บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในประเทศไทย นำโดย อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ และ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ จับมือกับ 6 พันธมิตรระดับโลกด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำ จัดงาน ‘EVERYDAY VISIONARIES: The evolution of next-generation living’ จัดงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกมาให้ได้สัมผัสก่อนใคร ตอกย้ำความสำเร็จการขยายขอบข่ายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างรอบด้าน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีผู้บริหารจากแบรนด์พันธมิตรทั้ง 6 บินมาร่วมงาน ได้แก่ มร. อามาร์ ลาลวานี่ ซีอีโอ และ Managing Partner สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล มร. ไทเลอร์ บรูเล่ ผู้ก่อตั้ง Monocle มร. วัน ซิง คง ซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง JustCo มร. จิมมี่ ซูฮ์ ประธานบริหาร
คุณเคยเจอปัญหายาก ๆ แบบที่นั่งคิดจนปวดหัว จดจ่อกับมันอยู่ทั้งวัน ก็ยังคิดไม่ออกไหม ถ้าเคย ผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาของอดีตประธานาธิบดีโอบาม่าแห่งประเทศสหรัฐอเมริกามาเล่าให้คุณฟัง ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ไปลุยกันเลยครับ เย็นวันหนึ่งในปี 2011 ขณะที่อเมริกากำลังอยู่ในช่วงตามล่าผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงอย่าง โอซามะ บินลาเดน อยู่นั้น ประธานาธิบดีโอมาม่าได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่า พบสถานที่พักอาศัยแปลกประหลาดแห่งหนึ่งในปากีสถานตอนใต้ซึ่งน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ก่อการร้ายและครอบครัวชั้นล่าง ๆ พูดง่าย ๆ ว่าพวกตัวกี้ ๆ และลูกเมียในไอ้มดแดงนั่นแหละ แต่ความประหลาดมันอยู่ที่ไอ้บ้านหลังนี้ดันมีกำแพงคอนกรีตหนาถึง 18 ฟุต แถมมีรั้วลวดหนามล้อมรอบระโยงระยางเต็มไปหมด คำถามคือ ไอ้นี่ต้องเป็นผู้ก่อการร้ายระดับล่างที่รวยขนาดไหนถึงขนาดสรรหาสิ่งป้องกันตัวเองได้อลังการขนาดนี้ ความประหลาดอีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาพบคือ จากภาพสอดส่องทางอากาศระยะอย่างไกล พวกเขาพบผู้ชายหนึ่งหน่อที่ดูไม่เข้าพวกกับคนอื่น ๆ ที่ไม่เข้าพวกไม่ใช่ว่า คนหนึ่งแต่งตัวปากีสถานโคตร ๆ อีกคนหนึ่งแต่งเป็นผู้ดีอังกฤษนั่งจิบชา อะไรแบบนี้ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่เข้าพวกคือ “ความยาวเงาของชายคนนั้น” ซึ่งบ่งบอกว่าเขาเป็นคนที่สูงกว่าคนอื่นมากเกินไป พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เขาต้องไม่ใช่คนในครอบครัว ยังไงก็แล้วแต่ ก็ยังไม่มีอะไรบอกได้ว่านั่นคือ บินลาเดน เพื่อพิสูจน์สมมติฐานให้ชัดเจน ประธานาธิบดีโอบาม่าจึงเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาประชุมเพื่อหาแนวทางเข้าโจมตี ผลปรากฎว่ามีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ
สำหรับคนที่เริ่มศึกษาเรื่องราวการลงทุน ค้นหาข้อมูลอัพเดตการลงทุนในอินเตอร์เน็ตในช่วงนี้ คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเพจ “ลงทุนแมน” เพจการลงทุนที่เล่าเรื่องธุรกิจการลงทุน ข้อมูลบริษัท ตัวเลข งบการเงินมากมายให้สนุก และอ่านเข้าใจได้ง่ายมาก ๆ ซึ่งทีมงาน UNLOCKMEN เองก็เป็นหนึ่งในแฟนเพจที่ติดตามตั้งแต่ในเพจมีคนอยู่เพียงหลักพัน ซึ่งเวลาเพียงไม่นานจนถึงตอนนี้ เพจลงทุนแมนมีคนติดตามมากกว่าสามแสนคน