หนึ่งในการโจรกรรมเหนือเวหาระดับตำนานจากยุค 70 ที่ผ่านกาลเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ แต่ยังคงถูกพูดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะคดีลึกลับของชายที่ใช้นามแฝง “D. B. Cooper” ก่อเหตุจี้เครื่องบินเรียกเงินค่าไถ่จำนวนมหาศาล และหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยจน FBI ไม่สามารถไขคดีได้จนถึงปัจจุบัน ย้อนกลับไปในช่วงบ่ายของวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1971 มีชายผิวขาววัยกลางคน บุคลิกสุขุมเงียบขรึม ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทสีดำ และสวมเสื้อสูทสีดำเหมือนนักธุรกิจ เขาเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ของสายการบินนอร์ธเวสต์ แอร์ไลน์ (Northwest Airlines) เขาใช้เงินสดซื้อตั๋วเที่ยวบิน 305 ที่มุ่งหน้าไปยังซีแอตเทิล เมืองท่าชายฝั่งในรัฐวอชิงตัน ภายใต้นามแฝง แดน คูเปอร์ (Dan Cooper) เครื่องบินลำดังกล่าวคือเครื่องโบอิ้ง 727 เขาเลือกนั่งในตำแหน่ง 18C ที่ด้านหลังสุดของห้องโดยสาร เขาได้สั่งเบอร์เบินกับโซดามานั่งจิบแบบสบายอารมณ์ และในเวลา 14:50 น. เที่ยวบิน 305 ได้ออกบินตามกำหนดเวลา และเพียงแค่ 10 นาทีต่อมา คูเปอร์ได้ยื่นกระดาษโน้ตให้แอร์โฮสเตสที่นั่งใกล้เขามากที่สุด ฟลอเรนซ์ แชฟฟ์เนอร์ (Florence Schaffner)
เพื่อน ๆ ชาว UNLOCKMEN หลายต่อหลายนคงเคยได้ยินคำว่า “Rock Never Dies” เพื่อเปรียบเปรยถึงการอยู่ยงคงกระพันของดนตรีแนวนี้ ที่ดำรงคงอยู่มานานกว่า 50 ปีแล้ว และแตกกิ่งก้านสาขาไปจนมีแนวทางยิบย่อยจวนจนปัจจุบัน แต่เวลาผ่านไปดูเหมือนคำๆนี้จะค่อยๆคลายมนต์ขลังอย่างเหลือเชื่อ จนคำว่า “Rock is Dead” ดูจะมีเป็นความจริงมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งคนที่มายืนยันทฤษฎีก็ไม่ใช่ที่ไหน คือป๊ะป๋าแห่งวงการร็อคที่อยู่มาอย่างยาวนานอย่างลุง Gene Simmons มือเบสแห่งวงร็อคในตำนานอย่าง Kiss ที่มาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ครั้งแรกที่ Gene พูดถึงกรณีของการล่มสลายของดนตรีร็อคเกิดขึ้นในปี 2014 ที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับลูกชายของเขา Nick Simmons กับนิตยสาร Esquire ว่า “ค่ายเพลงเริ่มไม่มาเหลียวแลวงร็อคแล้ว พวกเขาไปโอ๋ศิลปินแนวอื่นกันหมด” ครั้งต่อมา Gene ก็ย้ำอีกครั้งในการสัมภาษณ์ให้กับ Gulf News ว่า “หมดเวลาของการสร้างภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของเหล่าร็อคสตาร์แล้ว!!! และครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นมาหมาดๆ เมื่อ Gene ได้ไปให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ Q104.3 Radio Station ที่จัดรายการโดย Jonathan
