หลายคนน่าจะเป็นเวลาเริ่มออกกำลังกายไปสักพัก แล้วรู้สึกหมดไฟ ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ชินกับการออกแรงจนเหงื่อไหลไคลย้อย การออกกำลังกายเลยทำให้เราทรมานและเกิดอาการท้อแท้ขึ้นมาได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษากำลังใจในการออกกำลังกายไว้ได้ เราเลยอยากแนะนำลิสต์หนังที่ทุกคนควรไปดูกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายและบิวท์กล้าม แถมยังมีพล็อตเรื่องที่สนุกน่าติดตามอีกด้วย Karate Kid (1984) เรียกได้ว่าเป็นหนังคลาสสิกยุค 80s ที่หลายคนต้องรู้จัก สำหรับ Karate Kid เวอร์ชั่นแรกที่นำแสดงโดย Ralph Macchio โดยหนังเรื่องนี้จะเล่าถึงเรื่องของ Daniel LaRusso ชายหนุ่มผู้ถูก Johnny Lawrence และแกงค์คาราเต้สำนัก Cobra Kai กลั่นแกล้งอยู่เสมอ เพราะเขาดันไปตีสนิทกับ Ali Mills อดีตแฟนเก่าของ Johnny แต่เมื่อวันหนึ่ง Daniel ได้เรียนวิชากังฟู เขาก็มีโอกาสที่จะเขาคืนเพื่อนจอม Bully !! หนังเรื่องนี้ช่วยทำให้เรารู้สึกอยากออกกำลังกายได้ดีมาก เพราะในหนังเราจะได้เห็นความเท่ของการฝึกฝนวิชาคาราเต้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราอาจจะอยากทำตัวเองให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ Kickboxer (1989) Kickboxer ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ฌ็อง-โกลด ว็อง ดาม (Jean-Claude Van Damme)
หลังจาก การประกาศแยกตัวอย่างเป็นทางการของคู่หูดนตรีล้ำอนาคตที่อยู่ภายใต้หน้ากากสุดไฮเทค Daft Punk ในที่สุดทั้งคู่ก็ประกาศข่าวดีแล้ว แม้จะไม่ใช่ในนาม Daft Punk และเป็นงานแยกกันทำเดี่ยวก็ตาม หลังจากทั้ง 2 ศิลปิน Thomas Bangalter และ Guy-Manuel de Homem-Christo ได้ระเบิดตัวตนของ Daft Punk จนไม่เหลือซากไปแล้ว ผ่านคลิปที่ชื่อ Epilogue เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียว ทั้งคู่ก็ออกแถลงการณ์ถึงโปรเจกต์ใหม่ของตนทันทีผ่าน Mixmag แมกกาซีนดนตรีสังเคราะห์ชื่อดังของชาวดีเจ โดยกล่าวกับแฟน ๆ ว่า สบายใจได้ แม้โลกใบนี้จะไม่มีชื่อ Daft Punk เหลืออยู่แล้ว แต่พวกเขาทั้ง 2 ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป ภายใต้โปรเจกต์ใหม่ที่ทั้งคู่ต่างแยกกันทำของใครของมัน 2 แบบ 2 สไตล์ โดยแยกกันสร้างโปรเจกต์ดังต่อไปนี้ “ผมอยากกลับไปเป็นตัวจริง” คือคำกล่าวที่ Thomas Bangalter ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Mixmag เมื่อถามถึงบทบาทต่อไปของเขา
หากคุณเกิดมาในช่วงที่เมืองกำลังอยู่ในยุคสงคราม ทุกอย่างกระจัดกระจายมั่วซั่ว แต่หากคุณฉลาดมากพอ เก่งมากพอ และมั่นใจในฝีมือกับมันสมองของตัวเองมากพอ คุณจะอยากทำให้เมืองกลับมาสงบสุขด้วยการรวบความแตกแยกให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันไหม ถึงอย่างนั้น การจะรวบรวมชาวญี่ปุ่นตั้งแต่เหนือจรดใต้ รวมหมู่บ้านน้อยใหญ่ที่อยู่กันแบบนี้มานานหลายร้อยปี ให้ขึ้นตรงต่ออำนาจหนึ่งเดียวที่จะแผ่ขยายอำนาจปกครองทั่วญี่ปุ่น ให้อยู่ภายใต้ธงผืนเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคิดจะทำก็ทำได้ โดยเฉพาะการพยายามในช่วง ค.