อะไรเป็นจุดแข็งให้ผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิดการลงทุนให้ประสบความสำเร็จในสไตล์ของลงทุนแมนเป็นอย่างไร เรารู้ว่าคุณก็อยากรู้เหมือนเรา ลงทุนแมนเริ่มต้นได้อย่างไร อะไรเป็นแรงจูงใจในการทำเพจนี้ ต้องบอกก่อนว่า เราชอบเรื่องการลงทุนเป็นอย่างมาก เลยอยากลองแชร์เรื่องราวการลงทุนในภาษาที่เข้าใจง่าย จึงได้เริ่มลองทำเพจ “ลงทุนแมน” นี้ขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจการลงทุน ซึ่งตอนแรกที่เขียนก็แปลกใจว่าทำไมคนแชร์กันมาก ก็เลยลองเขียนดูอีก ปรากฏว่าคนแชร์กันมากอีก สุดท้ายจากการตอบรับของคนอ่านที่มีมากมายเกินที่คาดคิด จึงเป็นแรงจูงใจให้ตั้งใจทำเพจนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้การลงทุนอย่างจริงจังขึ้นมา ทำเพจมาไม่นาน แต่มียอด Follower เยอะมาก คิดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนติดตามมากขนาดนี้ สาเหตุที่ยอด follower เยอะ คงไปตอบแทนคนที่ติดตามไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เดาจากคนที่มาคอมเมนต์ คงเป็นเพราะการเล่าเรื่องที่อ่านและเข้าใจง่าย เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจใกล้ตัวเขา เป็นเรื่องที่เขาก็อยากรู้ แต่ไม่เคยมีใครมาหาข้อมูลให้ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าเขาได้ประโยชน์จากความรู้ที่เราหามาให้ เขาเลยเลือกที่จะติดตาม เพื่ออยากได้ความรู้แบบนี้อีก จุดเด่นของลงทุนแมน ที่ต่างจากเพจการลงทุนอื่น ๆ คืออะไร ลงทุนแมนไม่เหมือนเพจอื่นตรงที่ ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้เชียร์หุ้น
เชื่อว่าในชีวิตคน ๆ หนึ่งไม่ได้มีเพียงแค่บทบาทเดียว หรือเป็นอะไรแค่อย่างเดียว เพราะชีวิตมันมีหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของหัวหน้าคนใหม่ บทบาทของคุณพ่อป้ายแดง บทบาทของนักธุรกิจเงินล้าน และอื่น ๆ อีกหลายบทบาทมากมาย แต่การจะก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จ เป็นที่สุดในทุกบทบาทได้นั้น ล้วนมีที่มาจากพื้นฐานของชีวิตที่ไม่แตกต่างกัน และนี่คือ 4 Chapters สำคัญสู่การก้าวขึ้นไปอีกขั้นของความสำเร็จ Chapter I | บทจะมุ่งมั่น หลายคนเคยรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ปล่อยผ่านในสิ่งที่ตั้งใจทำไว้มั้ย? ถ้า “ใช่” นี่คือบทที่คุณต้องทำความรู้จักมันเสียก่อน “Dreams do come true” คงจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากชีวิตขาด Passion ต่อสิ่งที่อยากทำ แต่เพื่อความฝันที่เป็นจริง! ขอแค่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วตั้งใจลงมือทำมันอย่างแน่วแน่ งัดทุก Performance ที่เต็มประสิทธิภาพในตัวเราเองออกมา เพื่อทำมันอย่างจริงจัง แค่นี้ความสำเร็จก็อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน Chapter II | บทจะยิ้มกับปัญหา เพราะชีวิตคนเรามักเสพติดความสุขอยู่เสมอ ดังนั้น “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีความสุข ชีวิตก็คงไม่ใช่” ทุกวันนี้ใครหลายคนมักประสบเจอแต่ความเครียดตั้งแต่เช้าของการตื่นนอน แต่แทนที่จะต้องจมอยู่กับมันไปตลอดทั้งวัน ลองมองหา Entertainment