แม้จะผ่านปี 2021 ไปเพียงเดือนเดียว แต่อัลบั้มใหม่ ๆ มากมายก็ไหลบ่าให้คนฟังเพลงได้ฟังกันแทบไม่หวาดไม่ไหว UNLOCKMEN จึงได้คัดเลือกอัลบั้มแจ่ม ๆ ที่เพื่อน ๆ น่าจะชอบกันประจำเดือนมกราคม โดยเฉพาะคอ Post-Punk ที่พาเหรดกันออกอัลบั้มเจ๋ง ๆ มากมาย ลองมาดูกันว่ามีอัลบั้มไหนที่ตรงใจแฟน ๆ กันบ้าง 10. Martin Gore – The Third Chimpanzee [Electronica / UK] หากเอ่ยชื่อ Martin Gore คนฟังเพลงรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นสักเท่าไหร่ แต่หากกล่าวว่าเขาคือเรี่ยวแรงสำคัญแห่งวง Electronics ยุค 80s อย่าง Depeche Mode หลายท่านน่าจะร้องอ๋อ ระหว่างที่รอคอยโปรเจกต์ใหม่ของวง Martin Gore ก็ใช้ช่วงเวลานี้ ทำโปรเจกต์ดนตรีสังเคราะห์แบบส่วนตัว โดยนำเผ่าพันธุ์ลิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Howler, Mandrill, Capuchin ไปจนถึง
หลังจากมนุษยชาติต่างพากันโล่งใจที่วิกฤติ Y2K ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เมื่อตัวเลขดิจิตอลเปลี่ยนเลขสหัสวรรษ จาก 19 สู่ 20 โลกของดนตรีก็ขานรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เราไม่จำเป็นต้องพกคาสเซ็ทท์หรือซีดีเทอะทะ เพราะไฟล์เพลงเริ่มแปรรูปเป็น MP3 ส่วนแนวดนตรี Emo / Nu Metal และ Garage ที่ตั้งไข่ตั้งแต่ปลายยุค 90s ก็เริ่มกระหึ่มในยุค 2000s เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือเริ่มเป็นเสียงริงโทนจากจังหวะเพลงฮิตในยุคนั้น Unlockmen ขอนำทุกท่านย้อนกลับไปฟังเพลงสุดฮิตในยุคนั้น ที่แค่ขึ้น Intro ก็ใส่กันยับแล้ว นับว่าเป็นเพลงชาติแห่งยุค 2000s ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็นึกถึงช่วงเวลานั้นทันที Papa Roach – Last Resort เพลง Nu Metal ที่ผสมสัดส่วนของเพลงร็อคและเพลงแร๊พได้อย่างลงตัว เป็นเพลงเดบิวท์ที่ทำให้โลกรู้จักวงร็อคคณะป๊ะป๋าแมลงสาบอย่างเป็นทางการ แม้บทเพลงจะมันส์ชวนโยกอย่างรุนแรง แต่เนื้อหานั้นกลับพูดถึงเรื่องซีเรียสอย่างการฆ่าตัวตาย โดยเนื้อหาของเพลงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับรูมเมทที่พยายามจะฆ่าตัวตาย เพื่อนๆจึงพาเขาไปบำบัดทางจิตเพื่อช่วยให้เขาเลิกคิดสั้น ซึ่งเนื้อเพลงอธิบายความทรมานผ่านท่อนฮุคที่ชวนโดดได้ว่า ‘Cause I’m losing my sight, losing my
ภาพยนตร์ที่ทั้งสมชายชาตรี ดูกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ ต้องยกให้ภาพยนตร์แนวสงครามบู๊แหลกลาญเลือดสาดจากเหล่าทหาร โดยเฉพาะเรื่องที่สร้างแบบ Based on true story ยิ่งทำให้ความมันส์เพิ่มเป็นทวีคูณ ได้ทั้งความบันเทิงและความรู้ บางเรื่องดูไปต้องเปิด Wikipedia ควบคู่ตามไปด้วยเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม และสำหรับคนที่ไม่ได้มีแพลนจะไปออกไปเที่ยวที่ไหน อยากจะอยู่บ้านติดหน้าจอเพื่อพักผ่อนให้เต็มที่ เราได้ระดมรายชื่อหนังสงครามที่จะดูดให้ตูดคุณติดโซฟาได้ยาวนานถึงวันทำงานมาฝาก ที่คุณต้องทำก็แค่เตรียมเบียร์เย็น ๆ ไว้ในมือขวา พร้อม remote กดสั่งเช่าหนังดูทางออนไลน์ผ่าน Online Streaming ที่มีให้เลือกมากมายก็พอ 13 Hours: The Secret Soldiers of Benghazi ภาพยนตร์เรื่องราวของทหารรักษาความปลอดภัยจากหน่วยงาน Global Response Staff (GRS) ที่ต้องเอาตัวรอดจากใจกลางฐานทัพผู้ก่อการร้าย พร้อมป้องกันชีวิตเจ้าหน้าที่ CIA, พนักงาน และประชาชนภายในที่มั่นสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในเบนกาซี ประเทศลิเบีย ซึ่งการบุกโจมตีหลายระลอกโดยผู้นำ Ansar al-Sharia นั้นบอกเลยว่าหนักหน่วง จึงเป็นหน้าที่ของ Jack Silva และเพื่อนทหาร ในการยันข้าศึกเพื่อรอความช่วยเหลือให้ได้อย่างน้อย 13 ชั่วโมง ภาพยนตร์สร้างจากการดัดแปลงเนื้อหาในหนังสือ 13