ศ. 1500 ที่ญี่ปุ่นกลายเป็นก๊กเป็นเหล่า จมดิ่งอยู่กับการต่อสู้แบบไม่รู้จบมานานนับร้อยปี ทว่าการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่แสนยากก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ NIHON STORIES ใคร่แนะนำให้ใครก็ตามที่เริ่มให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะยุคที่ซามูไรต่างวิ่งเข้าใส่กันแล้วห้ำหั่นแบบไม่กลัวตายอย่างยุค ‘เซ็นโกคุ’ ได้ลองเปิดสารคดีเรื่อง Age of Samurai: Battle for Japan แล้วใช้เวลากับสิ่งนี้ให้เต็มที่ เพื่อทำความเข้าใจถึงอำนาจ ศักดิ์ศรี เล่ห์เหลี่ยม และมุมมองความคิดของชาวญี่ปุ่น ผ่านการต่อสู้ของสามนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค ว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อเป็นนักรบอย่างแท้จริง องก์ 1: โอดะ โนบุนากะ ชายที่ไม่มีใครยอมรับแสดงให้เห็นว่าบุคลิกห่าม ๆ ออกไปทางไม่น่าคบ กลับเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด กล้าได้กล้าเสีย เขาสามารถชนะศึกในตระกูลและขึ้นเป็นผู้นำของจังหวัดอย่างแท้จริง ซ้ำยังต้านกองทัพของไดเมียวเมืองอื่นที่มีคนมากกว่าถึงสามเท่าได้ การก้าวสู่อำนาจอย่างเป็นทางการครั้งแรก ทำให้บุรุษผู้บ้าคลั่งในสนามรบ คิดว่าตนก็อาจจะสามารถรวมญี่ปุ่นที่กำลังแตกกระจายให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การปกครองของเขาได้เช่นกัน หากมองแค่ในสารคดีเรื่องนี้ หลายคนอาจรู้สึกไม่ชอบใจการกระทำหลายอย่างของ โอดะ
แม้กาลเวลาจะผันผ่านไปกว่า 40 ปีแล้ว แต่บทเพลงยิ่งใหญ่อย่าง “Bohemian Rhapsody” ก็ยังสร้างสถิติใหม่ไม่หยุดยั้ง ล่าสุดข้ามน้ำข้ามเกาะอังกฤษ ไปสร้างสถิติที่อเมริกาด้วยการสร้างยอดขายและสตรีมระดับ Diamond Single ได้สำเร็จเป็นวงแรกของสหราชอาณาจักร โดยการรับรองจาก RIAA หรือ Recording Industry Association of America ด้วยยอดจำหน่ายและการดาวน์โหลดรวมกันได้ถึง 10 ล้านหน่วย “นี่เป็นข่าวที่น่าเหลือเชื่อ ในบางครั้งเช่นนี้ฉันต้องหยิกตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นของจริง” Brian May มือกีตาร์ระดับตำนานแสดงออกถึงความดีใจที่บทเพลงที่อายุอานามกว่า 4 ทศวรรษรวมไปถึงเจ้าของบทเพลงอย่าง Freddie Mercury ก็จากโลกใบนี้ไปครบ 30 ปีแล้ว UNLOCKMEN จึงขอพาคุณย้อนไปสู่การเดินทางอันแสนอหังการ์ และมาวิเคราะห์กันว่า เพราะอะไรบทเพลงนี้กลายเป็นบทเพลงอมตะจวบจนปัจจุบันกัน หลังจากที่ Queen ประสบความสำเร็จจากอัลบั้ม Sheer Heart Attack อัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเขา Freddie Mercury ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับภาพลักษณ์ของวงร็อคที่ซ้ำซากจำเจในยุคนั้น ที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งแข็งกร้าวบึกบึน แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ Freddie รู้สึกว่าเพลงร็อคควรไปไกลกว่านั้น
