ตอนนี้คุณกำลังมีความสุขในการทำงานอยู่รึเปล่า ? ถ้าคุณตอบได้อย่างมั่นใจว่ามี คุณก็ข้ามบทความนี้ไปเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจว่ากำลังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ เพราะเจอกับเรื่องชวนปวดหัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงานที่ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ หรือ รู้งานหนักเกินจนแทบไมได้พัก เป็นต้น คุณอาจจะอยู่ใน toxic workplace อยู่ก็เป็นได้ เราขอแนะนำให้คุณลองอ่านบทความนี้ เพราะเราจะพาคุณไปทำความเข้าใจ และแนะนำวิธีการแก้ไข ปัญหาที่ทำงานเป็นพิษ หรือ toxic workplace เพื่อช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างสบายใจโดยไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องลาออก ก่อนอื่นเราอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงองค์ประกอบที่ทำให้เกิด toxic workplace เสียก่อน ซึ่งมันเกิดได้ทั้งจาก พฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี เช่น ไม่ตั้งใจทำงาน หรือ บรรยากาศในการทำงานที่ไม่ดี เช่น มีการกลั่นแกล้ง หรือ นินทากัน รวมไปถึง ตัวงาน เช่น งานหนักเกินไปจนไม่ได้พัก ซึ่งหากมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หรือ มากกว่าปัจจัยหนึ่งรวมกันแล้ว ทำให้คุณใช้ชีวิตได้ลำบาก อาจเป็นสัญญาณว่า คุณกำลังอยู่ใน toxic workplace อยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาจากการอยู่ใน toxic workpace มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
สำหรับทุกบริษัท การนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาก้าวไปข้างหน้าได้ แต่ปัญหาที่หลายบริษัทต้องเจอคือการที่คนในบริษัทไม่ยอมเสนอไอเดีย ไม่แสดงความคิดเห็น ร้ายที่สุด คือ พวกเขาไม่ยอมรายงานปัญหา Conflict ที่พบเจอในที่ทำงานให้ผู้ใหญ่ได้รับทราบ ปล่อยให้มันลุกลามจนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไข ปัญหานี้ UNLOCKMEN มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ เลยอยากจะพาทุกคนไปดูว่ามีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ลูกน้องไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในที่ทำงาน และจะแก้ไขอย่างไรดี ขาดความมั่นใจที่จะแบ่งปันไอเดีย มันจะมีกรณีที่บางคนรู้สึกไม่มั่นใจเวลาที่จะแบ่งปันไอเดีย ถ้าในที่ประชุมมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนเกินไป หรือมักจะกับคนนอกหน้าที่ที่พยายามเสนอไอเดียว่ามันไม่ใช่เรื่องของพวกเขา หรือให้สนใจแต่หน้าที่ของตัวเอง ฯลฯ พอได้ยินคำพูดแบบใส่บ่อยๆ พวกเขาก็รู้สึกว่า การแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานจะทำให้พวกเขาถูกตำหนิ ปิดปากเงียบไว้ดีกว่า ท้ายที่สุดพวกเขาก็เลยไม่เสนอไอเดียใหม่ ๆ อีกเลย Solution: ก่อนอื่นเลย คนที่เป็นหัวหน้าต้องเข้าใจก่อนว่า มันมีอะไรบ้างที่จะทำลายความมั่นใจของลูกน้องได้ (เช่น การห้าม การตำหนิ ฯลฯ) บอกกับทีมให้เปิดใจรับฟังไอเดียจากคนทุกแผนกดูบ้าง เพราะเค้าอาจจะมีไอเดียอะไรในมุมมองที่เราคาดไม่ถึง และพยายามไม่ตำหนิหรือ Kill idea ในที่ประชุม แล้วลูกน้องจะกล้าแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานมากขึ้นเอง ไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ในเวลานั้น บางบริษัทไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเรื่องไหนที่นับว่าเป็นปัญหา หรือ ปัญหาแบบไหนบ้างที่ควรรายงาน บางคนเลยไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอเป็นปัญหาที่ควรรายงานหรือเปล่า อีกทั้งบางบริษัทเองก็ไม่ได้สนับสนุนวัฒนธรรมการรายงานในทุก ๆ