ฟรีแลนซ์ อาชีพที่ฟังดูแล้วน่าจะสบาย ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่มีเวลาเข้าออกงานตายตัว มีอิสระในการจัดการชีวิตส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ ใครหลายคนจึงอยากจะผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ฟรีแลนซ์ก็มีปัญหาในแบบของตัวเอง สิ่งที่คิดว่าอิสระก็ไม่จริงเสมอไป เพราะถ้างานด่วน งานเร่ง ลูกค้าก็ตามงานได้ตลอดเวลา ในช่วงที่งานเข้ามาพร้อมกันมากๆ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะกลัวลูกค้าไม่ส่งงานมาให้อีก บางเดือนไม่มีงานเข้ามาเลย ก็ขาดรายได้กันไป แต่ถ้าช่วงไหนรับงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน ก็กลายเป็นความเจ็บป่วย สวัสดิการรักษาพยาบาลก็ไม่มีเหมือนพนักงานออฟฟิศ ต้องควักเนื้อจ่ายเองเสียอีก เรียกได้ว่าถ้ารักจะเป็นฟรีแลนซ์ ต้องจัดการชีวิตตัวเองให้เข้มงวดกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปเสียอีก ถึงแม้ว่าสำหรับมนุษย์ฟรีแลนซ์ งาน เงิน และสุขภาพ ดูจะไม่ค่อยไปด้วยกันนัก แต่การสร้างสมดุลให้ชีวิตก็ไม่ได้ยากเกินไป ด้วยคำแนะนำจากงานสัมมนา “ยอดมนุษย์ฟรีแลนซ์ เหนื่อยนัก ก็พักได้” ที่จัดโดย K-Expert ที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารกสิกรไทย พร้อมเทคนิคจากสุดยอดฟรีแลนซ์ตัวจริง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับชื่อดัง และ ปอมชาน-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง นักวาดภาพประกอบระดับโลก จึงพอจะสรุปคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับฟรีแลนซ์ได้ 3 ข้อ คือ “งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน” งานตรึม: งานคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฟรีแลนซ์
ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนมิลเลนเนียล (Millenials) หรือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงยุค 1980s ไปจนถึงช่วงก่อนยุค 2000s ที่เรียกได้ว่ามีชีวิตเติบโตขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษ คือกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญ เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมเมืองในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภาพใหญ่ของประชาคมโลก นอกจากภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่มากความสามารถซึ่งค้นหาลู่ทางสร้างความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง กลุ่มคนมิลเลนเนียลเหล่านี้ยังได้ทำให้นิยามของความสำเร็จเปลี่ยนไปจากอดีต จากที่คนยุคก่อนเคยให้ความสำคัญกับรายได้ รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลัก แต่กลุ่มคนมิลเลนเนียลที่แม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของการเลือกทำอะไรด้วย Passion มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และพร้อมจะทุ่มเทเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการมี Work-Life Balance ที่ดี มากกว่าการมีชื่อเสียงและเงินทอง อ้างอิงได้จากผลการศึกษาแนวคิดอุปนิสัยใจคอของกลุ่มคนมิลเลนเนียล โดยสถาบัน INSEAD Emerging Markets Institute, HEAD Foundation ร่วมกับ Universum ที่ได้ทำแบบสอบถามประชากรกลุ่มเป้าหมายกว่า 16,000 คน จาก 43 ประเทศทั่วโลก จนได้ข้อสรุปที่ว่า 73% ของกลุ่มคนมิลเลนเนียล เลือกที่จะมีสมดุลระหว่างการทำงาน และการใช้ชีวิตที่ดีมากกว่าเลือกมีรายได้สูง ๆ (Source : http://bit.ly/2gtlg3j) ข้อมูลข้างต้นถือเป็นสิ่งสะท้อนมุมมองความสำเร็จที่เปลี่ยนไปของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะจริง ๆ แล้ว ความสำเร็จที่พวกเขาต้องการไขว่คว้านั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่มันคือความสำเร็จในการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอเหมือนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือประสบการณ์การทำงานที่เริ่มต้นจากตำแหน่งเล็ก