ถ้าจะถามว่า ‘ความน่ารัก’ ของผู้หญิงหนึ่งคนคืออะไร เราคงไม่สามารถหาคำตอบได้ เนื่องจากแต่ละคนมีเสน่ห์ในรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรสนิยมของปัจเจกว่าจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่คน ๆ นั้นแสดงออกมา A GIRL WE LOVE คือคอลัมน์ที่อยู่คู่กับ UNLOCKMEN มาอย่างยาวนาน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้มีโอกาสทำความรู้จักและพูดคุยกับหญิงสาวมาไม่น้อย โดยเฉพาะในปี 2018 ที่ผ่านมา แม้พวกเธอจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอก, อุปนิสัย, การงานอาชีพ, หรือแม้แต่ทัศนคติวิธีคิด แต่ทุกคนล้วนแต่มีเสน่ห์อัดแน่นอยู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยม เป็นความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร เมื่อปี 2018 กำลังจะผ่านพ้นไป เราจึงได้รวบรวม GIRLS WE LOVE MOST 5 ผู้หญิงที่เรารักที่สุดในปี 2018 มาให้ทุกคนได้ HIGH & HYPE กับความน่ารักล้นเหลือของพวกเธอและทำความรู้จักตัวตนของพวกเธอเหล่านี้กันอีกครั้ง อิ้งค์ – วรันธร เปานิล ความน่ารักที่มาในรูปแบบเพลง Synth-Pop ไม่ใช่แค่ในคอลัมน์ A GIRL WE LOVE ของ UNLOCKMEN
ก่อนอื่นคงต้องยอมรับกันตรง ๆ ว่าบทสัมภาษณ์ของ Befor.tart เป็นการคุยที่ “ออกรส” ส่งท้ายปี 2018 ของ UNLOCKMEN มากที่สุด เพราะเรามีโอกาสลิ้มรสแพสชั่นของชายที่อยู่ตรงหน้ากับปาก เคี้ยว crack ได้เต็มคำทุกอณูแรงบันดาลใจของเขา เช่นเดียวกับบทสนทนาถูกคอที่ละลายเวลาอย่างรวดเร็วเหมือนผ่านไปเพียงไม่นาน พร้อมเสียงหัวเราะ เพราะทั้งหมดนี้คือคำพูดที่ไม่เคลือบน้ำตาลแต่ดิบและจริงใจจากเขา ซิก-สุรัตน์ ซิการี่ เจ้าของร้านทาร์ตมากคอนเซ็ปต์ที่ทำขึ้นเพื่อคุณเท่านั้น “Befor.tart” เรื่องหนึ่งที่เราเห็นชัดจากซิก คือเซนส์ความเข้าใจตัวเองที่ชัดเจนจนน่านับถือ แม้หลายคนยอมรับความก้าวหน้าเส้นทางการเติบโตที่ตัวเองต้องเจอ แต่เขากลับแบกรับความกล้าเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้ารู้ว่าไม่ชอบและวันหนึ่งจะไม่ใช่ เขาจะไม่เสียใจที่ต้องเริ่มใหม่ นั่นจึงเป็นเส้นทางสายใหม่ของอดีตนักภูมิศาสตร์ทำงานเขียนแผนที่ แต่สำรวจพบในการทำงานปีที่ 3 ว่าตัวเองชอบกินขนมและอยากทำอะไรที่สนุกมากกว่าเดิมทุก ๆ วัน “ตอนที่เราทำงาน เราสนุกมากครับ แต่พอทำไปทำมามันไม่สนุกแล้ว ตำแหน่งการทำงานแล้วมันไม่ใช่แบบเดิมแบบที่คิดไว้ มันก้าวหน้าเติบโตมากขึ้นแต่ไม่สนุก เราก็อยากทำอะไรที่สนุกกับมันมากกว่า ประจวบกับตอนนั้นชอบกินขนมมากก็เลยมาทำขนม เราวางแผนว่าต้องทำอะไรบ้าง การเรียนมันต้องใช้เวลาและการเก็บเงิน พอเราทำทุกอย่างได้ตามแผนแล้วก็ออกมาเริ่มเรียนขนมจริงจัง” Before BeFor. : 3 ปี 3 สถานที่งานทำขนมสู่ความกลมกล่อมที่ลงตัว ความชอบจะพาเราไปถึงไหน คำตอบของแต่ละคนน่าจะไม่เหมือนกัน สำหรับซิก ความชอบพาเขาออกจากงานที่เคยหลงใหลไปสู่การข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่างแดน