ถนนทุกสายมุ่งตรงสู่ “ความสำเร็จ” เราต่างพร้อมเผชิญขาขึ้นของธุรกิจที่ปั้นมากับมือ เรายินดีอ้าแขนรับหน้าที่การงานที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน แต่น้อยคนนักที่จะเตรียม “แผนแห่งการล้มเหลว” เอาไว้ ไม่มีใครอยากผิดพลาด ล้มเหลว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อเราเผชิญความผิดพลาด (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) การมีแผนแห่งการล้มเหลวรอไว้อยู่แล้ว จะช่วยให้เรารับมือ แก้ไข ไปจนถึงพลิกสถานการณ์กลับมาได้ราบรื่นกว่าการไม่เตรียมแพลนอะไรไว้เลย ลำดับขั้นของความล้มเหลว ขีดเส้นที่เราจะไม่มีวันข้ามเอาไว้ หลายครั้งที่ความล้มเหลวไม่ได้จู่ ๆ สาดเข้ามาตูมเดียวเหมือนภูเขาไฟระเบิด แต่เกิดจากการที่เราค่อย ๆ เลือกทางเดินที่ผิด แล้วตอนแรกมันก็ยังดูไม่เสียหายมากนัก เราเลยไปต่อ แต่เหมือนว่ายิ่งไปต่อ ความล้มเหลวก็คล้ายจะขมวดกลายเป็นปมที่แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้ตัวอีกทีธุรกิจเราก็พังเกินกว่าจะกู้คืนแล้ว ดังนั้นแผนแห่งการล้มเหลวที่เราควรเตรียมตัวเองไว้เพื่อหน้าที่การงานหรือธุรกิจของเรา คือการไล่ลำดับขั้นแห่งความล้มเหลวไว้แต่ต้น เช่น ขั้นที่หนึ่งเราเริ่มกู้หนี้ยืมสินมามากเกินกำลังจะจ่ายไหว ขั้นที่สองเราเริ่มทำทุกทางเพื่อให้ธุรกิจหรืองานเราไปรอด โดยยินดีทำลายทุกความสัมพันธ์ในชีวิต ฯลฯ การกำหนดลำดับขั้นความล้มเหลวอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่ผ่านการพิจารณาของเรามาอย่างดี เมื่อเรากำหนดไว้ ก็คิดวิธีแก้ หรือวิธีที่เราจะจัดการต่อไปถ้าเราไปถึงจุดนั้น การทำแบบนี้เราจะค่อย ๆ เห็นว่าเรากำลังเดินทางเข้าสู่ขาลง เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าเส้นไหนที่เราข้ามไปได้ (และข้ามไปอย่างไร) หรือเส้นไหนที่เราถามตัวเองไว้แต่ต้นแล้วว่าจะไม่มีวันข้ามไปเด็ดขาด เพราะจะไม่ใช่แค่ความล้มเหลวเล็ก ๆ แต่อาจไปสู่หายนะยิ่งใหญ่ได้ สถานการณ์ที่แย่ที่สุดคืออะไร? แล้วเราจะรับมืออย่างไร? ความล้มเหลวบางรูปแบบก็อาจมาในลักษณะหนังสยองขวัญที่เราเคยดู ตัวละครอาจจะแสนซวย
เข้าสู่เดือนสิงหาคม เดือนที่แม้จะมีวันหยุดน้อยแต่โปรแกรมความมันส์ในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix กลับไม่น้อยตาม เพราะเดือนนี้เต็มไปด้วยภาพยนตร์ สารคดี และรายการความบันเทิงที่ไม่ควรพลาดเตรียมเรียงคิวเข้าฉายอยู่หลายเรื่อง และสำหรับหนุ่ม ๆ ชาว UNLOCKMEN ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรับชมเรื่องไหนก่อน วันนี้เรามี 6 โปรแกรมที่อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จัก แต่จะมีเรื่องอะไรบ้างมาชมไปพร้อมกันได้เลย IMMIGRATION NATION IMMIGRATION NATION สารคดี Limited Series ที่จะพาทุกคนไปรับรู้กับอีกแง่มุมการทำงานของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาภายใต้นโยบายกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เนื้อหาของสารคดีจะพาทุกคนไปรู้จักกับด้านมืดในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน ICE หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหรัฐอเมริกาที่หลายครั้งไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการดำเนินคดีที่ไม่ยุติธรรม ทำให้หลายครอบครัวต้องแยกจากกัน เนื้อหาที่ล่อแหล่มทำให้ IMMIGRATION NATION ถูกกดดันให้ตัดเนื้อเรื่องบางส่วนออก รวมถึงพยายามชะลอการออกอากาศให้เป็นหลังช่วงการเลือกตั้ง และเราจะได้รับชมเนื้อหาแบบไม่เซ็นเซอร์พร้อมกันในวันที่ 3 สิงหาคมนี World’s Most Wanted World’s Most Wanted สารคดีที่ไม่ควรพลาดโดยเฉพาะหนุ่มที่ชื่นชอบสารคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาชญากรรม โดยภาคนี้เป็นซีซัน 1 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาชญากร 5 คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในโลก World’s Most Wanted จะพาเราไปรู้จักเรื่องราวของ
