หากพบเห็นใคร Aggressive ขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยนิสัยเดิมหรือหน้าใหม่ที่แต่ก่อนสงบเยือกเย็นดั่งสายน้ำ วันดีคืนดีกลับกลายเป็นคนโกรธง่ายโกรธแรงเป็นพายุ อย่าเพิ่งฉงนกับอาการขึ้น ๆ ลง ๆ ของเขาเหล่านั้น เพราะอาการหัวร้อนแบบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับ “คนนอนน้อย” โปรดทำความเข้าใจเขาเหล่านั้นไปพร้อมกับ UNLOCKMEN ที่จะมาเล่าให้ฟังว่าทำไมการนอนน้อยมันถึงทำให้คนหัวร้อนได้จริง ๆ 404 Sleep Not Found เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการนอนมันส่งผลกับร่างกายของเราโดยตรง นั่นหมายความว่า นอกจากสุขภาพแล้ว อารมณ์ของเราก็จะแปรผันไปตามการพักผ่อนของเราด้วย เหมือนที่วันไหนได้นอนเต็มอิ่ม เราก็จะดีดเหมือนม้าแข่งพร้อมลงสนาม วันไหนนอนน้อยก็พาลให้อารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิดง่าย เอียงไปทาง Negative แบบเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างหลังจริงจังถึงขนาดที่มี Research ออกมายืนยันแล้ว โดย Iowa State University researchers ตีพิมพ์เรื่องนี้ใน Journal of Experimental Psychology แม้ว่าเรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องที่เรารู้กันอยู่แล้ว แต่การศึกษาครั้งนี้ได้ข้อมูลอย่างอื่นเพิ่มเติมอีกด้วย อย่างอาการนอนน้อยเป็นสาเหตุอันดับแรก ๆ ที่ทำให้คนเราเกิดจะหงุดหงิดกับสิ่งรอบตัวขึ้นมาเฉย ๆ การศึกษาก่อนหน้านี้ พบความเชื่อมโยงระหว่างการนอนและอารมณ์โกรธ Zlatan Krizan Professor
มันต้องมีสักเสี้ยววินาทีที่ผู้ชายอย่างเราคิดจะกินคลีน กินเพื่อสุขภาพ กินปราศจากโซเดียม ฯลฯ แต่เมื่อเราริลองจะใช้ชีวิตกับอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ เราจะสัมผัสได้เลยว่าราคามันสูงลิ่วเกินกว่าที่เราจะกินคลีนวันละสามมื้อได้ไหว อาทิตย์ละสองสามครั้งอาจพอทน แต่ถ้าต้องกินทุกมื้อ เราก็จำใจต้องกลับไปซบอกร้านป้าอาหารตามสั่งที่หนักผงชูรส หนักน้ำปลา คุณค่าทางอาหารอาจสู้ไม่ได้ แต่ราคาสบายกระเป๋ามากกว่า ปัญหาเงินในกระเป๋ามีมากไม่พอจ่ายราคาอาหารที่ถูกสุขลักษณะอนามัยจึงเกิดขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บ้านเราเท่านั้นในอังกฤษก็มีปัญหานี้เช่นกัน รัฐบาลอังกฤษเขาก็ห่วงใยประชาชนของตัวเองจึงมีคำแนะนำอย่างเป็นทางการว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีโภชนาการเหมาะสมคือการรับประทานผักและผลไม้วันละ 5 จาน และรับประทานปลาที่มาจากแหล่งน้ำ (ที่สะอาดและยั่งยืน) ทุกสัปดาห์ แต่ผลปรากฏว่ามีเด็กราว ๆ 3.7 ล้านคนที่ไม่สามารถกินอาหารที่ถูกโภชนาการตามหลักอาหารที่ดีนั้นได้ “เพราะคนจนไม่มีความรู้มากพอไง เลยกินแต่อาหารแย่ ๆ ไม่ดีต่อตัวเอง” ในอดีตคำกล่าวหามักมุ่งไปที่การขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการกินอาหารที่ดี แต่จากรายงานของมูลนิธิอาหาร (Food Foundation) แห่งสหราชอาณาจักรพบว่า 20% ของครอบครัวในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,860 ปอนด์ต่อปีจะต้องใช้เงิน 42% ของรายได้หลังจากหักค่าที่อยู่อาศัยเพื่อทำอาหารให้ตอบสนองความต้องการของแนวทาง “Eatwell Guide” ของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายในการกินอาหารถูกโภชนาการสำหรับครอบครัวที่มีผู้ใหญ่สองคนและเด็กสองคน (อายุสี่ถึงแปดปี) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 112.04 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (หรือราว ๆ 46,985 บาทต่อสัปดาห์) จินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าถ้าต้องจ่ายเงินเยอะขนาดนี้ เพื่อกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ จนไม่เหลือเงินไปทำอย่างอื่น
ความเศร้า ความปวดเจ็บและหยาดน้ำตาคือสิ่งที่อยู่เคียงข้างมวลมนุษยชาติมานานจนแยกไม่ออก วินาทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกเราต่างก็ต้องเปล่งเสียงร่ำไห้เพื่อหายใจ เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการมีชีวิตเสียแล้ว แต่ยิ่งผู้ชายอย่างเราเติบโตขึ้นมาเท่าไร เรามักถูกมาตรฐานทางสังคมกดดันว่า ห้ามเศร้า! ห้ามมีน้ำตา! อย่าแสดงอารมณ์อ่อนไหวออกมาถ้าไม่อยากดูเป็นคนอ่อนแอ! น้ำตาลูกผู้ชายจึงเป็นสิ่งท้าย ๆ ที่เราจะแสดงให้ใครเห็นไม่ว่าเราจะเศร้ามากเพียงไหน แต่น่าแปลกที่ความเศร้าบางรูปแบบ น้ำตาบางหยดเราไม่อาจควบคุมมันได้ หลายครั้งเราจึงร้องไห้ออกมาหลังกิจกรรมสุดซาบซ่านเสียวสยิวเสียอย่างนั้น ก่อนอื่น…อย่าตื่นตระหนกไป เพราะความเศร้านี้มีที่มา น้ำตานี้มีชื่อเรียก คุณไม่ได้ร้องไห้หลังมีเซ็กซ์เพียงลำพัง ขณะที่เกมวาบหวิว กิจกรรมสวาทดำเนินไป ความสุขของเราทะยานขึ้นเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่ผ่านการตลบซ้ำ ๆ จนวูบไหวในท้องน้อยอย่างหยุดไม่อยู่ แต่เมื่อเซ็กซ์จบลงก็คล้ายกับว่ารถไฟเหาะตีลังกาขบวนนั้นค่อย ๆ ดิ่งตัวลงสู่สภาวะปกติ และเด็กน้อยอย่างเราต้องกลับบ้านไปอย่างเหงา ๆ จู่ ๆ เราก็ทำนบน้ำตาแตก ร้องไห้ออกมาต่อหน้าสาวที่เพิ่งเสียวไปด้วยกันหยก ๆ ผู้ชายคนไหนที่เคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้ UNLOCKMEN อยากกระซิบบอกคุณ (และอยากให้คุณกระซิบบอกเพื่อน ๆ ต่อไป) ว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ แถมเป็นภาวะอาการที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เราไม่ได้สติแตกไปคนเดียวแน่นอน Post-coital Dysphoria หรือ PCD คือชื่อเรียกของภาวะนี้ซึ่ง Ian Kerner ผู้เป็น Sex Therapist อธิบายว่า
ปัญหายิ่งใหญ่ของผู้ชายที่ทำงานดุเดือดเลือดพล่านอย่างเรา ๆ นอกจากเรื่องงานกองมหาศาลที่ทำเท่าไหร่ก็เหมือนว่าไม่เคยจะน้อยลงเลย คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องเวลานอนที่มีน้อยจนต้องหอบสารร่างคล้ายซอมบี้ไปทำงานบ่อย ๆ จนปัญหาการนอนน้อยส่งผลกระทบกับเรื่องอื่น ๆ เป็นทอด ๆ ไม่รู้จบ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการนอนน้อยมันส่งผลให้เราตายไว! แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าทุ่มเททำงานหาเงินมาแทบตาย แต่ยังไม่ทันได้ใช้เงิน ไม่ทันได้หาความสุขแต่ต้องมาหมดลมหายใจไปซะก่อนอย่างนี้ ? (เฮ้อ) ก่อนอื่นต้องอย่าคิดว่าการนอนน้อยเป็นเรื่องเล่น ๆ แค่เหนื่อย