“ความมั่นใจ”เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ถ้าใครสักคนมีมันอยู่ในตัวก็จะได้รับการยอมรับทั้งในโลกแห่งการทำงานและโลกแห่งการปฏิสัมพันธ์ แต่หลายครั้งความมั่นใจในตัวเองกับความบ้าอำนาจหรือหลงตัวเองก็มีเส้นกั้นบาง ๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นคนที่มีความมั่นใจแบบถึงแก่นหรือที่แท้เราแค่บ้าอำนาจและหลงตัวเองเท่านั้น ? ไม่ต้องคิดให้เหนื่อย ลองสำรวจตัวเองจาก 12 สิ่งต่อไปนี้ เพราะนี่คือ 12 สิ่งที่มนุษย์มีความมั่นใจถึงแก่นแตกต่างจากคนทั่วไป มีความสุขจากภายใน ความสุขคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของความมั่นใจ เพราะมนุษย์ที่มั่นใจในตัวเองแบบถึงแก่นนั้นไม่ว่าเขาเลือกจะทำอะไรเขาย่อมคำนึงถึงความสุขของตัวเองเสมอว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมันส่งผลให้เขาพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นหรือเปล่า ดังนั้นคนที่มั่นใจในตัวเองนั้นมีความสุขมาจากตัวตนของตัวเอง เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำไปมันมีค่าให้ตัวเขาเองชื่นชมตัวเองหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่านี่ดีกับตัวเขาเองแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอฟังคำชมจากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีความสุขอีกต่อไป ไม่ตัดสินคนอื่น มนุษย์ที่มั่นใจในตัวเองอย่างถึงแก่นจะไม่ใช้มาตรฐานตัวเองเป็นมาตรวัดตัดสินคนอื่น ๆ เพราะเขารู้ดีว่ามนุษย์ทุก ๆ คนมีบางสิ่งบางอย่างในตัวเองที่เป็นจุดพีค และแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีเหมือนกัน ดังนั้นเขาจะไม่บอกว่าตัวเองเหนือกว่าใคร หรือตัดสินใครว่าต่ำกว่าใคร เพื่อยกระดับความสามารถตัวเองให้ดูดี คนที่ตัดสินคนอื่นหรือมัวแต่เปรียบเทียบอาจจะไม่ได้มั่นใจอย่างที่เขาแสดงออก แต่ตัวตนเขาแสนเปราะบาง ไม่ตอบตกลงมั่ว ๆ แต่จะตอบเมื่อตัวเองต้องการ งานวิจัยจาก University of California ระบุว่าการที่มนุษย์คนหนึ่งไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น นั่นแปลว่าคนนั้นกำลังเผชิญหน้ากับภาวะสุดตึงเครียด หมดไฟ หรือแม้กระทั่งซึมเศร้า ในขณะที่มนุษย์ที่มีความมั่นใจถึงแก่นรู้ดีว่าการรู้จักปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการนี่แหละที่ดีต่อตัวเอง ที่สำคัญคือพวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมากพอที่รู้ว่าเรื่องไหนมันต้องปฏิเสธ และเรื่องไหนคือเรื่องที่พวกเขาเต็มใจทำจริง ๆ ไม่ใช่ตอบตกลงส่ง ๆ แค่เพราะเกรงใจคนอื่น หรือตอบตกลงแค่เพราะกลัวคนอื่นไม่ชอบขี้หน้า ฟังมากกว่าพูด มนุษย์ที่มีความมั่นใจถึงแก่นจะฟังมากกว่าพูด เพราะพวกเขารู้ว่าการฟังมากกว่าพูดทำให้เขาเรียนรู้และเติบโตขึ้น และเขาไม่ได้มองว่าวงสนทนาเป็นสถานที่ที่มีไว้อวดว่าใครฉลาดกว่าใคร หรือใครรู้อะไรมากกว่าใคร แต่เขามองว่าวงสนทนาคือสถานที่ที่มีไว้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