ตอนนี้หลายคนอาจนิยามตัวเองว่าเป็น คนเปิดเผย (Extrovert) หรือเป็น คนเก็บตัว (Introvert) หรือ อยู่ระหว่าง 2 ฝั่งนี้ (Ambivert) ซึ่งในการทำงาน introvert หลายคนอาจจะเจอปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเข้าสังคม หรือสมาธิในการทำงาน ดังนั้น UNLOCKMEN เลยอยากแบ่งปันเคล็ดลับการเอาตัวรอดในที่ทำงานสำหรับชาว Introvert ก่อนอื่นอยากให้เข้าใจนิยามก่อนว่า Introvert คือกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพเก็บตัว คนกลุ่มนี้จะมีโลกส่วนตัวสูง มักใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเองมากกว่าจะไปสุงสิงกับคนอื่น ส่วน Extrovert จะตรงกันข้าม คือ รักการเข้าสังคม ชอบแสดงออกมากกว่าคิดอยู่กับตัวเอง และชอบเป็นจุดสนใจด้วย ความแตกต่างระหว่าง Introvert และ Extrovert ไม่ได้อยู่ที่นิสัยอย่างเดียว (ซึ่งเวลาพูดว่า introvert และ extrovert ต่างกันที่นิสัย หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ปรับกันได้) แต่ทั้ง 2 กลุ่มนี้แตกต่างกันในทางชีววิทยาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น – การตอบสนองต่อ Dopamine (สารสื่อประสาทที่ทำให้เรารู้สึกดีเวลามองหารางวัลจากปัจจัยภายนอก) แม้ว่าการหลั่งของ dopamine ในสมอง
การจะตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมแต่ละโครงการ นอกจากราคา พื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก อีกจุดที่ควรจะใส่ใจมากเพราะสำคัญไม่แพ้กันคือพื้นที่สีเขียวในโครงการ เพราะการใช้ชีวิตประจำวันพวกเราไม่ได้อยู่แค่ในห้องหรือส่วนกลาง ดังนั้นการเลือกโครงการที่เน้นการทำให้ลูกบ้านทุกคนมีความสุข สุขภาพดี และมีวิถีการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการสานต่อวิถีชีวิตให้สมบูรณ์ ทั้งหมดคือสิ่งที่ วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา – ท่าพระ โครงการที่พักอาศัยระดับคุณภาพย่านธนบุรีจาก MQDC มุ่งมั่นจนสามารถผ่านเกณฑ์อาคารเขียวหรือ TREES ในระดับ ‘Gold’ ที่เป็นการประเมินความยั่งยืนของอาคารจากสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) ในประเภทก่อสร้างและปรับปรุงอาคารใหม่หรือ New Construction (TREES-NC) ถือเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) และวิสซ์ดอม (Whizdom) แบรนด์ที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมในย่านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกรุงเทพฯ การผ่านเกณฑ์อาคาร TREES ในระดับ Gold ถือเป็นการตอกย้ำถึงวิธีการทำงานภายใต้วิสัยทัศน์ “For All Well-Being” ที่ต้องการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกสรรพสิ่ง ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” หรือ Sustainnovation ทำให้เราค้นคว้าหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน โดย MQDC