พบกันเดือนละครั้ง สำหรับหนังปังๆที่คุณสามารถหาชมได้ทาง Netflix ดับความร้อนของเดือนเมษายน ด้วยหนังเจ๋งๆมากมายเช่นเดิม ยิ่งวันหยุดยาวที่ประกาศห้ามเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ ก็ใช้ช่วงเวลานี้เปิด Netflix ดูกันให้ฉ่ำกันไปเลยแล้วกัน ซึ่งเดือนนี้เราก็มีทั้งหนังสายแมสและหนังนอกกระแสไอเดียแจ่มจากหลายประเทศให้ชมกันเช่นเคย APRIL 2nd CONCRETE COWBOY มาเริ่มต้นด้วยหนังดราม่าอบอุ่น ท่ามกลางสังคมคาวบอยในเมืองใหญ่ เรื่องราวของเด็กหนุ่มวัย 15 ที่ต้องเดินทางมาอาศัยร่วมกับพ่อที่ไม่เคยคุยกันที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ความห่างเหินและการใช้ชีวิตในแบบคาวบอยหลงกรุงทำให้เด็กหนุ่มต่อต้านพ่อที่โลกไปไหนต่อไหนแล้ว แต่ยังทำฟาร์มขี่ม้าหลงยุคอยู่เลย แต่ด้วยสังคมคนดำที่มักจะถูกดูแคลนว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง พวกเขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะพิสูจน์ศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ในขณะที่ผู้เป็นพ่อแม้จะดูเย็นชากับลูกที่ไม่เคยได้เจอกัน แต่ก็พยายามเพื่อให้ลูกไม่หลงผิดกับสิ่งยั่วยุที่เข้ามา Concrete Cowboy คือการผสมผสานหนังดรามาสะท้อนสังคม มาเจอกับหนังคาวบอย ที่เผยทั้งปัญหาของคนชายขอบได้อย่างทรงพลัง ผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้จากการฉายในเทศกาลหนัง Toronto ต่างชื่นชมบทบาทการแสดงของ Idris Elba ที่เรามักจะเห็นกันจนชินชาจากหนังแอ๊กชั่นมากมาย (ล่าสุดที่กำลังจะฉายคือการรีบู๊ตอีกครั้งของหนัง The Suicide Squad) ให้กลายเป็นพ่อผู้มีแนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้ชมที่รักในหนังดราม่า จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง APRIL 2nd MADAME CLAUDE หนังฝรั่งเศสที่สร้างจากเรื่องจริงของ Fernande Grudet แม่เล้าผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลแห่งยุค 60s ที่สร้างขื่อเสียงจากการจัดส่งเด็กๆในสังกัดสุดสวยบำเรอความใคร่ให้เหล่านักการเมือง ผู้มีชื่อเสียง รวมไปถึงมาเฟียใหญ่
นับตั้งแต่การมาของประดิษฐกรรมที่ชื่อว่า Compact Disc หรือ CD ตั้งแต่ยุค 80s นับแต่นั้นสิ่งๆนี้ก็ได้ทำลายฟอร์แมทการฟังเพลงเก่าๆไปอย่างราบคาบ ด้วยทั้งความสะดวกสบาย คุณภาพเสียงที่ชัดใส ไปจนถึงราคาที่ถูกกว่า ทำให้ฟอร์แมท CD อยู่คู่กับคนฟังเพลงมานานนับ 4 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 1987 ที่เป็นครั้งแรกที่ยอดขายซีดีนำหน้าฟอร์แมทอื่นๆไม่ว่าจะเป็นคาสเซ็ทท์ หรือแผ่นเสียงไวนิล แต่บัลลังก์แชมป์กำลังถูกสั่นคลอนในอีกไม่ช้า เมื่อผู้สันทัดกรณีของประเทศอังกฤษได้กล่าวว่า “ปี 2021 นี้ CD จะมีแนวโน้มถูกโค่นแชมป์ ซึ่งสิ่งที่มาสั่นคลอนนั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไร แต่เป็นแผ่นไวนิล หรือแผ่นเสียงนั่นเอง” Geoff Taylor ผู้บริหารระดับสูงของ British Phonographic Industry (BPI) ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์อันน่าสนใจนี้กับ The Guardian ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แนวโน้มของแผ่นเสียงจะกลับมาชนะ CD ในปลายปีนี้ เนื่องจากพฤติกรรมการฟังเพลงของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จากยอดขายโดยรวมที่ปีที่แล้วที่ไวนิลได้ทำไว้คือ 86.5 ล้านปอนด์ ซึ่งนับเป็นยอดขายที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา ซึ่งถือได้ว่าทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว” ซึ่งเหตุผลสำคัญของการกลับมาของไวนิลนั้นมีนัยยะสำคัญอยู่
หลายคนคงอยากไปเที่ยวแบบนั่งเรือชิว ๆ ล่องไปตามทะเล เพื่อรับลมชมวิวกันบ้าง แต่การจะไปเที่ยวไหนในช่วงนี้คงลำบากเพราะปัญหา COVID-19 ยังคงอยู่ เราเลยอยากมาแนะนำภาพยนตร์เกี่ยวกับอุบัติภัยทางเรือ 5 เรื่อง ให้ทุกคนได้ไปรับชมกัน บอกเลยว่าสนุก ช่วยแก้เบื่อในวันว่างได้ดีแน่นอน !! TITANIC (1997) หนังเรื่องแรกที่เราอยากแนะนำให้รู้จัก คือ Titanic ภาพยนตร์ที่จะพาเราย้อนไปดูเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม ซึ่งคร่าชีวิตคนไปกว่า 1,500 ราย อีกครั้งหนึ่ง โดยการนำเสนอเรื่องราวของ โรส สาวชนชั้นสูง และ แจ็ก ดอว์สัน ศิลปินผู้ยากไร้ ซึ่งทั้งคู่ต้องเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัย แถมยังเผชิญหน้ากับความขัดแย้งของคนในครอบครัวของโรสไปพร้อมกันด้วย หนังเรื่องนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ เจมส์ คาเมรอน สุดยอดผู้กำกับระดับโลก ซึ่งสามารถกวาดรางวัลออสการ์ไปได้ถึง 11 สาขา ทำเงินได้เกินพันล้านเหรียญฯ เป็นผลงานการแสดงที่น่าจดจำของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเป็นหนังคุณภาพที่เราต้องได้ดูกันสักครั้งในชีวิต THE PERFECT STORM (2000) หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือบอกเล่าเรื่องจริงที่ชื่อว่า The Perfect Storm ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในปี ค.ศ.1991
ทุกวันนี้ อุบัติเหตุอยู่รอบกายแบบที่เราไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนนที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุก ๆวินาที และยิ่งอากาศร้อน ๆ แดดเปรี้ยงในช่วงเวลานี้ ดีกรีของอารมณ์ยิ่งพุ่งพล่าน เราจึงขอเสนอ 5 หนังสุดเดือด ของคนคลั่งที่เรามักเจอบนท้องถนน เผื่อเป็นอุทาหรณ์ เลี่ยงได้ก็จงเลี่ยง หลบได้ก็จงหลบ DUEL (1971) แค่แซงรถใหญ่ ก็ถูกไล่ล่าจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด หนังเปิดตัว Steven Spielberg ในฐานะผู้กำกับหนังเป็นครั้งแรก แม้การประเดิมจะเริ่มต้นด้วยหนังทีวี แต่คุณงามความดีของมันก็ทำให้หนังพาตัวเองได้ฉายโรงใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศภายหลัง (รวมไปถึงประเทศไทยที่ฉายหลัง Jaws จนตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า “ไอ้จอว์สบก 18 ล้อ” เสียเลย ซึ่งตัวหนังก็ไม่ได้ต่างจาก Jaws นักในแง่ของความระทึกขวัญสั่นประสาท เพียงแต่เปลี่ยนจากทะเลเป็นถนนไฮเวย์อันร้อนระอุแทน