ๆ ไปจนถึงหัวหน้าที่มีความรับผิดชอบระดับสูง ซึ่งเติบโตตามประสบการณ์และอายุ ความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ว่า “ใครไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้ก่อนกัน” เท่านั้นเอง ว่ากันตามตรงแล้ว เราเชื่อว่าหลายคนที่อยู่ในช่วงตำแหน่งเล็กถึงกลาง อาจจะกำลังทำงานแบบมึน ๆ ไร้เป้าหมายในการทำงาน เพราะยังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองชอบทำจริง ๆ หรืออาจจะไม่มีไฟ เพราะถ้ามองไปถึงตำแหน่งใหญ่ ๆ ตัวเลขรายได้ที่ต้องการ มันช่างอยู่ห่างออกไปไกลอีกหลายปีเหลือเกิน ทำให้หลายคนเกิดอาการ “ช่างแม่งละกัน” หมดอารมณ์ทำงานขึ้นมาดื้อ ๆ เพราะคนเราชอบอะไรที่ง่าย เห็นผลเร็ว อยากตื่นขึ้นมาแล้วเงินเดือนเพิ่มแตะหลักแสนภายในข้ามคืน ไม่ว่าคุณจะหมดไฟ หรือมีไฟแต่ไม่รู้จะเน้นโชว์ศักยภาพจุดไหนดี จะได้เปล่งรัศมีกระแทกตาหัวหน้าจนต้องรีบแจกโบนัส อัพเงินเดือน โปรโมตตำแหน่งกันเร็วไว แต่โชคดีแล้วที่คุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ เพราะเราจะมาเผย 3 คุณสมบัติหลักที่หัวหน้าทุกบริษัทมองหาจากคุณ นี่เป็นคำแนะนำจากปากผู้บริหารบริษัทชั้นนำหลายแห่ง ที่เราไปนั่งพูดคุยอย่างใกล้ชิด และนำมาสรุปให้เข้าใจง่าย โดยใช้หลัก rating จากสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด 1. Give a damn พื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่หลายคนลืมหรือมองข้ามหัวมันไป การ Give a damn คือการมีเอาใจใส่ มีส่วนร่วมกับคนในทีม และในทุกกิจกรรมของบริษัท ไม่ใช่ใครรวมกลุ่มทำอะไร
คุณคงเคยได้ยินใครหลายคนชอบพูดว่า ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำเพราะเหตุผลคือ “ไม่มีเวลา” สำหรับคนที่ศึกษาเรื่องพัฒนาตัวเอง คุณก็จะต้องเคยได้ยินอีกนั่นแหละว่า “ไม่มีหรอก ไม่มีเวลา มีแต่มันไม่สำคัญมากพอ คุณเลยไม่หาทางจัดเวลาให้มัน” ในฐานะที่ตัวเองเป็นพนักงานประจำที่ขับรถไป-กลับที่ทำงานวันละ 100 km. ผมพบว่า “ผมไม่ได้มีประเด็นเรื่องไม่มีเวลา ผมรู้ว่าอะไรสำคัญสำหรับตัวเองและจัดเวลาให้มันได้ แต่สิ่งที่พบคือเวลาแต่ละวันก็ยังไม่พอที่จะเติมเต็มทุกด้านของชีวิตอยู่ดี” คำถามคือ “แล้วเราจะสร้างเวลาขึ้นมาเพิ่มเพื่อเติมเต็มชีวิตให้รอบด้านมากขึ้นได้ยังไง?” และนี่คือ 3 วิธีที่ผมใช้ และอยากจะเอามาแบ่งปันให้ฟังกันครับ 1. Kaizen (Continuous improvement) ทุกบริษัทญี่ปุ่นจะมีหลักการข้อหนึ่งที่ยึดถือกันเป็นสรณะเหมือนกันคือ Kaizen แปลเป็นไทยว่า “การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ผมใช้หลักการนี้กับชีวิตตัวเองเสมอ ถามว่าใช้ยังไง อันดับแรกคุณต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละวันคุณทำอะไรอยู่บ้าง เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองทำอะไรบ้างทั้งวัน คุณจะเห็นว่าตัวเองใช้เวลากับแต่ละเรื่องเยอะ-น้อยแค่ไหน จากจุดๆนั้นคุณจะสามารถหาวิธีปรับปรุงวิธีการใช้ชีวิตของคุณได้หลายอย่าง เช่น ลดเวลากิจกรรมบางอันได้ไหม ทำอะไรให้เร็วขึ้นได้บ้าง สร้างระบบ หาเครื่องมือช่วยได้รึเปล่า เป็นต้น เราโตขึ้นทุก ๆ ปีครับ ทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ มาก็มาก ยิ่งทำซ้ำมาก ยิ่งเชี่ยวชาญมาก คำถามคือ “จะเป็นไปได้ยังไงที่จะทำให้อะไรเร็วขึ้นบ้างไม่ได้เลย จะเป็นไปได้ยังไง?” 2. Outsourcing
สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และสำหรับประชาชนทั่วไปที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน ซื้อสินทรัพย์ใหญ่ ๆ เช่น รถยนต์ ต้องติดตามสองมาตรการที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเราเองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก สองมาตรการดังกล่าว ได้แก่ มาตรการ LTV (Loan-To-Value) และ DSR (Debt Service Ratio) ก่อนเราจะมารู้จักมาตรการทั้งสองตัวขอฉายภาพของ “หนี้ครัวเรือน” ในประเทศไทยเสียก่อน จากภาพเราจะพบว่า หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยมีกว่า 15 ล้านล้านบาทในปี 2019 และเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กว่า 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเห็นแนวโน้มการเติบโตของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL เพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2016 ที่มีหนี้เสียเพียง 3.8 แสนล้านบาท และนั่นคือที่มาของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องออกมาตรการดังกล่าวเพื่อยับยั้งการเติบโตของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นี้ มาตรการ LTV (Loan-To-Value) คืออะไร ? มาตรการ LTV (Loan-To-Value) คือ เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ โดยรายละเอียดของมาตรการนี้มีดังต่อไปนี้ สัญญากู้ที่อยู่อาศัยหลังแรก สามารถกู้ได้ 100% ไม่เปลี่ยนแปลง สัญญากู้ที่อยู่อาศัยหลังที่สอง
ใกล้สิ้นปีกันอีกแล้ว เป้าหมายที่เราเคยตั้งไว้ต้นปีเป็นอย่างไรกันบ้าง ? บางคนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้ แต่หลายคนอาจจะยังทำไม่ได้ นั่นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การเดินหน้าต่อไป เพราะเวลายังเหลือ! ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ โดยเฉพาะการลงทุน สำหรับการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ เราต้องคิดต้องทำเสียแต่บัดนี้แล้ว เพราะใกล้สิ้นปีเต็มที ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วง “มรสุม” สำหรับการลงทุน สินทรัพย์หลายตัวตกลงมาอย่างน่าใจหาย และนั่นคือ “โอกาสในวิกฤต” ส่วนมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันเลย “อสังหาริมทรัพย์ทำเลดี ที่ถูกลดราคาลงมา” สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับปีนี้หลายคนคงเห็นแล้วว่า ภาคเศรษฐกิจของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งตกต่ำลงมาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอนโดมิเนียม ที่แม้จะอยู่ในทำเลที่ดีมากแต่มีราคาถูกลงเหลือเชื่อ หากติดตามตัวเลขสถิติจะพบว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มที่ราคาขายต่อตารางเมตรจะลดลง ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจไม่สามารถซื้ออสังหาฯ ทำเลดี ๆ แบบนี้ได้ในราคาที่ทั้งลดทั้งแถม เหมาะกับการวางแผนการลงทุนแบบนี้ คนที่มีเงินในการช้อปฯ อสังหาฯ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงฟ้าเปิด ทำเลดี เพราะราคาส่วนลดกับออพชั่นน่าเล็งใกล้สถานีรถไฟฟ้า หลายทำเล แบรนด์ดัง ๆ พาเหรดกับลดราคาลงมา และหลายที่ Developer เองเป็นผู้ลดราคาเสียด้วย เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้เขาต้องขายสินค้าไม่ให้ค้างสต๊อก เพื่อให้ได้เงินนำไปจ่ายค่าก่อสร้างโครงการ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นโอกาสคงไม่ได้แล้ว เมื่อโอกาสเป็นของผู้ซื้ออย่างเราตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเลือกเสียหน่อย “หุ้นสามัญ