หลังจากที่มนุษยชาติได้พบพานกับสถานการณ์ที่ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านั้นเริ่มกลายมาเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ New Normal Living ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลต่อเนื่องมาถึงมุมมองของการใช้ชีวิต ที่หลายคนค้นพบสกิลใหม่ๆ หรืออาชีพใหม่ และผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ได้อย่างรอบด้านอันเนื่องมาจากการที่ผู้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ชีวิตใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น จาก Insight ที่น่าสนใจดังกล่าวนี้ จึงได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นไอเดียต่อยอดสู่รายการ ‘SANSIRI HOME STORIES’ ที่ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Real-Time Marketing จากแสนสิริ ที่เป็นอีกแบรนด์ที่มักสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้อย่างชาญฉลาดและทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ เรียกได้ว่ารายการนี้เป็นประโยชน์แบบวิน-วินทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งตัวแบรนด์เองก็ตาม ในแง่ของผู้ชมอย่างเรา ๆ ก็รับไปเต็ม ๆ กับไอเดียการอยู่อาศัยในยุคนี้ และการปรับใช้พื้นที่ภายในบ้านให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ลงตัวทุกด้านของการใช้ชีวิต ทั้งครอบครัว สุขภาพ และการทำงาน ส่วนในแง่ของแบรนด์ก็ได้สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย แถมยังเป็นการสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่มุ่งมั่นส่งมอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มากกว่าเพียงแค่ที่อยู่อาศัยอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการดึงเอาความน่าสนใจของจุดขายในโครงการบ้านและทาวน์โฮมจากแสนสิริ ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งถูกออกแบบขึ้นมาภายใต้แนวคิด Flexible Living Area พื้นที่ในตัวบ้าน ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ทั้งการเป็น Connecting Space เพื่อทุกคนในครอบครัว และ Working Space เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบ Work From Home
กลุ่ม “TalentSmart” ได้ทำการทดสอบประชากรมากกว่าล้านคน และพบว่าร้อยละ 90 ของผู้บริหารที่มีตำแหน่งระดับสูงมักเป็นผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) สูงกว่าพนักงานหรือผู้บริหารในตำแหน่งอื่น อีกทั้งมีข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะระมัดระวังที่จะไม่ทำพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้ตัวเองมีสติ และไม่ตกหลุมพรางที่คนอื่นวางไว้ และนี่คือ 9 พฤติกรรม ที่ผู้นำใช้เพื่อเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์และประสิทธิภาพการทำงาน 1. มั่นคงทางอารมณ์ ไม่ตัดพ้อ ไม่เปรียบเทียบ หากความสุขและความพึงพอใจของคุณเกิดจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คุณก็จะไม่มีความสุขที่แท้จริง คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์เมื่อพวกเขาเกิดความรู้สึกที่ดีในสิ่งที่ทำ พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ความคิดเห็นหรือความสำเร็จของคนอื่นมาทำให้ตัวเองหมดความสุข แน่นอนที่สุดมันมันเป็นเรื่องยากที่จะไม่ตอบโต้กับสิ่งที่ใครต่อใครพูดถึงคุณ อย่าไปสนใจคำพูด/ความเห็นของคนอื่น และอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะว่ามันไม่สำคัญว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับคุณ ยังไงคุณก็ไม่เคยดีหรือแย่อย่างที่คนอื่นบอกอยู่แล้ว 2. ให้อภัย ปล่อยวาง และจดจำ คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะให้อภัยคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาลืม การให้อภัยคือการรู้จักปล่อยวางในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเดินหน้าต่อไป และมันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณให้โอกาสคนที่ทำพลาด