เรื่องราวของชายหนุ่มที่ขับรถข้ามเมืองเพื่อไปให้ทันประชุม แต่ดันมาเจอรถขนก๊าซตรงหน้า เขาพยายามที่จะแซงไอ้ยักษ์บุโรทั่งคันนี้ไปให้ได้ แต่กลับกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เฉียดตายที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต เมื่อรถปริศนาคันนี้ ไล่จี้ตามติดจนชายคนนี้เกือบตายหลายต่อหลายครั้ง มันพร้อมจะเล่นสงครามประสาทบนท้องถนนเพื่อรับรู้ถึงภัยอันน่ากลัวที่คุณไม่มีวันคาดคิด แม้จะหลบซ่อนมันยังไง สุดท้ายไอ้ตีนผี 18 ล้อก็เจอทุกที่ ในเมื่อหนีไม่ได้พระเอกของเรื่องก็ดับเครื่องชนมันเสียเลย กับหนังเรื่องนี้ Spielberg ได้รับคำชมในฐานะการสร้างความระทึกขวัญสั่นชีพจร ในสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดาและไร้ซึ่งเหตุผล แต่กลับตรึงคนดูให้ลุ้นตลอดเวลา
ความหวังของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูเหมือนจะกลับมาเชิดฉายอีกครั้งทั้งผู้ผลิตและโรงหนัง หลัง Godzilla vs Kong เข้าฉายทุบทำลายสถิติรายได้สูงสุดในตลาดต่างประเทศหลัง Covid-19 ไปถึง $122 ล้านเหรียญ ยังไม่รวมตลาดสำคัญอย่างในอเมริกา ที่เตรียมเข้าฉายสัปดาห์หน้า และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิด Godzilla สถิติของ Godzilla vs Kong นั้นสูงยิ่งกว่า Tenet ของ Christopher Nolan ที่ทำรายได้ในตลาดต่างประเทศแบบไม่แคร์ Covid-19 ไปได้ $53 ล้านเหรียญ เข้าใจว่าน่าจะไม่อยากเลื่อนจนกระแสหายไป และแม้จะรู้ว่ารายได้จากโรงหนังอาจจะน้อย แต่ไปเน้นขายผ่าน online streaming ก็ยังทำเงินได้ ดีกว่ารอไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย แต่สำหรับ Godzilla vs Kong ดูเหมือนจังหวะจะดีกว่า เข้าฉายในช่วงที่คนอัดอั้นบรรยากาศการดูหนัง และบางประเทศเริ่มคลายมาตรการเกี่ยวกับ Covid-19 ไปแล้ว อย่างเช่นประเทศจีน ที่ก่อนหน้านี้ก็ทำสถิติให้ Avatar เวอร์ชั่นฉายใหม่ไปแล้ว มาถึงศึกสงครามสัตว์ประหลาดเรื่องนี้ แค่จีนประเทศเดียวก็กวาดไป $70.3 ล้านเหรียญ
บนโลกใบนี้ มีขาวย่อมมีดำ มีมืดย่อมมีสว่าง มีดีก็ย่อมมีห่วย ดังนั้นเรามีเวทีชื่นชมหนังยอดเยี่ยมประจำปีอย่างรางวัล Oscars แล้ว ไฉนเลยเราจะมีรางวัลที่มอบให้หนังยอดแย่ไม่ได้ และรางวัล Golden Raspberry Awards หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Razzie Awards จึงมีมาเพื่อสรุปความยอดแย่ของหนังในแต่ละปี เพื่อแซ่ซ้องโห่ฮาถึงหนังในแต่ละปีที่ที่เหลือทนจนต้องมอบรางวัลให้ ซึ่งรางวัลนี้ไม่ได้เพิ่งมาจัด แต่จัดกันมาแล้วถึง 40 ครั้ง และครั้งล่าสุดก็ถือเป็นครั้งที่ 41 แล้ว เรามาทำความรู้จักรางวัลของหนังแสนห่วยนี้ มาดูกันว่าที่ผ่านมาได้บันทึกความห่วยในแง่ไหน และปีล่าสุดนี้มีมีหนังเรื่องไหนที่ได้รับการเข้าชิงกันบ้าง ค่ำคืนปาร์ตี้เกรียน ๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแจกรางวัลหนังโคตรห่วย รางวัล Golden Raspberry Awards เริ่มต้นแบบไม่ตั้งใจในปี 1981 เมื่อ Copy Writer และ นักประชาสัมพันธ์ที่ชื่อ John J. B. Wilson จัดปาร์ตี้ดูถ่ายทอดสดคืนประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 53 กับเพื่อน ๆ ที่บ้านของเขาในย่านฮอลลีวู้ด เมื่อดูจบ จากนั้น