ทุกวันนี้เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งศิลปินที่อยู่ในครรภ์มารดาก็สามารถทำอัลบั้มได้แล้ว ทุกท่านอาจจะงงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ลูกในท้องที่ยังไม่คลอดเนี่ยนะ จะเป็นไปได้อย่างไร แต่มันก็เป็นไปแล้วจริงๆ เมื่อ Luca Yupanqui ผลิตผลอันแสนภาคภูมิใจของแม่นักดนตรีอย่าง Elizabeth Hart มือเบสวง Psychic Ills และ พ่อ Lee “ Scratch” Perry ได้ทำงานร่วมกันกับซาวด์เอนจิเนียริง Iván Diaz Mathe ได้สร้างบทเพลงที่บันทึกความเคลื่อนไหวผ่านอุปกรณ์ที่ชื่อ Biosonic MIDI ที่ติดอยู่ตรงท้องของ Elizabeth และแปลการเคลื่อนไหวของลูกเธอให้กลายเป็นเสียง ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้มีทั้งเสียงหัวใจ การขยับตัว และถอดเป็นเสียงซินธิไซเซอร์ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำสมาธิของเธอเป็นเวลา 5 ชั่วโมงนั่นเอง และบทเพลงที่เปรียบเสมือนสัญญาณชีวิตของเด็กน้อยที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นงาน Ambient อันน่าทึ่งที่คุณจะได้รับฟังมิติของเสียงในรูปแบบใหม่โดยทั้งพ่อและแม่ต่างคารพในการเคลื่อนไหวของลูกน้อย Luca Yupanqui พวกเขาทำหน้าที่เพียงผสมเสียงเท่านั้นไม่ได้ดัดแปลงเพิ่มเติมใดๆ มันจึงกลายเป็นบทเพลงแห่งความบริสุทธิ์ที่สร้างขึ้นจากเด็กน้อยจริงๆ อัลบั้ม Sounds of the Unborn จะได้รับการจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งน่าจะเป็นวันที่ศิลปินตัวน้อยอย่าง
พอเอ่ยชื่อ สารคดี หลายท่านหากไม่แบะปากด้วยความเบื่อหน่าย ก็คงเตรียมป้องปากง่วงเหงาหาวนอน จากแนวคิดที่ว่า สารคดีต้องมาพร้อมเรื่องหนักหัวหรือเรื่องไกลตัวที่ชวนเบื่อหน่าย แต่เราไม่อยากให้คุณตั้งแง่และคิดลบตั้งแต่ยังไม่ได้คลิกไปดู เพราะเราอยากจะบอกว่า สารคดีบางเรื่องนั้นบอกเลยว่า ทั้งมันส์ ทั้งเดือด และทั้งเหวอ UNLOCKMEN จึงขอนำท่านรับชมสารคดีสุดแจ่ม ที่จะมาท้าทายคุณด้วยเรื่องราวที่ชวนติดตาม แถมยังได้สาระฉุกคิดที่คุณต้องอุทานว่า “เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงเหรอเนี่ย” บางเรื่องก็ช็อคจนคุณต้องอ้าปากค้าง แถมยังมีให้ชมง่าย ๆ ใน Netflix อีกด้วย อย่ารอช้า มาลองอ่านกันได้เลย และคุณอาจจะลืมหนังปกติไปเลยก็ได้ History of Swear Words [2021] หยาบคาย จนกลายเป็นตำนาน หากสารคดีส่วนใหญ่คือความรู้ที่ต้องคู่กับการนำเสนอที่แสนสุภาพ จึงลืมความรู้สึกนี้ให้หมดสิ้น เพราะสารคดีนี้จะนำพาคุณไปสัมผัสกับความหยาบคายกักขฬะ ที่คุณต้องอุทานว่า “เชี่ยไรเนี่ยยยยยยย” เพราะเรากำลังจะพาทุกท่านไปสืบเสาะค้นหาที่มาของคำศัพท์หยาบคายหลายแหล่ไม่ว่าจะเป็น “F*uck” “Sh*t” “B*tch” ให้รู้กันว่ามีที่มาและต้นกำเนิดเกิดขึ้นมาอย่างไร พร้อมทั้งมาถกเถียงกันว่า มาถึงยุคนี้แล้ว คำหยาบคายทั้งหลายแหล่มันยังหยาบคายอยู่หรือไม่ และ การสบถนั้นมันช่วยให้เราผ่อนคลายจริงหรือมั่ว และพิธีกรที่จะสรรหานำพาคำหยาบคายเดินพาเหรดให้คุณต้องอึ้งนั่นก็คือ Nicholas Cage ที่มาเพิ่มความสนุกพร้อมสาระที่น่าจะถูกใจสายมึงมาพาโวยกันอย่างบันเทิงเริงใจแน่ ๆ Casting
หากเอ่ยถึงนักวาดการ์ตูนที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ เชื่อได้เลยว่าชื่อของ อิโนอุเอะ ทาเกฮิโกะ (Inoue Takehiko) จะต้องติดอันดับต้น ๆ แน่นอน แม้เขาจะคิดว่าตัวเองไม่สามารถถูกเรียกว่าเป็นศิลปินได้ แต่ผลงานทั้งหมดได้การันตีแล้วว่าทาเกฮิโกะคือหนึ่งในตำนานนักวาดการ์ตูนที่ขึ้นหิ้งไปเสียแล้ว แม้เขาจะกลายเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ แต่ชายคนนี้ก็ต้องประสบปัญหากับตัวเองที่ต้องทบทวนว่าเขาจะสามารถก้าวเดินต่อในเส้นทางนี้ได้หรือไม่ อิโนอุเอะ ทาเกฮิโกะ เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 1967 เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองชอบวาดรูป พอได้เรียนวาดรูปจริง ๆ จัง ๆ ทาเกฮิโกะกลับเคยคิดว่าแม้จะชอบวาดรูป แต่เขาอาจไปไม่ถึงขั้นศิลปิน จึงจำต้องเบนสายมาเรียนวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยคุมาโมโตะ แม้เขาจะมองว่าตัวเองไปไม่ถึงฝัน แต่เวลาว่างก็ยังไม่ละทิ้งสิ่งที่ชอบ ซ้ำยังจับความชอบส่วนตัวมาคู่กับสิ่งที่การเรียนวรรณกรรมสอนแก่เขา ทาเกฮิโกะจึงวาดการ์ตูนส่งประกวดอยู่บ่อย ๆ และเคยอยู่ในทีมผู้ช่วยของอาจารย์โฮโจ สึคาสะ (Hojo Tsukasa) นักวาดการ์ตูนเรื่อง City Hunter ที่ทำให้เขาได้เห็นการทำงานของนักวาดการ์ตูนแบบใกล้ชิดนานเกือบหนึ่งปี การ์ตูนที่เขาซ้อมมือบ่อย ๆ เรื่อง Kaede Purple สามารถคว้ารางวัลที่จะมอบให้กับศิลปินหน้าใหม่ Tezuka Prize ไปได้เมื่อปี 1988 ถ้าจะให้พูดถึงผลงานที่ทำให้คนส่วนมากรู้จักชื่อเสียงของเขาคงหนีไม่พ้นมังงะเกี่ยวกับทีมบาสเกตบอล Slam Dunk ในปี 1990
คุณชอบดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ไหม? แล้วถ้าชอบ คุณดูหนังฮีโร่ฝั่งมาร์เวลหรือดีซี? หรือคุณไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ชื่นชอบที่จะเห็นค่ายสร้างหนังฮีโร่แห่งยุคแข่งขันกัน เพราะผู้ชมอย่างเราก็จะได้กำไรแบบสองต่อ ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวงการฮอลลีวูดหลายยุคหลายสมัย ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนเรามีซูเปอร์แมนหลายภาค มีวันเดอร์วูแมนฉบับคนแสดงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก แต่ทิศทางของความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป อาจเพราะค่านิยมตามสมัย รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้กุมบังเหียนค่าย NIHON STORIES