แต่คนที่ฉลาดทางอารมณ์ไม่อยากจะจมอยู่กับความพลาดของคนอื่นโดยไม่จำเป็น ดังนั้นเขาจึงปล่อยวางอย่างรวดเร็วและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าด้วยความระมัดระวัง 3. ต้องรอดในสนามรบ คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์รู้ดีว่ามันสำคัญเพียงใดที่จะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ในวันต่อไป ในความขัดแย้ง เมื่อเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็ยิ่งทำให้เกิดการสู้รบที่อาจทำให้เราบาดเจ็บแสนสาหัส ดังนั้นเมื่อคุณอ่านและตามทันอารมณ์จนสามารถควบคุมมันได้ คุณก็สามารถเลือกการต่อสู้ได้อย่างชาญฉลาดและยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผย 4. ไม่เรียกร้อง ‘ความสมบูรณ์แบบ’ คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ไม่ได้มองหาความสมบูรณ์แบบ เพราะพวกเขารู้ว่า ‘ความสมบูรณ์แบบ’
เคยตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่างเปล่ากันบ้างไหม? ของบางอย่างที่เคยมี คนใกล้ชิดที่อยู่ด้วยกันมาหลายสิบปีหรืออาจจะทั้งชีวิต พอพวกเขาตายจากไปเราถึงเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เคยอยู่ด้วยกันมาหลายปี วันหนึ่งกลับคล้ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขาเคยอยู่ตรงนี้ อย่างเดียวที่ยืนยันการมีอยู่ครั้งหนึ่งได้คงมีเพียงแค่ความทรงจำของเราเท่านั้น จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเก็บความทรงจำที่สวยงามนั้นไว้ติดตัวเราได้ตลอดเวลา เชื่อว่าหลายคนคงคิดไม่ต่างกัน กระทั่งในที่สุดความคิดนี้ก็เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากการสร้างสรรค์ของ Gemories Thailand บริษัทจิวเวลรีไทยย่านสุขุมวิทที่เปลี่ยนอินทรียสารของคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นเถ้ากระดูก เส้นผม เส้นใยผ้า ดอกไม้ ฯลฯ ให้กลายเป็นรูปของผลึกพลอยเจียระไนแวววาวพร้อมสวมใส่ วันนี้ UNLOCKMEN โอกาสได้พูดคุยกับ คุณเบนซ์ – คุณปทิตตา หอมจันทร์ Marketing Director และเป็นหนึ่งในผู้บริหาร บริษัท เจมโมรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด แบบเอ็กคลูซีฟและได้เห็นทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตที่ทำให้หายข้องใจว่า ส่วนประกอบต่าง ๆ จากคนที่เรารักสามารถแปรเป็นอัญมณีได้อย่างไร และทำไม Gemories ถึงต้องการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้น บอกก่อนว่าทั้งหมดนี้เรามองในแง่วิทยาศาสตร์ ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องลี้ลับ อย่างไรก็ตามอย่าลืมใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกบรรทัดด้วยนะ ถ้าจะบอกว่าธุรกิจที่นี่มีจุดเริ่มจาก “จุดจบ” ก็คงไม่ผิด คุณเบนซ์เล่าให้เราฟังว่า เดิมคุณพลอย-ภัสสร ภัสสรศิริ ผู้ริเริ่มธุรกิจ Gemories เคยทำธุรกิจเตาเผาไร้มลพิษและ Pet Master
เป็นสถานการณ์สุดฮิตที่เหล่าคนทำงานอย่างเรา ๆ คุ้นชินเป็นประจำ หรือถ้าว่ากันตามตรงก็เป็นกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลนั่นแหละ การผัดวันประกันพรุ่งอาจยังไม่เคยส่งผลกระทบกับใครจัง ๆ แรง ๆ เพราะว่ากันว่าคนผัดวันประกันพรุ่งเนื้อแท้ไม่ใช่คนขี้เกียจแต่มีวิธีจัดการเวลาและลำดับความสำคัญในการทำงานตามรูปแบบของตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าการทำงานให้ทันเดดไลน์จะราบรื่นไปหมดทุกอย่าง ไหนจะความกดดัน ไหนจะความร้อนรน จะดีแค่ไหนถ้ามีเทคนิคการทำงานเพื่อคนชอบผัดวันประกันพรุ่งโดยเฉพาะ ที่รับรองว่าคุณจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมแน่นอน! ‘Pomodoro Technique’ คือชื่อเทคนิคการทำงานทรงประสิทธิภาพที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Francesco Cirillo นักพัฒนาและผู้ประกอบการ ผู้คิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาช่วงปี 1980 เนื่องจากเขารู้สึกว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยมันเป็นอะไรที่ยุ่งมาก ทำงานก็ไม่ดี เรียนก็ไม่ได้เรื่อง ชีวิตไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย Pomodoro ก็ไม่ได้มาจากไหน แต่มาจากเครื่องจับเวลาสำหรับการทำอาหารที่ทำเป็นรูปมะเขือเทศของเขานั่นเอง (Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่ามะเขือเทศ) แต่อย่าคิดว่านี่เป็นแค่วิธีกิ๊กก๊อกของนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง เพราะช่วงปี 1990 วิธีนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และได้รับการยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคการทำงานที่ทำให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับคนที่อยากรู้ว่า ‘Pomodoro Technique’ ทำอย่างไร? ต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง? จริง ๆ ก็ง่ายแสนง่ายแค่มีนาฬิกาปลุก สมาร์ทโฟน หรืออะไรที่สามารถตั้งเวลาได้ และความตั้งใจของเราก็พอแล้ว วิธีการก็ง่ายแสนง่ายด้วย 6 ขั้นตอนต่อไปนี้ 1.เลือกงานที่คุณต้องการจะทำให้เสร็จขึ้นมา งานแบบไหนก็ได้ งานเล็ก งานใหญ่ งานที่ค้างไว้เป็นอาทิตย์
ตลาดหุ้นช่วงนี้ถือเป็นช่วงนี้เล่นยากมากพอสมควร เนื่องจากปัจจัยรุมเร้าจากหลายอย่าง นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนเป็นพิเศษ หลายคนมีคำถามว่าลงทุนอย่างไรดีให้รอดในช่วงภาวะโควิด 19 ทีมงาน UNLOCKMEN จึงไม่พลาดที่ไปขอคำแนะนำดี ๆ จากคุณแมน อัครพงศ์ ขวงธนะชัย เจ้าของเพจ Stockmanday มาเล่าแนวทางการลงทุนในช่วงนี้กัน มุมมองต่อตลาดหุ้นในขณะนี้ ด้วยว่าก่อนหน้านี้ SET ขึ้นทำ New high ในช่วงเริ่มต้นปี2561 หลังจากนั้นก็มีแรงเทขายออกมาตลอดปี แต่เพราะนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นอยู่ จึงรู้สึกเหมือนแค่ว่าเป็นการย่อตัวเพื่อปรับฐาน เมื่อเข้าสู่ปี 62 SET ไม่สามารถกลับขึ้นเบรกทำ New high ได้ ทำให้ SET มีโอกาสเข้าสู่ขาลง เหลือแค่จุดต่ำสุดของปี 62 เท่านั้นที่พอจะเป็นแนวรับพยุง SET ไว้ได้ จนกระทั่งต้นปี 63 ที่ผ่านมา ก็เกิดวิกฤตโควิด19 ทำให้ SET เข้าสู่ขาลงอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่เทขายกันอย่างหนัก แต่ก็อย่างที่รู้ครับ ธรรมชาติของการเทขายอย่างหนักในครั้งแรกมักมีแรงซื้อกลับเสมอ โดยแรงซื้อกลับนี้มาจากกองทุนไทยที่ได้รับสัญญาณบางอย่างจากกระทรวงการคลังเกี่ยวกับกองทุนพยุงหุ้น บวกกับการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดและรวดเร็วของคุณภากร ปีตธวัชชัย (กรรมการผู้จัดการตลท.) ที่ออกคำสั่งห้ามขายชอร์ตที่ราคาปัจจุบัน
เวลาเราพูดคำว่า “วิกฤต” มันฟังดูแย่ หดหู่ ไม่มีดีเลยนะ อย่างตอนนี้เป็นวิกฤตโควิท-19 เล่นเอาตลาดหุ้น ที่ดีดขึ้นมาสวย ๆ ตั้งแต่ช่วงธันวาฯ ปีที่แล้ว ขึ้นมาเทส 1600 เอาจริง ๆ ตอนนั้นมองว่าโอกาสกลับตัวขึ้นไป มีสูงเลย พอเจอข่าวอู่ฮั่นปิดเมืองเข้า โดดลงเลย 45 จุดมั้ง เป็นครั้งแรกที่เห็นตลาด เปิดแกปโดดลงระดับ 40-50 จุดในรอบหลาย ๆ ปีเลย ถามว่า “เจ็บมั้ย” ตอนนั้นก็เจ็บเหมือนกัน เพราะพอร์ทพี่ปูทางขึ้นไว้ แต่ดีที่ยังไหวตัวทัน และหลังจากนั้นมันก็ดิ่ง ๆ มาเรื่อยๆ จนการเหวี่ยงวันละ 30-70 จุด เป็น New Normal ของตลาดไปเลย ลองคิดดูจาก 1600 จุด ลงมาหลุด 1000 จุด ในชั่วเวลาไม่กี่สัปดาห์ เล่นเอาทุกคนร้องกันไปตามๆ กัน เพราะในความเหวี่ยง มันมีทั้งเหวี่ยงขึ้นรับข่าวบวก และเหวี่ยงลงต่อแรง ๆ