สาวก Oasis เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมสตุ้งสตางค์ ยิ่งสายเสื้อวงเสื้อทัวร์ยิ่งไม่ควรพลาด เพราะ Oasis ร่วมกับ The 100 Club เตรียมปล่อยเสื้อทีเชิร์ตรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อช่วยเหลือคลับที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ The 100 Club คืออะไร สำหรับคนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกับสถานที่แห่งนี้ แต่สำหรับชาวลอนดอนแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักคลับเฮาส์ทางดนตรีที่สร้างตำนานและสร้างคุณูปการให้กับศิลปินมาอย่างยาวนาน The 100 Club ตั้งอยู่ตรงชั้นใต้ดินบนถนนอ๊อกซ์ฟอร์ดมาตั้งแต่ปี 1942 โดยแรกเริ่มเดิมที สถานที่แห่งนี้เป็นภัตตาคารชื่อ Macks จนกระทั่งได้ว่าจ้าง Robert Feldman เพื่อจัด Jazz Session ทุกค่ำคืนวันอาทิตย์ จนร้านโด่งดังเพราะ Robert ได้เชิญชวนเพื่อนในวงการ Swing Jazz มาร่วมแจมดนตรีกัน จนกลายเป็นที่เลื่องลือในหมู่คนฟังเพลงแจ๊ส จากร้านอาหารจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Feldman Swing Club ที่สร้างขุนพลดนตรีผู้เลื่องลือนามมากมาย จวบจนเวลาผันผ่าน ความนิยมของร้านก็ถูกพูดถึงในวงกว้าในฐานะ Club Jazz / Swing Jazz ที่ศิลปินชื่อดังมากมายมาปล่อยฝีไม้ลายมือให้เหล่านักฟังเพลง ศิลปินผิวสีที่ถูกแบนจากการเหยียดผิวชังพันธุ์ในยุคสมัยนั้นก็มีโอกาสได้โชว์ฝีมือกันที่นี่
แม้ว่าจะมาช้ากว่าปกติจากสถานการณ์โรคระบาด และหนังหลายเรื่องก็พากันเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด แต่พิธีแจกรางวัลออสการ์ ในปีนี้ก็ยังคงจัดอยู่ ก็ยังเต็มไปด้วยหนังน่าดูมากมาย UNLOCKMEN จึงทำการรวบรวมหนังน่าดูจากการเข้าชิงให้ชมกันโดยคัดสรรหนัง 10 เรื่องที่น่าสนใจและไม่ควรพลาด เพื่อให้ทุกท่านไปรับชมกัน และมารอลุ้นผลกันในเช้าตรู่ของวันที่ 26 เมษายน นี้ เวลาประเทศไทย Mank หนังอัตชีวประวัติของนักเขียนบท / นักวิจารณ์ และนักวิชาการภาพยนตร์ Herman J. Mankiewicz หรือที่ผู้คนรู้จักเขาในชื่อ Mank ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ที่เปรียบเสมือนครูของนักทำหนังทั่วโลกอย่าง Citizen Kane ที่จำลองเหตุการณ์ของฮอลลีวู๊ดยุคทองที่เรืองรองพร้อมไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงการฉ้อฉลและกลลวงต่าง ๆ นานา เพื่อบอกเล่าถึงที่มาของหนังเรื่องยิ่งใหญ่เรื่องนั้น ที่ท้ายที่สุดชื่อของ Mank ก็โดน Orson Wells กลบบทบาทไปเสียมิด Mank จึงเป็นทั้งการชำรประวัติศาสตร์และการเชิดชูผู้อยู่เบื้องหลังอันสาปสูญนี้ให้โลกได้ประจักษ์ David Fincher นำบทภาพยนตร์ของผู้เป็นพ่อ Jack Fincher ที่เขียนเก็บไว้ตั้งแต่ยุค 90s นำมาขัดเกลาใหม่ และใช้เทคนิคการถ่ายทำที่โอลสคูลที่สุดเพื่อให้เข้าถึงบรรยากาศของฮอลลีวูดในยุค 1930s ไม่ว่าจะเป็นขนาดภาพ / การจัดแสง