ๆ เพลีย ๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่หว่า ? นักวิจัยพบว่ามนุษย์ที่อายุต่ำกว่า 65 ปีลงมาที่ได้นอนวันละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นติดต่อกันตลอด 7 วันมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ได้นอน 6-7 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้นการนอนน้อยจึงไม่ใช่แค่ส่งผลต่อสภาพความเป็นซอมบี้ไปทำงานเท่านั้น แต่มันส่งผลต่อระยะความยืนยาวที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทุกปัญหาย่อมมีทางออก เพราะหัวใจผู้ชายรักงานมันร่ำร้องว่า เฮ้ย กูนอนไม่ได้จริง ๆ ว่ะ กูต้องโหมทำงานหนักเพราะมันโคตรสะใจกับผลงานที่ออกมาได้ โดยทางออกนี้เสนอโดย Torbjorn Akerstedt นักวิจัยของสถาบันวิจัยความเครียด มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน บอกว่าการอดนอนในช่วงวันทำงาน แล้วลองมานอนยาว ๆ ในช่วงวันหยุดเป็นการทดแทน ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยได้จริง และเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก! ดังนั้นใครที่เคยเจอพ่อแม่บ่น
หากพูดถึง Herschel Supply co หลายคนอาจติดภาพของแบรนด์ผู้ผลิตกระเป๋าแบ็คแพ็คและกระเป๋าเดินทางขวัญใจวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงาน ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมไปทั่วทุกมุมโลก แต่ที่จริงแล้วตลอดช่วงระยะเวลา 9 ปี นับตั้งแต่ Herschel ถูกก่อตั้งขึ้นพวกเขาก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับแค่เรื่องกระเป๋า แต่ยังพัฒนาตัวเองและกำลังขยาย Categories สินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมกับตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้าอยู่เสมอ ถ้าสงสัยว่าอะไรที่เป็นพื้นฐานของการเติบโตอันรวดเร็วและแข็งแกร่งของพวกเขา วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ UNLOCKMEN ได้มาพูดคุยกับคุณ Lyndon Cormack (ลินดอน คอร์แม็ก) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Herschel Supply co. ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์เจ๋ง ๆ แบบ Exclusive รวมไปถึงบอกเล่าแนวทางและเบื้องหลังความสำเร็จของ Herschel ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงแผนอนาคต ใครเป็นแฟนกระเป๋าแบรนด์นี้ และอยากรู้ว่าชายผู้กุมบังเหียนแบรนด์ระดับโลกคนนี้ มีขั้นตอนการทำงานและพัฒนาตัวเองยังไงบ้าง บอกเลยว่าใครอยากสร้างแบรนด์แฟชั่นให้ไปไกลระดับโลกควรอ่านให้จบ รับรองเกิดประโยชน์แน่นอน ย้อนกลับไปในวันที่ก่อตั้ง Herschel อะไรคือแรงบันดาลใจการสร้างแบรนด์ขึ้นมา ? “ในทุกธุรกิจมักเริ่มจากปัญหาอยู่เสมอ แต่ก็โชคดีที่ปัญหาของเรานั้นง่าย เรื่องของเรื่องคือเราพบว่ารูปแบบของกระเป๋าสะพายมันดูธรรมดาและน่าเบื่อจนเกินไป เลยอยากสร้างกระเป๋าที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสไตล์และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงใส่ใจในรายละเอียดการผลิต และนับตั้งแต่วันที่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน Herschel ก็ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน” อะไรคืออุปสรรคสำคัญในเวลานั้น