สัปดาห์นี้จะพาผู้อ่านไปพบกับหัวหอกคนสำคัญแห่งยุคของบริษัทสร้างภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ วอร์เนอร์บราเธอส์ (Warner Bros.) หรือในนามอักษรย่อว่า WB อย่าง วอลเตอร์ ฮามะดะ (Walter Hamada) ที่ขึ้นกุมบังเหียนค่าย DC ที่อยู่ในสังกัด WB ในช่วงเวลาแสนสำคัญที่ทำให้ค่ายหนังกวาดคำชมจากกลุ่มนักดูหนังไปได้อีกครั้ง ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ฮามาดะจะเป็นผู้ควบคุมโปรเจกต์ภาพยนตร์หนังผี New Line Cinema ในปี 2007 ค่ายหนังในเครือ WB และมีส่วนร่วมกับการสร้างภาพยนตร์สยองขวัญขึ้นหิ้งหลายเรื่องทั้ง The Conjuring ที่ทำร่วมกับ เจมส์ วาน (James Wan) หรือ IT, The Gallows และ Annabelle เขาเป็นผู้บริหารและหุ้นส่วนบริษัท H2F
26 ปีก่อน หากใครมาบอกว่า จะมีไอ้หน้าจ๋อง ๆ ที่เป็นมือกลองและพูดไม่เยอะ จะยืนอยู่หน้าเวทีแล้วเปลี่ยนตำแหน่งมาเล่นกีตาร์และร้องนำ หลายคนคงขำและคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดนอกจากเขาจะทำได้แล้ว ชายคนนั้นยังชี้ชะตาวงการดนตรีร็อครุ่นใหม่ และกลายร่างเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางดนตรีในกาลต่อมาอีกด้วย แม้ Nirvana จะแลกคำว่าตำนานกับเลือกจะปลิดชีพลมหายใจของ Kurt Cobain แต่ Dave Grohl กลับเลือกที่จะสร้างตำนานบทใหม่ด้วยความบ้า และบทเพลงทรงพลังด้วยตัวเขาเองด้วยวง Foo Fighters ที่เปรียบได้ดั่งจานผีลึกลับที่มาสร้างความปั่นป่วนให้วงการ Alternative Rock “แม่งเหมือนผมกำลังทำโปรเจกต์ และออกไปรายงานหน้าชั้น แม่งโคตรตื่นเต้นและกดดันสัส ๆ ” Foo Fighters [1995] หลังจาก Icon แห่งยุคสมัยอย่าง Kurt Cobain ได้จากโลกใบนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับและนำพา Nirvana สู่นิพพานทางดนตรีจริง ๆ ไม่แปลกใจที่สมาชิกที่เหลือทั้ง 2 อย่าง Krist Novoselic และ Dave Grohl จะสับสนในการจัดการชีวิตต่ออย่างไร จน Dave
เมื่อว่าด้วยเรื่องการขาย แน่นอนว่าเราต่างหนีไม่พ้นที่ต้องขาย…ในแต่ละวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะขายของสำหรับอาชีพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ (ซึ่งน่าจะเห็นชัดเจนที่สุดเมื่อพูดถึงเรื่องการขาย) ขายไอเดียเมื่อถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ขายงานให้ผ่านการอนุมัติเมื่อต้องพิชชิ่งกับคู่แข่งข้างนอกมากมาย หรือแม้แต่ขายความเก่งของตัวเองในกรณีที่ต้องการรับเลือกให้เป็นแคนดิเดตในการสมัครงานตำแหน่งที่ใช่ บทความนี้จึงอยากลองชวนคุณมาสวมบทบาท “นักขาย…” โดยลองนำเทคนิคที่ถอดมาจากแนวคิดการทำงานของเหล่าศิลปินที่สร้างผลงานให้คนรักทั่วโลก มาดูกันว่า กว่าพวกเขาจะก้าวขึ้นมาอยู่ท่ามกลางสปอตไลต์ได้นั้น พวกเขายึดหลักการอะไรในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่ “ขาย” ให้คนฟังทั่วโลกยอมรับในฝีมือจนได้ Eminem จริงจังและจริงใจในสิ่งที่ทำ ตำนานแร็ปเปอร์ระดับโลกอย่าง Eminem ผู้ที่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่า King of Rap แต่เลือกจะขนานนามตัวเองว่าเป็น