สิ้นปีกำลังจะมาถึงในไม่กี่อาทิตย์ เพื่อไม่ให้ปลายปีนี้เราต้องเฉามานั่งไล่ลิสต์ที่เขียนไว้ต้นปีเพื่อกดก๊อปปี้วาง แล้วไปพอกไว้ปีหน้า UNLOCKMEN ขอทำหน้าที่เป็นป๋าดัน แนะนำวิธีคลอดไอเดียเป็นล้านที่คุณมี ให้มันไม่เป็นแค่จินตนาการฟุ้ง ๆ ในอากาศ สามารถบรรลุเป้าหมายได้แม้ว่าคุณจะงานล้นมือหรือมีเวลาน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม เหตุผลคนดองไอเดีย ไม่ได้ขี้เกียจแค่ทางเลือกมันเยอะเกิน ใครที่ไอเดียพลุ่งพล่านมาหลายปี แต่ชั่วชีวิตนี้ไอเดียก็ยังเป็นได้แค่ไอเดียเฉย ๆ ไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างในชีวิตจริงสักที เรื่องนี้อธิบายได้ว่ามันมีเหตุผลของมัน เพราะเคยมีนักจิตวิทยาทำวิจัยเรื่องการวางแผนลงทุนเพื่อนการเกษียณสำหรับพนักงานไว้แล้วพบว่า ยิ่งเรามีทางเลือกให้เลือกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ แทนที่เราจะได้ทำตามทางเลือกเหล่านั้นกลับกลายเป็นว่าไอ้ทางเลือกเยอะ ๆ นี่แหละที่สกัดดาวรุ่งเรา จนสุดท้ายคนที่เข้าร่วมการวิจัยที่เจอทางเลือกลงทุนเยอะ ๆ เข้าไปเลยล้มแผนออมเพื่อเกษียณมันซะเลย ดังนั้น การขยับไปทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสิบเป็นร้อยสิ่งนี่แหละที่มันดูดพลังงานเราเหลือเกิน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับเรา นี่คือ 5 สิ่งที่เราควรปักหมุดในใจและลงมือทำเสมอไม่ว่าจะคิดอะไรอยู่ ใครพร้อมลุยก่อนสัปดาห์สุดท้ายของปีจะมาถึงก็เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอฤกษ์ปีใหม่แต่อย่างใด 1. สร้างเดดไลน์ย่อย ๆ ให้เดินตาม โปรเจ็กต์งานชิ้นนี้ให้เวลา 2 เดือน ฟังดูเหมือนจะนานเพราะเราคิดเอาเองว่างานชิ้นนั้นวันสองวันก็เสร็จแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงสิ่งที่เราเจอมันกลับกลายเป็นหวุดหวิดจะไม่ทันเสียได้ ถ้าใครอยู่ในอาการนี้อาจจะเข้าข่ายว่าเรากำลังเข้าโหมด Parkinson Law ที่กล่าวไว้ว่า “การทำงานมันยืดจนเต็มเวลาเดดไลน์ได้เสมอแหละ” ซึ่งถ้าถามว่าเวลาไปไหนหมด ทำไมไปปั่นตอนใกล้นนาทีสุดท้ายมันชัดเลยว่าเราเอาไปเติมอย่างอื่น เช่น ขอเล่นเกมก่อน
สิ่งที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นต้องพบเจออยู่เสมอคือความตึงเครียดในการทำงานแต่ละวัน กลายเป็นภาพลักษณ์ให้คนทั่วโลกเห็นว่าคนญี่ปุ่นมักบ้างาน แต่ใช่ว่าขยันแล้วจะดีเสมอไปเพราะแท้จริงแล้วความขยันมากไปนั่นแหละที่จะสร้างความลำบาก บางครั้งก็เสียเวลาไปกับการทำโอทีโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร วัฏจักรแบบมนุษย์เงินเดือนที่เวียนไปทุกวันไร้ซึ่งการตอบคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุขท่ามกลางกองงานพะเนิน แล้วโรคบ้างานแบบนี้มีโอกาสจะเกิดกับมนุษย์เงินเดือนไทยมากน้อยแค่ไหน ? จุดเริ่มต้นของ ‘โรคบ้างาน’ หรือ ‘Workaholic’ เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1969 เหล่าทีมวิจัยค้นพบโรคบ้างานหรือ ‘คาโรชิ’ มีต้นเหตุจากการเสียชีวิตของหนุ่มญี่ปุ่นอายุ 29 ปี เพราะพื้นฐานของคนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ ความภักดีต่อองค์กรที่ตัวเองอยู่ รวมถึงเรื่องความรับผิดชอบที่สูงลิบ ค่านิยมเหล่านี้ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ และไม่แปลกที่พวกเขาจะทำให้โรคบ้างานกลายเป็นโรคยอดฮิตของชายชาวญี่ปุ่น เดิมทีโรคบ้างานถูกพบแค่ในหมู่ชายชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานไม่ต่างจากผู้ชายญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก โรคบ้างานจึงแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกรวมถึงในประเทศไทย จากการสำรวจประชากรไทยพบว่ามีคนเป็นโรคบ้างานถึงร้อยละ 67 และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เราอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ขอบอกเลยว่าไม่จริง แม้บางครั้งเหล่าผู้ขยันทำงานเกินเหตุอาจรู้สึกสนุกไปกับการทำงานหนัก โดยไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบกับร่างกายเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงแล้วโรคภัยจำนวนมากต่างแห่เข้ามาอย่างไม่รู้ตัวทั้ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพาต เพราะความเครียดทำร้ายระบบการไหลเวียนของเลือดจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน รวมถึงโรคซึมเศร้าที่คนบ้างานมีโอกาสจะเจอสูงกว่าคนทั่วไป วิจัยวารสารวิชาการ PLOS One ของมหาวิทยาลัย Bergen University กล่าวว่าคนขยันทำงานเกินเหตุมีโอกาสเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำสูงถึง 25.6% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตามปกติ รวมถึงมีโอกาสเกิดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เห็นได้ชัดว่าการทำงานหนักนั้นก่อให้เกิดโรคทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมเมื่ออยู่กับความเครียดเป็นเวลานาน เหล่ามนุษย์เงินเดือนผู้ขยันขันแข็งมักหาทางออกโดยการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด และทำให้ต้องเพิ่มโรคมะเร็งปอดกับตับแข็งเข้าไปอีก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นบ้างานหรือไม่? มนุษย์เงินเดือนบ้างานสามารถสังเกตุว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกายหรือไม่ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้ายทอย
กว่าเราจะยอมไว้เนื้อเชื่อใจใครสักคนให้มาร่วมเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเวลานอนหลับคือช่วงเวลาที่เราปล่อยตัวปล่อยใจที่สุด เราอ่อนแอที่สุดและป้องกันตัวเองได้น้อยที่สุด ดังนั้นใครสักคนที่เรายอมพลีกายร่วมหมอนนอนเสื่อด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือสาวน่ารัก ๆ สักคนจึงเป็นคนสำคัญกับเราไม่น้อย ในฐานะผู้ชาย ถ้าเรานอนร่วมเตียงกับใครสักคนเราก็ย่อมอยากให้เขาหรือเธอคนนั้นได้หลับเต็มอิ่ม มีคุณภาพการนอนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนนั้นคือคุณภรรยาสุดที่รักหรือแฟนสาวที่อยู่กินด้วยกันมา แต่มันจะช็อกโลกแตกขนาดไหน ถ้าเรากำลังจะรู้ความจริงที่สาว ๆ ออกมาระบุว่า “นอนกับหมายังหลับสบายกว่านอนกับคน!” อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย หายใจลึก ๆ แล้วมาอ่านรายละเอียดงานวิจัยชิ้นนี้ไปด้วยกันก่อน ดร. Christy L. Hoffman ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมสัตว์ นิเวศวิทยาและการอนุรักษ์จาก Canisius College ผู้เป็นทีมนักวิจัยผู้พยายามสำรวจว่าสัตว์เลี้ยงมีผลต่อคุณภาพการนอนหลับของมนุษย์อย่างไรโดยงานวิจัยนี้มีชื่อว่า An Examination of Adult Women’s Sleep Quality and Sleep Routines in Relation to Pet Ownership and Bedsharing พวกเขาสำรวจผู้หญิงจำนวน 962 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่า 55% นอนร่วมเตียงกับสุนัขอย่างน้อยหนึ่งตัวและ 31 %