เป็นโสดมานานจนชิน แต่ใช่ว่าจะมองไปเจอแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว เพราะข้อเสียของการเป็นโสดมันก็อยู่รอบตัวเราไม่แพ้กับอิสระที่เรามีนั่นแหละ ถ้ายังไม่เจอลองมองไปรอบ ๆ ตัวสิ นั่นแหละ ตรงนั้นแหละ จานกองใหญ่ที่ยังไม่ได้ล้าง (ตั้งหลายวัน) ผ้ากองโตที่ล้นออกมานอกตะกร้า เสื้อผ้าที่ถอดตรงไหนวางตรงนั้น อย่าให้บรรยายถึงกองทิชชู่ใต้เตียงอีก แม้บางคนจะไม่ได้ไร้ระเบียบกันขนาดนั้น แต่เชื่อว่าหลายคนคงมีมุมรกเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น เมื่อไม่มีสาวมาห้อง จึงไม่จำเป็นต้องรีบผักชีโรยหน้า UNLOCKMEN ก็ยังอยากให้หนุ่ม ๆ ลองจัดระเบียบสารพัดสิ่งในห้องให้มันไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ของมันอย่างเป็นระเบียบ ด้วยเทคนิคง่าย ๆ แม้จะเป็นผู้ชายที่ไร้จิตวิญญาณพ่อบ้านก็สามารถทำตามได้ แยกเอกสารสำคัญออกมา เอกสารสำคัญทางราชการ เอกสารทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสำเนา ฉบับจริง หรืออะไรก็ตามที่หายไม่ได้ ถ้าหายคืองานช้าง ควรหาที่เก็บให้มันโดยเฉพาะ แบบไม่ไปปะปนกับพวกใบแจ้งหนี้ ใบปลิวอื่น ๆ ที่เราอาจจะเผลอรวบ ๆ ทิ้งทั้งกองก็ได้ อาจจะเป็นโต๊ะหัวเตียง ชั้นไหนสักชั้นที่ค่อนข้างมิดชิดและเป็นส่วนตัว ถ้าขยันขึ้นมาหน่อยก็แยกตามประเภทของเอกสารเอาไว้ด้วย อันนี้ของการเงิน อันนี้การศึกษา อันนี้สลิปเงินเดือน อะไรก็ว่าไป หรือถ้ายังคงคอนเซปต์หนุ่มขี้เกียจก็รวบ ๆ ใส่ซองเอาไว้แล้วเก็บเป็นที่ก็พอไหว แค่อย่าไปรวมกับกองกระดาษอื่นก็พอ เพราะนอกจากจะเสี่ยงหายไปไร้ร่องรอยแล้ว เวลาจะใช้ทีก็แทบจะพลิกแผ่นดินหา มันไม่ใช่วิถีของหนุ่มสมาร์ตเอาซะเลย มีมุมของสะสม หากเรามีของสะสมไม่ว่าจะชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ หนังสือการ์ตูน
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้านเรามีเวลาเปิด – ปิด มีกำหนดเวลาขาย และเวลากินเราก็เป็นอันรู้กันว่าต้องช่วงเย็น ช่วงค่ำหลังเลิกงานเท่านั้นถึงจะเหมาะ เพราะถ้ากินก่อนนั้นเหมือนเราจะโดนตำหนิด้วยสายตา แต่ว่านั่นก็เป็นแค่ Timezone จากวัฒนธรรมในบ้านเราเท่านั้นไม่ได้รวมเส้นแบ่งเวลาอื่น โดยเฉพาะสำหรับเมืองเบียร์อย่างเยอรมันที่เขากินเบียร์กันต่างน้ำ กินหลังออกกำลังกาย กินแทบตลอดทั้งวัน เขายังมีวัฒนธรรมให้เน้นกินเบียร์ก่อนเที่ยงวันอีกด้วย! เรียกได้ว่าพอลืมตา คอที่แห้งผากของเราต้องร้องหาเบียร์ รินขึ้นซดแก้กระหายกันเลยทีเดียว ดื่มเบียร์เช้าช่วยย่อย การดื่มเบียร์เป็นศาสตร์หนึ่งไม่ต่างจากการดื่มไวน์ เบียร์มีความล้ำลึกของมัน มีหลายประเภท มีความหนักเบาตามช่วงเวลา และมีความคราฟต์ให้หลายคนต้องรู้สึกติดอกติดใจ สำหรับวัฒนธรรมการกินเบียร์ก่อนเที่ยงวันคือการดื่มเบียร์ในช่วง brotzei (มื้อที่ 2 ของช่วงเช้า ที่เริ่มกินกันช่วง 10 โมงเป็นต้นไป) พบมากใน “บาวาเรีย” หรือรัฐที่อยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเยอรมัน เพื่อส่งเสริมวัฒธรรมการดื่มช่วงนี้มันจึงมีการผลิตเบียร์เฉพาะกินช่วงเช้านี้ โดยเขาเรียกมันว่า Hefeweizen (ออกเสียงว่า : HEH-feh-vite-zehn) เบียร์ชนิดนี้คือเบียร์เฉพาะที่ทำขึ้นจากวีท (ข้าวสาลี) แทนที่การใช้บาร์เลย์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่คอเบียร์ทุกคนลิ้มรสชาติกันเป็นประจำ วีทเบียร์นี้เหมาะกินกับอาหารเพราะให้รสชาติที่นุ่มกว่า สีสันเหลืองสว่างเองก็ให้รสชาติที่เบา แอลกอฮอล์ไม่หนักทำให้ดื่มได้ถี่ในช่วงเช้าไม่ต้องกลัวเมามายจนเสียอาการ ที่สำคัญการหมักวีทเบียร์ยังใช้ยีสต์ชนิดพิเศษที่เพาะมาโดยเฉพาะ ทำให้มีกลิ่นหอมนุ่มคล้าย กล้วย แอปเปิ้ล ซิตรัส ซึ่งเรียกได้ว่านี่คือหนึ่งจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย
เชื่อว่าหนุ่ม ๆ อย่างเราทุกคนต้องมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองห่วย ไม่พัฒนาไปไหน ย่ำอยู่กับที่ และในช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนทางแยกในชีวิตที่ต้องเลือกว่าจะปลงหรือจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แน่นอนว่าถ้ามีไฟในชีวิตหลงเหลืออยู่บ้าง ทุกคนคงเลือกพัฒนาตัวเอง แต่หลังจากที่วางแผนไว้ดิบดีว่าจะเริ่มปรับปรุงพัฒนาตัวเองเรามักโดนคลื่นแห่งชีวิตจริงซัดจนเสียศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการงานรัดตัว ครอบครัวที่ไม่เข้าใจ ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ทำให้แรงฮึดที่อยากจะพัฒนาตัวเองโดนวางกองไว้ราวกับเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นเก่าในห้องเก็บของ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นวนเวียนเป็นวัฏจักร การพัฒนาตัวเองที่คิดไว้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง นับวันไฟและความหวังก็ดับมอดลงไปเรื่อย ๆ หรือบางทีอาจจะถึงเวลาต้องยอมรับความจริงแล้วว่าตัวเองก็ได้แค่นี้ ? อย่าเพิ่งท้อแท้หมดหวังขนาดนั้น อย่างน้อยก็ลองอ่านวิธีพัฒนาตัวเองแบบ The Kaizen Way ก่อน Don’t Dream Too Big เพราะความรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองมักจะมาเยือนเราอย่างกะทันหัน เป็นความที่รู้สึกที่แรงกล้าไฟลุกโชน ในสมองเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แต่เมื่อเริ่มลงมือทำจริง ๆ ก็พบว่ากำแพงความฝันที่วาดไว้นั้นมันสูงจนยากจะปีน และในเวลาไม่นานเราก็ร่วงลงสู่พื้นตามเดิม อีกหนึ่งเส้นทางที่เป็นอันตรายต่อการพัฒนาตัวเองคือการที่เรามักจะมองหา ‘ทางลัด’ ในชีวิตตลอดเวลา เราหวังว่าจะได้ทำงานน้อยกว่าเพื่อเงินที่มากกว่า เราทุ่มเวลาในการอ่านหนังสือหรือฟัง Podcast ของผู้ประสบความสำเร็จเพื่อจะเก็บเกี่ยวความรู้และมุ่งสู่ทางลัด ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าสักวันโชคจะเข้าข้างให้เราเจอทางลัดที่จะทำให้ชีวิตสบายกว่าคนทั่วไป ความอันตรายของมันคือการที่เรามัวแต่มองหาทางลัดตลอดเวลาจนในชีวิตจริงเราไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งหมายความว่าถ้าเราไม่เจอเส้นทางนั้น ชีวิตเราจะล้าหลังเสียยิ่งกว่าคนทั่วไปเสียอีก 1% Better Each Day by the Kaizen Ways ถ้าการฝันใหญ่เกินไป