Rap God เหมือนเพลงที่เขาแต่ง แน่นอนว่าผู้คนต่างไม่ปฏิเสธ เพราะนอกจากจะสร้างสถิติแรปได้เร็วที่สุด โดยแรป 330 พยางค์ ภายใน 31 วินาที จากเพลง Godzilla แล้วนั้น เขายังสร้างผลงานเพลงมากมายจนเป็นที่ยอมรับอีกด้วย Source: Ft หากจะบอกว่าสารตั้งต้นการสร้างผลงานให้คนรักเกิดจาก “ความรัก” ก็ไม่ผิดนัก เพราะเขาค้นพบว่าตัวเองหลงใหลการเรียงร้อยถ้อยคำภาษาอังกฤษและดนตรีฮิปฮอปตั้งแต่อายุสิบสี่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสานต่อความรักและความฝันที่จะทำเพลงฮิปฮอปจนโด่งดังขึ้นมาได้นั้นล้วนใช้ความพยายามและตั้งใจมากท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงเริ่มต้น อันเกิดจากอคติสีผิว เพราะฮิปฮอปเป็นวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน จึงไม่แปลกที่คนมักค่อนแคะว่าคนผิวขาวอย่างเขาจะทำมันได้จริงหรือ ถึงอย่างนั้น Eminem ก็ทลายทุกกำแพงอคติที่ว่าลงได้เมื่อเขาได้แสดงให้เห็นศักยภาพด้านดนตรีจนได้เดบิวต์อัลบั้มแรกออกมา ที่สำคัญ เขายังวางเป้าหมายในการแต่งเพลงอัลบั้มต่อไปด้วยจุดมุ่งหมายที่จะสร้างสรรค์งานที่จุดประกายแรงบันดาลใจชีวิต
ก่อนที่ Rock Music จะถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ โลกของดนตรีได้ถูกขับกล่อมโดยแนว Classical / Jazz / Country หรือแม้กระทั่งเพลง Blues มาช้านาน จนเรียกได้ว่าดนตรีร็อคนั้นเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นตามหลังกว่าดนตรีแนวอื่น ๆ หลายสิบปี แต่แนวดนตรีที่เกิดช้าแนวนี้ กลับสร้างคุณูปการมากมายให้วงการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมทางศิลปะแบบก้าวกระโดด การก่อกำเนิดแฟชั่นร่วมสมัย แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแนวดนตรีอันหลากหลาย และสร้างวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับศิลปะ วันนี้ UNLOCKMEN จะขอพาคุณย้อนไปสู่ยุคสมัยต่างๆของดนตรี Rock เพื่อค้นหารากเหง้าและจุดกำเนิดของดนตรีที่มีวัฒนธรรมยาวนานมากว่า 80 ปี มาดูกันว่าบทเพลงแนวนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมและส่งผลอะไรบ้างกับสังคมโลก ถ้าพร้อมแล้วเรามานั่งไทม์แมชชินย้อนไปดูต้นกำเนิดของดนตรีแนวนี้ไปพร้อมกันเลย ก่อนที่โลกจะรู้จักคำว่า Rock n Roll ผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีต่างพากันค้นหาหลักฐานของจุดเริ่มต้นของดนตรีนี้อย่างแพร่หลาย ซึ่งพอจะแยกย่อยได้สามทาง ดังนี้ สมมติฐานที่ 1 การเร่งเร้าจังหวะของเพลง Blues บทเพลงร็อคแอนด์โรลถือกำเนิดจากรากของดนตรี Blues เนื่องด้วยในโลกยุคทศวรรษที่ 1940’s แนวทางของดนตรีมิได้มีความแพร่หลายนักหากเทียบเท่ากับปัจจุบัน ดนตรี Jazz ยังคงเป็นความบันเทิงที่คนยุคนั้นสรรหามาเติมเต็มให้กับชนชั้นกลางถึงสูง ขณะที่ชนชั้นล่างอย่างคนผิวดำที่ยังไม่สามารถปลดแอกจากการเป็นทาส ก็ใช้ดนตรี Blues เพื่อระบายออกถึงความคับแค้นยากเข็ญที่พวกเขาจำต้องเผชิญ และความเหลื่อมล้ำก็จุดประกายดนตรีหมองหม่นนี้ให้เฉิดฉาย