เสียงเคี้ยวอาหารเป็นจังหวะ เสียงเคี้ยวหมากฝรั่ง เสียงเคาะโต๊ะ เสียงกรรไกรที่กำลังแบ่งกระดาษเป็นชิ้น ๆ และอีกสารพัดเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา นับเป็ย Ambient ที่เรามองข้ามและอาจไม่เคยตั้งใจฟังมันจริง ๆ เลยสักครั้ง เชื่อไหมว่ามีบางคนที่ “ฟิน” กับเสียงเหล่านั้น (หรือคุณเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน) เราอาจจะคุ้นเคยกับการฟังเพลงแล้วฟิน ด้วยดนตรี เนื้อเพลง หรือเสียงของนักร้อง แต่ครั้งนี้มันจะแตกต่างออกไป เพราะเสียงที่คนบางกลุ่มฟินนั้น มันคือเสียง Ambient ในชีวิตประจำวัน ที่ถูกทำขึ้นมาอย่างจงใจ แล้วเก็บเสียงนั้นมาร้อยเรียงเป็นแทร็กให้เราฟังไม่ต่างจากเพลง UNLOCKMEN พามาทำความรู้จักกับ ‘ASMR’ จะได้เก็ตว่าทำไมคนเราถึงฟินกับเสียงประหลาดเหล่านั้นได้ เสียงเหล่านั้น ทำอะไรกับร่างกาย ? ‘ASMR’ หรือ Autonomous sensory meridian response เข้าใจง่าย ๆ คือการตอบสนองทางความรู้สึกเมื่อประสาทสัมผัสของเราไป Touch กับอะไรที่มันตรงจุดแล้วทำให้เราฟินได้ วันนี้ที่เราจะพูดถึงคือเสียง Ambient ในชีวิตประจำวัน อย่างการเคี้ยวอาหาร การตัดกระดาษ เสียงห้องครัวในตอนที่ทำกับข้าว หรือเสียงที่เป็นระเบียบมากขึ้นอย่างเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม เครื่องซักผ้า เสียงที่มีจังหวะแน่นอนหรือที่เราเรียกมันว่า White Noise เสียงเหล่านี้ทำให้เราเกิดสมาธิ จดจ่อกับมันได้นานจึงถูกนำไปใช้เป็น
ถ้าพูดถึงจักรวาลของเศรษฐีระดับโลก ชื่อของ Bill Gates มักไปโผล่อยู่ในนั้นเสมอ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขาเลยแม้แต่น้อยทว่าเขายังคงทำต่อเนื่องและน่าจะไปเอาดีทางนี้ด้วย คงเป็นเรื่องทูตนักอ่านหนังสือนี่แหละ เพราะหลายคนเฝ้ารอว่าเขาจะพลิกเล่มไหนอ่าน เผื่อเราจะถอดรหัสวิธีคิดของเขาออกมาได้บ้าง นี่คือ 5 เล่มในปี 2018 นี้ที่ Bill Gates หยิบจับพลิกไปมาในมือ ใครที่อยากอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่มจากบิดา Microsoft ในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะถึงนี้ เตรียมตัวไปหาซื้อหรือยืมมาอ่านกันได้เลย Bad Blood: Secrets and Lies in a Silicon Valley Startup, John Carreyrou เล่มแรกที่วางไม่ลงต้องยกให้เล่มนี้ เพราะมันเป็นหนังสือสารคดีจากเรื่องจริงที่มีเนื้อหาเชือดเฉือนไปมาสุดฤทธิ์ของสตาร์ทอัพประวัติศาสตร์อย่าง Theranos ที่สามารถแหกตา Silicon Valley ได้อยู่หมัด จากผลงานของ Elizabeth Holmes – CEO หญิงหน้าสวย อายุน้อยที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นด้วยการสวมเสื้อคอเต่าแบบเฮีย Steve Jobs กับการพูดด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำ ที่หลอกขายฝันคนใน Sillicon Valley
