เชื่อว่าในช่วงชีวิตของคนเรา เกือบทุกคนต้องเคยเจอกับจังหวะที่ชีวิตหมดไฟ ไม่อยากทำอะไร ทุกอย่างดูน่าเบื่อหน่ายไปหมด ขาดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของตัวเอง เป็นอาการยอดฮิตมากโดยเฉพาะในหมู่ผู้คนยุคปัจจุบัน ยุคที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ชีวิตตามที่สังคมเห็นว่าดี บอกว่าใช่ ดูเหมือนหลายคนเลือกที่จะเชื่อ ที่จะเป็น โดยลืมความเป็นตัวเองไปจนหมดสิ้น คนที่เจอกับอาการนี้มักจะหาสาเหตุไม่เจอ เพราะ Comfort Zone ในยุคนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ายุคก่อน ๆ มาก จากการบอกต่อกันว่าแบบนั้นไม่ดี แบบนี้ไม่ได้ จะเรียกว่าสังคมส่วนใหญ่เลือกทางให้เดินตาม ๆ กันก็ไม่ผิดนัก เราอาจจะเผลอเดินในเส้นทางที่สังคมนิยมสร้างไว้ให้อย่างแข็งขัน จนลืมไปว่า ตัวตนที่แท้จริงของเรานั้น เป็นใครกันแน่? สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราชอบทำ ทำไมเราถึงไม่ได้ทำมัน? เพราะเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่มีเวลาทำ หรือเพราะเรากลัวสังคมมองว่าแปลก ถ้าเราจะทำ? คำว่า BE WHAT U WANNA BE การเป็นตัวเอง ดูจะกลายเป็นเรื่องยาก หรือเราทำให้มันยากเองกันแน่? ‘Man is only great when he acts from passion’ quote อันโด่งดังของ Benjamin
บางทีการฝึกสมองก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธียาก ๆ หรือชวนเบือนหน้าหนีอย่างการฝึกทำโจทย์เลข การแก้ปัญหาเชาว์ แต่อาจง่าย ๆ แค่เปลี่ยนวิธีแปรงฟัน! ใช่ เราไม่ได้โกหกคุณ แค่เปลี่ยนวิธีแปรงฟัน เล่นเกม หรือเปลี่ยนชนิดอาหารก็ทำให้สมองเราแข็งแกร่งขึ้น รวมถึงความทรงจำ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในความเข้าใจสามารถฝึกฝนกันได้เช่นกันด้วยวิธีง่าย ๆ แต่สม่ำเสมอ ทำทุกวันรับรองฉลาดกว่าเดิมแน่นอน 1.ตั้งคำถาม วิธีง่ายดายสุดสามัญ แต่เป็นสิ่งที่ใครหลายคนอาจไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าจะดูเป็นคนไม่รู้เรื่อง ดูเป็นคนไม่ฉลาด แต่การตั้งคำถามนี่เองที่จะทำให้คุณเข้าใจอะไรรอบตัวคุณได้ความรู้มากขึ้นทุกวัน ๆ 2.ออกกำลังกาย งานวิจัยเรื่อง Effects of acute bouts of exercise on cognition แสดงให้เห็นว่าการวิ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ การจดจำของสมอง เพราะฉะนั้นออกกำลังกายได้ทั้งความแข็งแรงของร่างกาย ได้ทั้งความแข็งแรงของสมอง การเรียนรู้ และการจดจำ จะมัวหาข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายอยู่ทำไม? 3.กินอาหารเพื่อสุขภาพ งานวิจัยเปิดเผยว่าการกินโปรตีนลีน ๆ อย่างปลา กินผักและผลไม้เยอะ ๆ หรือมื้ออาหารแบบที่เรียกว่า Mediterranean-type diet มีส่วนช่วยบำรุงสมองของเราให้แข็งแรง โดยอาทิตย์หนึ่งกินแบบนี้สัก 2 ครั้งก็ช่วยบำรุงสมองได้มากแล้ว
