคุณไปเรื่อย ๆ ” ประโยคนี้จาก Headache Stencil ทำให้เรานิ่งคิด ถ้าเราเป็นประชาชนแต่ถูกรัฐบาลรังควานไม่ว่าจะในรูปแบบของการมาข่มขู่ตรง ๆ หรือภายใต้รูปแบบการบริหารงานที่ตรวจสอบไม่ได้ ทำไมเราต้องนิ่งเฉยล่ะ ? ทำไมเราต้องปล่อยให้เขาทำอะไรกับประเทศเราก็ได้ล่ะ ? แน่นอนว่ามีคนที่เลือกนิ่งเฉย แต่ก็แน่นอนว่ามีคนที่ไม่กลัว มีคนที่ไม่ยอมถูกไล่ต้อนและลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม หนึ่งในคนที่กล้าลุกมาปะทะกับรัฐบาลทหารคราวนี้ต้องมีชื่อของ Headache Stencil อยู่ด้วยแน่นอน Headache Stencil อาจเป็นชื่อที่บางคนรู้จักเป็นอย่างดี แต่ก็อาจเป็นชื่อที่บางคนเกาหัวแกรก ๆ แล้วถามว่า “ใครวะ?” แต่ถ้า UNLOCKMEN แปะผลงาน Political Art ฝีมือเขาให้ดู เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องร้องอ๋อแน่นอน เพราะผลงานเขาที่แผลงฤทธิ์ด้วยการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองได้แบบดุเดือดชนิดที่เป็นคนไม่สนใจการเมืองก็ต้องเคยเห็นเพื่อนแชร์งานเขาผ่านตามาแน่ ๆ ถ้าจะให้พูดแบบสั้น ๆ Headache Stencil คือศิลปินสตรีทอาร์ตที่ทำงาน Political Art เพื่อตั้งคำถามกับความไม่ปกติในสังคม แต่ถ้าจะเอาฉบับจุใจ เราก็ชวนคุณมาเสพความคิดของเขาผ่านการพูดคุยครั้งนี้ไปด้วยกัน แต่ถ้าอ่านจบแล้วมันปลุกพลังบางอย่างในตัวคุณให้เดือดพล่านจนดับไม่ลง วันเสาร์นี้ (30 มิถุนายน
หลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่าคนไทยมีพรสวรรค์เรื่องอารมณ์ขันกันไม่น้อยเลย ไม่ว่าจะมุกคำผวน คำคล้องจอง คำพ้องเสียง หรือมุกสองแง่สองง่ามยิ่งเป็นสิ่งที่ Expert เข้าไปใหญ่ เราเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Page Facebook ที่เอาแต่โพสต์เกี่ยวกับมุกตลก ถึงเป็นที่ถูกอกถูกใจคนไทยจำนวนมาก การันตีด้วยยอดไลก์หลักแสนถึงหลักล้าน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนมาพูดคุยกับเจ้าของ Page Facebook ที่กำลังมาแรงในตอนนี้อย่าง “JOOK GRU” ที่เราอาจคุ้นหูคุ้นตากันดีสำหรับมุกตลกสามช่องของเขา บางคนอาจขำจนท้องแข็ง บางคนก็ขำแห้ง ๆ ยิ้มมุมปาก แต่ก็ยังได้พลังบวกกระตุ้นอารมณ์ขันให้กับวันที่เหน็ดเหนื่อยได้แหละน่า มาดูกันว่าจากมุมมองของเจ้าของมุกตลก อะไรที่ทำให้ตัวละครสุดกวนอย่าง จุ๊ก และ อาแปะ เป็นขวัญใจของแฟน ๆ ได้ขนาดนี้ และเส้นทางกว่าจะมาเป็นเพจหลักแสนที่ครองใจคนอ่านในเรื่องความฮา เขาต้องเจออะไรมาบ้าง เรานัดคุณสมูธที่ร้านกาแฟย่าน RCA ในบรรยากาศสบาย ๆ และเริ่มต้นพูดคุยกันถึงที่มาของเพจ และเราก็ต้องเซอร์ไพรส์เมื่อความตั้งใจแรกเริ่ม มันไม่ได้มาจากการอยากเล่นมุกตลก และคุณสมูธเองก็ไม่ได้อินกับ Page ตลกมากนัก มาดูเหตุผลและที่มา ช่วยเล่าที่มาของ JOOK GRU หน่อย “จริง ๆ JOOK GRU ไม่ได้มาจากการทำเพจครับ มันเริ่มจากการที่เราทำสติกเกอร์ LINE