เมื่อคุณมีพ่อเป็นดวงดาวที่เฉิดฉายของฮอลลีวู้ด คุณคิดว่าตัวเองคงได้เป็นเด็กน้อยที่ใช้ชีวิตแสนสบาย เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ห้อมล้อมไปด้วยความ Luxury ใช้ชีวิตกับพี่เลี้ยงเพราะคุณพ่อมีเวลาเพียงน้อยนิด การใช้ชีวิตแบบนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่นั่นคือสิ่งที่ Chris Hemsworth ไม่ได้ต้องการให้เกิดกับลูก ๆ ของเขา เขาคือพ่อคนหนึ่งที่เชื่อว่าครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด เขาเลยให้ครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญและสมบูรณ์ที่สุด หน้าที่ของการเป็นพ่อที่ดีสำหรับเขาจึงไม่ใช่แค่การให้ลูกได้โม้ว่ามีพ่อเป็นดาราดัง หรือการประเคนเงินให้ลูกใช้แบบอันลิมิต มาดูกันว่าหนุ่ม Chris เขาเลี้ยงลูกของเขาได้เท่ขนาดไหน ชอบอย่างไหนทำอย่างนั้น เรามักจะคุ้นเคยกับภาพที่เขาใช้เวลากับลูก ๆ ทั้งสาม ไม่ใช่เรื่องการขับเคี่ยวให้ลูกกลายเป็นอัจฉริยะด้านใด แต่เป็นการปล่อยให้ลูก ๆ ได้เล่นตามใจ ส่วนมากจะเป็น Outdoor Activity ที่เขาเองก็ชื่นชอบ เพราะเขาและลูก ๆ มักจะแลกเปลี่ยนความชื่นชอบ ผลัดเปลี่ยนกันทำกิจกรรมที่แต่ละคนชอบกัน ไม่ว่าจะเป็นคริสเล่นกับลูก ๆ เหมือนกับเขาเองเป็นเด็กด้วยเช่นกัน ปล่อยให้ลูกสาวทาเล็บเท้าของเขา แม้จะไม่เข้ากับ Look ของเขาเลยก็ตาม หรือลูก ๆ ออกไปผจญภัย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเขามักจะใช้เวลาในวันหยุดด้วยกัน นั่นทำให้เขาและลูก ๆ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเสมอ แม้จะฟังดูเป็นการตามใจลูกเกินเหตุ แต่เรื่องระเบียบวินัย พื้นฐานของการใช้ชีวิตร่วมกัน เขาเองก็สอนลูกเหมือนกับบ้านอื่นเช่นกัน เขาไม่ยอมปล่อยให้ลูก ๆ กินขนมหวานมากเกินไป
ธรรมเนียมส่งท้ายปีอย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้นการจัดอันดับและการรวบรวมสารพัดลิสต์น่าสนใจ ตลอดเดือนธันวาคมนี้ UNLOCKMEN ก็ไม่พลาด จะทยอยรวมหมัดเด็ดแห่งปีของสรรพสิ่งทุกแขนงมาไว้ให้เสพ แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่แค่หนัง เพลง หนังสือ หรือวัตถุทางสังคม วัฒนธรรมเท่านั้นที่สะท้อนตัวเราตลอดหนึ่งปี การเมืองก็เป็นอีกหมุดหมายที่จะช่วยให้ผู้ชายอย่างเราเข้าใจตัวเองและสิ่งรอบตัวมากขึ้น การได้ไล่เรียงว่าปีหมานี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะคสช. ได้เอ่ยวาทะเด็ดทะลวงใจอะไรเอาไว้บ้างก็ยิ่งย้ำเตือนว่าผู้นำประเทศแบบพลเอกประยุทธ์ ชาตินี้คงไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว … “ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน” ข้อความเต็ม: “ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว ทุกวันนี้ผมสู้รบทุกวัน ในบ้านกลับมาก็ทะเลาะกับเมีย เมียถามว่าทำไมอันนี้ไม่ทำ ผมบอกทำแล้ว บางเรื่องทำไม่ไหวก็หงุดหงิด สรุปว่าผมไม่มีความสุข ทุกคนไม่มีความสุข ผมจึงต้องคืนความสุขให้ประชาชน และได้รับความทุกข์แทนไง” ที่เกิดเหตุ: พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากล่าวตอนมอบนโยบายให้เอกอัครราชทูตไทยในยุโรป และ ผู้ช่วยทูตทหารประเทศในยุโรป ณ งานเลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรม สตาร์ โฮเตล โรซ่า แกรนด์ นครมิลาน ประเทศอิตาลี สิ่งที่ไม่น่ามีใครเหมือน: ไม่ว่าจะอยากลาออกแค่ไหน แต่นายกฯ ก็อยู่ยาว ๆ มาได้ตั้ง 4 ปี