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในวงการอสังหาฯ นอกจากเรื่องของการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัย รวมถึงการฟาดฟันด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดุเดือด ยังมีแนวคิดดี ๆ ที่มองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน พัฒนาบุคลากร รวมถึงผู้คนทั่วไป ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ดียิ่งขึ้น กับการเปิดตัว AP Academy Lab แล็บเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาฯ แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำในการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพสำหรับคนเมือง ที่ยกห้องเรียน และห้องปฏิบัติการด้านอสังหาฯ มารวมเอาไว้ในที่เดียว ด้วยคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ และความสงสัยว่าแหล่งเรียนรู้ด้านอสังหาฯ แนวใหม่ จะฉีกกฎการเรียนรู้ในตำราให้สัมผัสได้จริง สามารถเข้าถึง เข้าใจง่ายโดยไม่น่าเบื่อได้อย่างไร UNLOCKMEN จึงขอเข้าไปเยี่ยมชม AP Academy Lab แล็บการเรียนรู้ดีไซน์เท่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 800 ตารางเมตร บนชั้น 31 ของอาคารเลครัชดา ถนนรัชดาภิเษก ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง ‘คุณแจ๊ค ปิตุพงษ์ เชาวกุล’ แห่ง Supermachine Studio สตูดิโอออกแบบไทยชื่อเสียงโด่งดังไกลในระดับสากล ร่วมกับ ทีม AP
เครื่องมือในการทำงานของสายอาชีพตัดต่อวิดีโอที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักสำคัญขนาดไหน ล้วนเป็นคำตอบที่อยู่ในใจของคนประกอบอาชีพนี้เท่านั้นที่จะเข้าใจได้ดีที่สุด UNLOCKMEN จะขอแนะนำเกร็ดความรู้และ 7 Laptops ตัวเลือกสำหรับคนสายงานตัดต่อที่เน้นการออกทำงานนอกสถานที่เป็นหลัก แต่ก็ต้องการเครื่อง Laptops เจ๋ง ๆ ที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ซึ่งทุกตัวที่เลือกมาล้วนถูกวัดผลด้านประสิทธิภาพอย่างชัดเจนแล้วว่ามันเกิดมาเพื่องานตัดต่อชัด ๆ อย่างแรกก่อนที่จะไปพูดถึงตัวเครื่องกัน เราพูดถึงปัจจัยในการทำงานด้านตัดต่อวิดีโอก่อน เพราะทุกคนย่อมรู้อยู่แล้วว่าเครื่องต้องแรง ระบบประมวลผลต้องเทพ ถึงทำงานได้ลื่นไหลไม่สะดุด ดังนั้นเวลาเลือกชื้อสักเครื่อง ควรจะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานที่เครื่องควรมีเลย คือการมีกราฟิกการ์ดแยกเจ๋ง ๆ ของ NVDIA และมี HDD 1TB 7200RPM, หรือ SSD 128GB เป็นอย่างต่ำ นอกจากนี้แรมก็ไม่ควรน้อยกว่า 8 GB ในการทำงานด้านนี้ ส่วนใหญ่ Laptop ที่ราคาสูงกว่าปกติทั่วไปจะอัดสเปคแบบนี้มาให้อยู่แล้ว แต่งานตัดต่อวิดีโอจะต้องดูมากขึ้นกว่าปกติคือเรื่องของจอแสดงผลที่เน้นความละเอียดสูงตั้งแต่ Full HD ขึ้นไป และส่วนที่เน้นเป็นพิเศษอีกอย่างคือตัวประมวลผลหรือที่เราเรียกกันว่า CPU ปกติแค่เห็นขึ้นว่า Intel Core i7 ทุกคนก็ตัดสินใจเลือกกันแล้ว ลองทบทวนกันใหม่สักนิดครับ เพราะจริง ๆ แล้วการทำงานตัดต่อวิดีโอเน้น
ในปัจจุบันนี้แม้ภาพของเศรษฐกิจโดยรวมอาจดูไม่ค่อยจะคึกคักมากนัก แต่ทางฟากฝั่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้น ยืนยันได้จากโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายโครงการที่ยังคงเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำยอดขายได้ดีสวนกระแสทิศทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ที่กำลังร้อนแรง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA หนึ่งในผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยยังคงเดินหน้ารุกหนัก ด้วยการเปิดบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด บริษัทที่เกิดจากการผนึกกำลังร่วมทุนระหว่าง SENA และ บริษัท ฮันคิว เรียลตี้ (ประเทศญี่ปุ่น) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท Hankyu Hanshin Holding Group ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาฯ จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์การพัฒนาที่อยู่อาศัยมายาวนานกว่า 100 ปี กับความเคลื่อนไหวที่ต้องยอมรับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย UNLOCKMEN จึงไม่พลาดที่จะเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารหญิงแกร่ง ‘ดร.ยุ้ย – ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ ‘มร.ริวอิจิ โมโรโทมิ’ ประธานบริษัท ฮันคิว
หากพูดถึงร้านขายอุปกรณ์กีฬาที่ไม่ใช่แบรนด์สโตร์แล้วละก็ ในประเทศไทยคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Ari (อาริ) ร้านคอนเซ็ปต์สโตร์ที่เปิดขึ้นมารองรับสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของกีฬา รวมถึงไลฟ์สไตล์แบบสปอร์ต จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ต้องการสานฝันความชอบของตัวเอง จนเป็นแรงผลักดันถึงปัจจุบันทำให้ Ari (อาริ) สามารถขยับขยายร้านจนกลายเป็นแถวหน้าในเรื่องอุปกรณ์กีฬา เพื่อล้วงเบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขา วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์แบบ Exclusive กับ คุณ เอ็กซ์ – ศิวัช วสันตสิงห์ ผู้ก่อตั้ง Ari (อาริ) ที่จะมาบอกเล่าเคล็ดลับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจที่ทุกท่านสามารถนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้ UNLOCKMEN : ขอถาม background คุณเอ็กซ์ก่อนมาเริ่มทำร้าน Ari หน่อย? จริง ๆ ที่บ้านเป็นข้าราชการเกือบหมด คุณแม่ทำออฟฟิศ ส่วนคุณพ่อก็เป็นข้าราชการ ท่านก็ตั้งเป้าอยากให้เราเป็นข้าราชการเหมือนท่าน ก่อนหน้านี้ผมเลยทำงานอยู่กระทรวงการต่างประเทศ แต่คือมันไม่ไหว มันไม่ใช่ตัวเองก็เลยอยากออกมาทำธุรกิจของตัวเอง UNLOCKMEN : แล้วจุดเริ่มต้นของร้าน Ari มันมาจากไหน? เริ่มจากว่าเราชอบเตะฟุตบอล เราชอบรองเท้าสตั้ด อุปกรณ์กีฬาอะไรเงี้ย แต่เมื่อก่อนเมืองไทยมันไม่มีร้านขาย เราก็ต้องฝากเพื่อนซื้อจากต่างประเทศ หรือไม่ก็ต้องวิ่งไปตามร้านที่เขาหิ้วมาขาย เรารู้สึกว่า เอ้ย ทำไมมันไม่มีร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวฟุตบอลอย่างเดียว ก็เลยเหมือนแบบอยากทำ
ขึ้นชื่อว่า “ลูกค้า” ต่อให้ผู้ประกอบการจะยิ่งใหญ่คับฟ้ายังไงก็ต้องโดนคอมเพลน เพราะเราอาจจะผิดพลาดจนต้องแก้ไข หรือบางทีก็เป็นเรื่องจุกจิกกวนใจที่เราไม่ทันนึก แต่ลูกค้าเขาดันนึกถึง เพราะฉะนั้นการรับมือกับลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในระดับไหนของธุรกิจก็ต้องเรียนรู้เอาไว้ วันนี้ UNLOCKMEN พามาดู 3 CEO ระดับชื่อก้องโลกว่าเขาเหล่านี้มีวิธีรับมือกับความเยอะของลูกค้าอย่างไรบ้าง รับรองว่าเรียนรู้แล้วเอาไปใช้ ไม่มีคำว่าเสียใจแน่นอน รับมือแบบมินิมอลสไตล์ Steve Jobs (CEO Apple) ดีไซน์สินค้าและการใส่เสื้อสีเดียวแบบเดิมซ้ำ ๆ ก็บ่งบอกถึงความความมินิมอลในจิตวิญญานของ Steve Jobs ได้มากพอสมควรแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าความมินิมอลนี้แผ่ขยายมาถึงการรับคำคอมเพลนจากลูกค้าด้วย!? จากคำบอกเล่าของลูกค่าผู้น่ารัก (?) อย่าง Aaron Brooker ที่เล่าถึงประสบการณ์หาญกล้าในการคอมเพลนสินค้าของ Apple แต่ไม่ได้จะเดินเข้า iStudio เรียกพนักงานมาแล้วก็บ่น ๆ ๆ ให้เสียเวลา เขียนอีเมลไปคอมเพลนกับ Steve Jobs แม่งเลยแล้วกัน Aaron Brooker ซื้อจอ monitor ขนาด 22 นิ้ว พร้อมกับ Macbook Pro ขนาด
สภาพแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่โคตรมีผลต่อการทำงาน ออฟฟิศไหนที่ดีไซน์ออกมาให้คูล เจ๋ง มีบรรยากาศแห่งการผ่อนคลาย สบาย ๆ ใคร ๆ ก็อยากพุ่งตัวเข้าไปทำงานด้วย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีได้ทำงานในออฟฟิศคูล ๆ เสมอไป แต่เราก็สามารถจัดโต๊ะทำงานของเราให้คูลเหมาะสมกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ไม่แพ้กัน นี่จึงเป็น 5 วิธีง่าย ๆ ที่ไม่ว่าทำงานที่ไหนก็ได้ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม 1.ปลูกต้นไม้กระถางเล็ก ๆ สักกระถางสิ งานวิจัยจำนวนมากที่บอกกับเราว่า วิธีง่าย ๆ ที่จะลดความตึงเครียด สร้างความรู้สึกผ่อนคลายคือการอยู่กับธรรมชาติ แต่เดี๋ยวก่อน ไอ้การที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ จะหอบการหอบงานเข้าป่าไปทำงานก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีง่าย ๆ จึงเป็นการหาต้นไม้เล็ก ๆ สักกระถางมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น? The Green Infrastructure Research Group จาก University of Melbourne ศึกษาเรื่องพื้นที่สีเขียวที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างจริงจังก็พบว่าการได้มองไปในพื้นที่สีเขียวอย่างต้นไม้จากหน้าต่างห้องทำงาน ช่วยลดความเครียด สร้างอารมณ์ผ่อนคลาย ที่สำคัญทำให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ดีไม่ดีไม่รู้แต่ที่แน่ ๆ เฟซบุ๊กก็ลงทุนสร้างหลังคาขนาดเท่าสนามฟุตบอลหลายสนาม แล้วปลูกต้นไม้ใบหญ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงานของตัวเองแล้ว 2.แสงธรรมชาติก็เป็นสิ่งสำคัญ Mirjam
พูดคำว่า “ไม่” กลายเป็นมิติพิศวงที่ชวนให้คนที่พูดมันออกมาต้องงุนงงทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนถูกขอร้อง ถูกขอความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้ทำไม พอต้องปฏิเสธ พอต้องพูดว่าไม่ทีไร เราถึงต้องรู้สึกแย่ รู้สึกผิดทุกครั้งไป การช่วยเหลือคนมันก็ดีนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้ช่วยทุกคน ช่วยทุกเรื่องก็คงมากไป แต่ไอ้ครั้นจะมามัวปฏิเสธไป รู้สึกผิดไปก็ดูจะทำร้ายจิตใจตัวเองมากเกินไปหน่อย UNLOCKMEN จึงเอาวิธีพูดคำว่า “ไม่” ไว้ปฏิเสธใคร ๆ แบบไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปมาฝากกัน 1.เราไม่ได้ฆ่าคนตาย อย่าจมอยู่กับความรู้สึกผิดขนาดนั้น โอเค เรามาเริ่มกันที่ทำไมเราต้องรู้สึกผิดกับการพูดปฏิเสธ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด? ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ “ความรู้สึกผิด” สมควรที่เราจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเราทำผิดต่อใครสักคน ทำร้ายเขา ทำให้เขาเจ็บปวด ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ แต่เดี๋ยวก่อน! การปฏิเสธความช่วยเหลือ (ที่ขอมาหลายครั้งเกินไป หรือเหนือบ่ากว่าแรงเราจนช่วยไม่ไหว) ไม่ใช่การที่เราทำร้ายเขา แต่เป็นการบอกให้เขาเข้าใจเงื่อนไขของเรา และเขาจะได้หาคนที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือที่เหมาะสมคนต่อไป หรือไม่ก็เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้นนี่ไม่ใช่การทำร้ายเขา เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว! 2.เราไม่ใช่คนเลว เราแค่ไม่สะดวก อีกกรณีที่เรามักรู้สึกผิดเมื่อเราต้องบอกปัดอะไรจากใครสักคน เพราะเรากลัวการดูเป็นคนเลว การดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ หรือการดูเป็นคนไม่อยากช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งไม่จริงเสมอไป เราควรถามตัวเองแทนว่าเพราะอะไรเราถึงปฏิเสธเขา? เพราะเขาขอร้องให้ช่วยเรื่องซ้ำ
หลังจากลืมตาตื่น อะไรคือสิ่งที่คุณทำเป็นอย่างแรก? เปิดสมาร์ทโฟนมาเลื่อนดูเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม? เช็คอีเมลงาน? คิดถึงงานที่ค้างจากเมื่อวาน? คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าการเริ่มต้นวันที่คุณกำลังทำอยู่นั้นส่งผลให้คุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ? Jacqueline Whitmore ผู้เขียนหนังสือ Poised for Success: Mastering the Four Qualities That Distinguish Outstanding Professionals จะมาร่วมแชร์วิธีการตื่นนอนอย่างสงบ ผ่อนคลายที่จะช่วยให้คุณจัดการวันของคุณให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาลงจากเตียง 1.ลุกจากเตียงอย่างนุ่มนวล เรามักลุกจากเตียงอย่างรีบเร่ง เพราะคิดว่าใช้เวลานอนให้คุ้มค่าที่สุดด้วยการกดเลื่อนนาฬิกาปลุกออกไปเรื่อย ๆ แล้วจะถือว่าได้ใช้เวลาพักผ่อนนานขึ้น แต่ลองเปลี่ยนวิธีการลุกจากที่นอนดูใหม่ แทนที่จะรีบลุกอย่างเร่งร้อน ให้เราค่อย ๆ ลุกอย่างนุ่มนวล นอนให้เต็มตื่น ปลุกเวลาเผื่อเวลาต้องตื่นจริงสัก 5-10 นาที เลือกใช้เสียงปลุกที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขที่ได้ฟังมากกว่าเสียงที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเกลียดที่จะตื่นขึ้นมา 2.ยิ้ม วิธีโคตรง่ายอย่างการยิ้มนี่แหละ ที่จะทำให้วันทั้งวันของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการยิ้มสามารถเปลี่ยนโทนของอารมณ์ได้ โดยการยิ้มช่วยเพิ่มปริมาณสาร endorphin ในร่างกายซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวด ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเอง แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณคิดว่าเรากำลังให้คุณตื่นขึ้นมาฉีกยิ้มพร่ำเพรื่อก็คงไม่ใช่ แต่เรากำลังแนะนำให้คุณหาอะไรที่ทำให้คุณยิ้มได้มาวางไว้หัวเตียง อาจจะเป็นสาวที่คุณชอบ สถานที่ที่คุณชอบไป ที่เที่ยวที่คุณฝันว่าจะไปมาตลอดชีวิต จะได้ตื่นมาแล้วยิ้มให้กับสิ่งดี ๆ เหล่านั้นก่อนเริ่มต้นวัน
ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหน ชีวิตเราก็ต้องพบปะกับการเจรจาต่อรองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องง่าย ๆ อย่างการต่อรองกับเพื่อนว่าจะไปกินเหล้าร้านไหนกันดี ต่อรองกับแฟนสาวเพื่อขอออกไปเที่ยว ไปจนถึงเรื่องราวยิ่งใหญ่อย่างการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองระดับไหน เราก็ล้วนแต่ต้องการจะเป็นฝ่ายกุมชัยชนะไว้ในมือทั้งนั้น UNLOCKMEN จึงเอาเทคนิคการเจรจาต่อรองที่ใช้ความฉลาดทางอารมณ์ล้วน ๆ จากคำบอกเล่าของ Chris Voss อดีต FBI Crisis Negotiation Team ที่ทำงานด้านการเจรจาต่อรองมากว่า 24 ปี ถ้าได้เทคนิคที่ผ่านการสรุปจากการทำงานยาวนานจากเขามาใช้ รับรองว่าเจรจาครั้งต่อไป ไม่มีพลาดแน่นอน 1.พูดทวนคำ หนึ่งในวิธีการสุดสามัญคือการพูดทวน หรือพูดซ้ำคำ โดยพูดซ้ำ 1-3 คำล่าสุดที่คู่เจรจาของคุณเพิ่งพูดออกมา เพราะนี่คือวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างความรู้สึกเป็นมิตรกับคู่เจรจา และทำให้คู่เจรจาของคุณรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเปิดใจคุยกับคุณ สิ่งที่ขาดไม่ได้นอกจากการทวนและซ้ำคำ ก็คือน้ำเสียง ให้ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็นมิตรที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงเสียงของดีเจเปิดเพลงในวิทยุช่วงกลางดึก เทคนิคเหล่านี้จะช่วยทำให้บทสนทนาดำเนินไปอย่างช้าลง ช่วยประวิงเวลาให้เราสามารถคิดอะไรก่อนพูดได้มากกว่าเดิม 2.แสดงความเอาใจใส่ แสดงให้คู่เจรจาของคุณเห็นว่า คุณสังเกตเห็นอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เขาแสดงออกมา โดยพยายามสังเกตจากสีหน้า คำพูด โดยเฉพาะความรู้สึกทางลบ และอย่าลืมพูดวลีที่แสดงออกมาว่าคุณรู้ว่าเขารู้สึกอะไร เช่น “ฟังดูเหมือนคุณกำลังกลัวที่จะ…นะ” หรือ “ดูเหมือนว่าคุณกำลังกังวลเรื่อง…นะ” เป็นการแสดงให้รู้ว่าเรามองเขาออก
เราต่างอยู่ในยุคที่ถูกกรอกหูอยู่ทุกวันว่าให้คิดบวกสิ คิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้สิ ไม่มีอะไรในโลกที่เราทำไม่ได้หรอก ขอแค่เรามั่นใจในตัวเอง แล้วบอกว่ามันเป็นไปได้ก็พอ เราเชื่อตาม ๆ กันมา ตื่นนอนมาพร้อม ๆ กับการยืนหน้ากระจกฉีกยิ้มให้กับตัวเอง แล้วบอกว่าทำได้! กูทำได้ทุกอย่างในโลกเลย! แต่การคิดบวก ให้กำลังใจตัวเองตลอดเวลาอย่างนี้เป็นผลดีจริงหรือเปล่า? มันมีส่วนกับความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? แล้วถ้าไม่คิดบวกตามแบบใคร ๆ เรามีโอกาสประสบความสำเร็จหรือเปล่า? ก่อนอื่น UNLOCKMEN ขอพาคุณย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปี 2015 ขณะนั้นที่ New York มีการแข่งขันเทนนิส U.S. Open รอบ semi-finals โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่าง Roberta Vinci กับนักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งในขณะนั้นอย่าง Serena Williams เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Serena Williams ชนะ 3 รายการหลักของการแข่งขันเทนนิสไปแล้วในปีนั้น แถมได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเทนนิสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ในขณะที่ Roberta Vinci ไม่เคยผ่านเข้ามาถึงรอบ semi-finals ของการแข่งขันเทนนิสรายการใหญ่ ๆ เลย นี่เป็นครั้งแรกของชีวิตการเป็นนักกีฬาเทนนิสของเธอ โอกาสชนะครั้งนี้คือ 300