ถ้าพูดถึงแฟชั่น เรานึกถึงแบรนด์ฝรั่งเศส ถ้าพูดถึงรถยนต์ เรานึกถึงประเทศเยอรมนี ในด้านงาน Craft ของสินค้า กระบวนการผลิต และความสวยงาม ประเทศไทยของเรานั้นถือว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้ใครในโลก เรามีของดี จากวัตถุดิบที่ดี แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ในระดับ OTOP หรือสินค้าพื้นบ้าน ในขณะที่เรานั่งมองสิ่งเหล่านั้นจนชิน แบรนด์ฝรั่งต่างชาติ ต่างขวนขวายเอาของดี ไอเดียสินค้าจักสานของไทยไปปรับเปลี่ยน สร้างมูลค่าให้แบรนด์เหล่านั้นกันเป็นว่าเล่น เพียงเพราะเราขาดการทำ branding ที่ดี ขาดการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเหล่านั้น แต่ข่าวดีคือตอนนี้เราได้รู้จักกับ StartUp น้องใหม่ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศบนเวทีการประกวดมาแล้วมากมาย โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การผลักดันให้สินค้างาน Craft ของไทย มีการออกแบบที่ทันสมัย มี branding ที่ดี รวมถึงการทำ packaging ที่สร้างมูลค่าได้มากมายทวีคูณ จักสานไทยสู่ตลาดสากล website น้องใหม่ในนาม VT THAI หรือวิถีไทย เกิดขึ้นริเริ่มด้วยคุณจิรโรจน์ ได้มีโอกาสเดินทางไปตามต่างจังหวัดของไทยในแต่ละพื้นที่ซึ่งเห็นว่างานจักสานของไทยนั้นเป็นงานฝีมือภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความสวยงาม มีคุณค่าและใช้เวลาในการทำ หากแต่ราคาของมันนั้นช่างสวนทางกับมูลค่าและคุณค่าที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นยังได้เห็นถึงปัญหาในด้านต่าง ๆ อาทิ การออกแบบสินค้าที่ไม่มีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือความรู้ในด้านภาษาต่างประเทศ ไปจนถึงการทำการตลาด ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการที่จะผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดสากล
“ชีวิตจะดี ถ้าเรามองโลกในแง่ดีนะนาย” คำพูดโคตรง่าย ที่ง่ายเฉพาะในหนัง หรือง่ายต่อเมื่อเราเป็นฝ่ายพูดปลอบใจใครสักคน “ชีวิตกูแม่งแย่ ไม่มีอะไรดี ไม่มาเป็นกู มึงไม่รู้หรอกว่าแม่งรู้สึกยังไง” คำพูดโคตรง่าย ที่ง่ายในชีวิตจริง ง่ายเมื่อเราเป็นฝ่ายเจอปัญหา อันที่จริงแล้ว การมองโลกในแง่ร้าย ดูจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะมันได้ถูกฝังอยู่ใน DNA ของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ การมองโลกในแง่ร้าย เป็นหนึ่งในสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สำคัญของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เมื่อเจอเสียงหลอน ๆ กลางป่า บรรพบุรุษของเราก็จะเตรียมรบหรือหาที่หลบซ่อน เมื่อเจอท่าทีว่าจะมีภัยธรรมชาติ บรรพบุรุษของเราก็เตรียมหาทางเอาตัวรอด สมอง จึงพาเราไปหมกมุ่นอยู่ในการมองโลกแง่ร้ายอยู่เสมอ ถ้างั้นการมองโลกในแง่ร้าย ก็ไม่แย่ซะทีเดียว? ในยุคที่ต้องเอาตัวรอดจากธรรมชาติ ก็คงต้องตอบว่าใช่ แต่ในชีวิตการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน การมองโลกในแง่ร้าย นอกจากจะดึงดูดพลังงานลบเข้าหาตัวแล้ว ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าเป็นการค่อย ๆ ทำร้ายสุขภาพร่างกายโดยไม่รู้ตัว ต่อให้ไม่พูดออกมา ความเครียด ความหดหู่จากการคิดเรื่องร้าย ๆ ในหัว ก็สามารถทำร้ายให้ร่างกายทรุดโทรมได้เช่นเดียวกัน และที่สำคัญ งานวิจัยจาก University of Michigan สรุปว่า คนที่มองโลกในแง่ร้าย มักจะมีอายุขัยสั้นกว่าคนมองโลกในแง่ดี (ดังนั้นเกลียดใครหนักมาก ก็จงยุยงให้มันเครียดเข้าไว้ มันอาจจะอยู่ได้ไม่เกิน 50