ด้วยภาระหน้าที่มากมาย ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเล่น เรื่องการใช้ชีวิต บ่อยครั้งที่ผู้ชายมักจะทุ่มพลังให้กับ ชีวิตทุกด้านอย่างเต็มที่ ลุยงานเครียดหามรุ่งหามค่ำ เชียร์บอลดึก ปาร์ตี้หนัก หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาเล่นเกมผ่อนคลายก็ยังอดไม่ได้ที่จะมีอาการหัวร้อนติดลมเล่นต่อจนสว่างคาตา ยิ่งปาร์ตี้หนัก ๆ ดูบอลดึก ๆ แล้วต้องตื่นเช้าไปทำงานทั้งที่หน้าโทรม ๆ แบบนี้ไม่เวิร์คแน่ ซึ่งการใช้พลังอย่างหนักหน่วงแบบนี้เป็นประจำ เป็นต้นตอของปัญหาใบหน้าเหนื่อยโทรม ดูอ่อนล้า หมองคล้ำ ขนาดส่องกระจกเห็นหน้าตัวเองยังหดหู่ใจ แล้วนับประสาอะไร เมื่อต้อง ออกไปพบเจอผู้คนก็คงไม่วายที่จะถูกมองเหมือนคนหมดสง่าราศี ไร้เสน่ห์ เสียบุคลิก ส่งผลต่อความมั่นใจเข้าอย่างจัง และหลายครั้งที่ใบหน้าโทรมเหมือนซอมบี้ ที่ดูเหนื่อยล้า หมองคล้ำ ยังอาจทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย และปัญหาที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไว้ แต่จะให้ปรับพฤติกรรมเปลี่ยนวิถีชีวิตก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ทำได้คือหาทางออกให้ผู้ชายอย่างเรา ๆ ยังคงสามารถใช้ไลฟ์สไตล์เต็มที่ โดยที่ยังมีใบหน้าดูดี เปล่งปลั่งกระจ่างใสเต็มไปด้วยพลัง พร้อมสแตนด์บายความหล่อรอรับโอกาสดี ๆ ที่มีเข้ามาในทุกสถานการณ์ The Men Expert Bible #4 by L’Oreal Men Expert ไบเบิลเสริมหล่อ Ep 4 ขอแนะนำขั้นตอนปลุกพลังฟื้นฟูผิวหน้าให้สดชื่นกระจ่างใส บอกลาหน้าโทรมเหนื่อยล้าไปได้เลย เริ่มต้นปลุกผิวด้วยการล้างหน้า:
วันนี้ไม่รู้สึกประหม่าอย่างที่เคย เพราะถึงแม้เราจะสัมภาษณ์คนมาไม่น้อย แต่ทุกครั้งก็จะมีอาการประหม่าร่วมด้วย มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสัมภาษณ์ใคร แต่ครั้งนี้ต่างออกไป อาจเป็นเพราะเรากับคนที่เราจะสัมภาษณ์รู้จักกันเป็นการส่วนตัว นั่งดื่มกันมาก็หลายครั้ง เขาคือผู้กำกับหนุ่มรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง งานทุกชิ้นมีเอกลักษณ์ชัดเจน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เรากับเขาจะได้คุยกันเรื่องงานที่เขาทำอยู่บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาถึงแม้เราจะรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้กำกับ แต่ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระทั่วไปตามประสาผู้ชายเสียมากกว่า สถานที่นัดหมายก็ไม่ใช่ที่ไหน เป็นร้านประจำที่เรากับเขาเคยนั่งดื่มด้วยกันบ่อย ๆ เรามาถึงในช่วงพลบค่ำตามเวลานัด พบว่า ‘ณัฐชนน วะนา’ หรือที่เราเรียกเขาติดปากว่า ‘วะนา’ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว และหลังจากพูดคุยเรื่องทั่วไปจบลง บทสนทนาลงลึกก็เริ่มต้นขึ้น ณัฐชนน วะนา คือใคร ช่วยแนะนำตัวให้คนที่ยังไม่รู้จักเราหน่อยครับ? “สวัสดีครับ ณัฐชนน วะนา เป็นผู้กำกับฟรีแลนซ์ กำกับทั้งโฆษณา MV รวมถึงหนังของตัวเองด้วยครับ แต่ก็พยายามคิดโปรเจ็กต์ใหม่ที่แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองเคยทำอยู่เรื่อย ๆ ครับ” จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อะไรคือจุดเริ่มต้นของการอยากเป็นผู้กำกับ Turning Point อยู่ตรงไหน? “เริ่มจากเราอยากเรียนศิลปะ เรียนเพ้นท์ เลยลองคุยกับที่บ้าน ที่บ้านเค้าอยากให้เราเรียนสื่อ เราก็รู้สึกสนใจ ซึ่งถือว่าเรารู้ตัวเร็วเพราะตอนนั้นเพิ่งม.4 เอง อาชีพผู้กำกับก็เข้ามาตั้งแต่ตอนนั้น เราก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรเกี่ยวกับอาชีพนี้หรอก แต่พอได้เริ่มทำโปรเจ็กต์ส่วนตัวตอนเข้าปี 1 เราก็รู้สึกชอบ รู้สึกว่างานนี้มัน
เป็นที่รู้กันดีสำหรับเหล่าสิงห์อมควันว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Vaporizer หรือแบบ Heat-Not-Burn Tobacco แต่กลับกันหลายประเทศในโลกนั้น บุหรี่เหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งปัจจุบันในบ้านเราก็ใกล้ถึงเวลาเข้าไปทุกทีแล้ว ที่บุหรี่ไฟฟ้าจะกลายเป็นสิ่งที่กฎหมายไทยยอมรับได้ (ตราบเท่าที่สามารถเก็บภาษีได้) การเกิดขึ้นของบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มจากกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ เพราะสังคมเริ่มรับรู้ถึงอันตรายของควันบุหรี่ที่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง จึงเริ่มมีผู้คิดค้นบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีการเผาไหม้แบบบุหรี่มวน ด้วยหวังว่าจะสามารถสูบบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ที่กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ได้ รวมถึงเป็นการนำสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกายที่สะอาดกว่าการสูบบุหรี่มวน เพราะไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ของกระดาษมวนและใบยาสูบ ซึ่งเป็นที่มาของสารพัดสารเคมีอันตราย แถมยังส่งกลิ่นเหม็นติดตัวยากจะล้างออก หลังจากมีการเรียกร้องทั้งบนดินและใต้ดินมานาน กรมสรรพสามิตก็เตรียมเสนอเรื่องการเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า เพราะไม่ถือว่าเป็นยาเสพติดชนิดร้ายแรง แต่ฝ่ายกฎหมายกรมสรรพสามิตมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ภายใต้คำจำกัดความว่าเป็นบุหรี่ภายใต้ พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ทำให้กรมสรรพสามิตไม่มีอำนาจควบคุมสินค้าดังกล่าว จึงได้ยื่นเรื่องแก่รัฐมนตรีคลังคนใหม่ให้พิจารณา การพยายามผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งถูกกฎหมายในครั้งนี้เป็นผลจากการร้องเรียนของสถานทูตหลายประเทศ จากเหตุที่นักท่องเที่ยวถูกจับกุมเพราะนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในไทย เนื่องจากระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้า รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขไม่อยากให้ประชาชนใช้บุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งผู้บริโภคในประเทศที่ต้องลักลอบซื้ออย่างไม่ถูกต้อง (แต่ก็หาซื้อง่าย ส่งตรงถึงมือได้ภายในวัน) และกระทบต่อเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่พกบุหรี่ไฟฟ้าติดตัวเข้ามาในไทย ซึ่งกรมสรรพสามิตมองว่าเป็นปัญหาสะสมที่ควรจะต้องแก้ไขเสียที