“Words are more powerful than weapons.” หนึ่งในวลียอดฮิตที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความจริง ยิ่งถ้าเราลองเปิดบันทึกประวัติศาสตร์โลกดูจะพบว่าในเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์ คำพูดหรือ Speech เพียงไม่กี่นาทีกลับพลิกประวัติศาสตร์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ นอกจากจะส่งผลต่อเรื่องราวในอดีตแล้ว Speech ที่ยิ่งใหญ่นั้น ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่ตกยุค ยังร่วมสมัยและสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้เสมอ วันนี้เราจึงยก 5 Speech สำคัญในบันทึกประวัติศาสตร์จากปากบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ากาลเวลาไม่สามารถทำอะไรได้ และเราเชื่อว่านี่จะเป็นบทเรียนชีวิตชั้นดีให้กับหนุ่ม ๆ ได้แน่นอน Duties of American Citizenship – Theodore Roosevelt Buffalo, New York, January 26, 1883 Speech ที่ดีที่สุดของประธานาธิบดีคนที่ 26 แห่งสหรัฐอเมริกาในการกล่าวกล่าวปาฐกถาที่เมือง Buffalo มลรัฐ New York ครั้งนี้ Theodore Roosevelt พูดถึง ‘หน้าที่ของพลเมืองอเมริกัน’ เขาเจาะลึกเหตุผลทางทฤษฎีว่าทำไมทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมทางการเมือง อีกทั้งยังกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองของรัฐที่จะสร้างรัฐบาลที่ดีขึ้นมาและเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเอาใจใส่ ผ่านมากว่า 120 ปีแล้ว แต่ Speech
“ศิลปะแม่งคืออะไรกันแน่?” ประโยคคำถามไม่สั้นไม่ยาว แต่ชวนให้ผู้ชายอย่างเรากุมขมับครุ่นคิดได้ไม่รู้จบ เข้าขั้นปัญหาโลกแตกจำพวกความรักคืออะไร ? หรือไก่กับไข่อะไรมันเกิดก่อนกันวะ ? ศิลปะสำหรับบางคนจึงเป็นสิ่งสูงส่งไกลตัว ศิลปะคือสิ่งกินไม่ได้ แล้วเราแม่งจะไปสนใจมันทำไม ? ในขณะที่ศิลปินก็ดูเป็นคนเข้าถึงยาก พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำช่างสูงส่ง ล้ำค่า ในขณะที่คนทำงานศิลปะบางคนนิยามสิ่งที่พวกเขาทำต่างออกไป ศิลปะมันไม่ได้สูงส่งอะไรอย่างที่ใครพยายามยัดเยียด ศิลปะไม่ใช่ศีลธรรมล้ำค่าที่ใครต้องมาเคารพ กราบไหว้ ศิลปะสำหรับพวกเขาจึงอาจหมายรวมถึงการกิน-ขี้-ปี้-นอน ใช่ ศิลปะหมายถึง “ชีวิต” ที่จะเป็นใคร สูงส่งหรือไม่ก็เข้าถึงศิลปะได้เท่า ๆ กัน วิธีคิดที่ว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องสูงส่งหรือปีนบันไดดู ทีม UNLOCKMEN ลงความเห็นร่วมกันว่าโคตรเท่ และเมื่อถึงปลายปี ห้วงเวลาที่เราตระเวณสนทนากับศิลปินมาหลากหลายแล้วต้องรวมลิสต์ HIGH & HYPE ให้เหลือ 5 คน เราจึงยกให้ 5 ศิลปินต่อไปนี้เป็นศิลปินที่เราว่า HIGH & HYPE ในความหมายของการสร้างสรรค์แบบที่เราชอบที่สุดในปี 2018 แพร-รัมภาพร วรสีหะ ศิลปะแม่งคืออะไรกันแน่: ศิลปะอาจคือการร้อยเรียงตัวตน ศิลปะแบบที่เราถูกฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก อาจหมายถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือศิลปะต้องรับใช้สังคม แต่กับ แพร-รัมภาพร