แต่ถ้าบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โรงงานยาสูบจะเป็นคนแรกที่คิดว่าตัวเองได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ เพราะข้อกฎหมายรวมถึงข้อกำหนดเดิมที่ทำร่วมกันระหว่างโรงงานยาสูบ กรมควบคุมโรคติดต่อ และกรมการค้าต่างประเทศ ในการร่างประกาศกระทรวงเรื่องข้อห้ามบารากู่ และบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งข้อบังคับต่าง ๆ เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้แก่โรงงานยาสูบ ถ้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องถูกกฎหมาย การแข่งขันกันอย่างเสรีจากผู้ผลิตต่างชาติที่มี Devices และสินค้าที่ทันสมัยกว่า จะมาสั่นสะเทือนโรงงานยาสูบผู้เคยยิ่งใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะถ้าจะแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างเอกชนกับรัฐวิสาหกิจ เรารู้ดีอยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไง ในด้านสุขภาพก็แตกออกเป็นสองเสียง
ใครทำงานแล้วรู้สึกว่าทำไมหัวหน้าชอบหาเรื่องเป็นประจำ หรือบางทีทำผลงานอะไรเจ้านายก็ไม่เคยมองเห็น บางทีอาจจะเป็นเพราะคุณหล่อมากเกินไป เพราะผลวิจัยล่าสุดจากอังกฤษและอเมริกาต่างค้นพบว่า ผู้ชายหน้าตาดีที่มีหัวหน้าเป็นผู้ชายเหมือนกัน มักจะมีปัญหา Stereotypes ไม่ชอบขี้หน้า และเจ้านายชายอาจจะรู้สึกถูกคุกคามได้ ซึ่งมีผลกับการบริหารทีมงานที่ไม่มีประสิทธิภาพในองค์กร ผลวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดย University College London’s School of Management และ University of Maryland ได้ทำการวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับการทำงานในบริษัท โดยแบ่งการวิจัยเป็น 4 สถานการณ์ใน 4 บริษัทที่แตกต่างกัน พบว่าในกลุ่มชายล้วนนั้น ผลของการตัดสินใจคัดเลือกพนักงานว่าจะให้เข้ามาทำงานหรือไม่ มีผลโดยตรงกับความหล่อของหน้าตาผู้ชายที่เข้ามาสมัคร ยิ่งหน้าตาดี ยิ่งมีแนวโน้มที่หัวหน้าผู้ชายจะตัดสินใจไม่รับเข้าทำงาน หรือรับแต่จะถูกผลักไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะหัวหน้าชายมักจะรู้สึกว่าผู้ชายหล่อเป็นภัยชนิดนึง ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียความยิ่งใหญ่ของตัวเองไป หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ไม่ชอบขี้หน้าแบบไม่มีสาเหตุนั่นเอง Professor Sun Young Lee หนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า ผลเสียของการคัดเลือกพนักงานจากหน้าตาของหัวหน้านั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันเป็นอุปสรรคที่ทำให้บริษัทไม่ได้ร่วมงานกับตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะความลำเอียงส่วนตัวเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา ดังนั้นบริษัทและ HR จึงควรหาวิธีแก้ไขในการนำเสนอ Candidate โดยลดปัจจัยที่ทำให้เกิด Stereotypes แบบนี้ จะยิ่งทำให้การคัดเลือกคนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว เช่นการไม่ให้หัวหน้าชายลงมามีผลกับการคัดเลือกคนจนกว่าจะได้แสดงผลงานหรือเข้ารอบลึก


