เมตาเวิร์ส (Metaverse) เริ่มกลายเป็นคำที่เราคุ้นหูมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากช่วงปลายเดือนที่แล้ว ทาง Facebook ได้รีแบรนด์ตัวเองเป็น Meta เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของบริษัทว่าจะมุ่งพัฒนา Metaverse อย่างจริงจัง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ ความสนใจใน Metaverse พุ่งขึ้นอย่างล้นหลาม จนนักลงทุนแห่กันไปลงทุนในบางเหรียญคริปโตที่มีความเกี่ยวข้องกับ Metaverse เช่น MANA Decentraland ที่เกิดราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 46% นับตั้งแต่มีข่าวออกมา เรื่องของโลกเสมือนจึงกลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนเห็นว่าจะมาในอนาคต และจะนำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่มาสู่คนทุกหมู่เหล่า ตั้งแต่นักช้อป ไปจนถึง นักธุรกิจทุกระดับเช่นกัน เจ้าของแบรนด์ทุกคนจึงควรรู้จักเจ้า Metaverse กันเอาไว้ เพื่อให้พร้อมกับการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาถึงได้เร็วขึ้น Metaverse คือ อะไร ย้อนกลับไปเมื่อปี 1992 นักเขียนนิยายชาวอเมริกันชื่อว่า นีล สตีเฟนสัน ได้พูดถึงคำว่า Metaverse (เหนือจักรวาล) เอาไว้ใน Snow Crash นิยายแนวไซเบอร์พังก์ที่เขาเป็นคนเขียน ซึ่งเขาอธิบายว่า มันคือ พื้นที่ในจินตนาการที่มีความเป็นสาธารณะเปิดให้ผู้ใช้งานเครือข่ายไฟเบอร์ออฟติกสามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยภาพของพื้นที่จะถูกฉายบนแว่นตา Virtual Reality
แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะพูดถึงหลายผลเสียของ Multitasking หรือ การทำภาระหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น ทำให้เนื้อสมองสีเทา (grey matter) ในสมองลดลง ทำให้ความทรงจำแย่ลง ทำให้มีสมาธิน้อยลง ทำให้เป็นภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลมากขึ้น ไปจนถึง ทำให้เรามีความ productive ลดลง แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถโฟกัสกับงานที่ละชิ้นได้ อาจเพราะมีงานหลายชิ้นที่ต้องทำให้เสร็จในเวลาเดียว หรือ อาจทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารที่ต้องใช้สมาธิกับภาระหลายอย่างพร้อมกัน บางคนจึงต้อง Multitasking อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากใครเจอที่กำลังเจอกับปัญหาแนวนี้ เรามี 3 คำแนะนำที่จะช่วยให้คุณ multitasking ได้เทพขึ้นกว่าเดิมมาฝาก ทำงานที่คล้ายกันพร้อมกัน สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานที่ใช้ ฟังก์ชันสมองระดับสูง (High-level brain function) พร้อมกันได้ (เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับการหาไอเดีย และ งานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนแก้ปัญหา เป็นต้น) พูดง่าย ๆ คือ เราไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้ความคิดพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราทำพร้อมกันได้มีเพียงงานที่ใช้ ฟังก์ชันสมองระดับต่ำ (Low-level brain functions) เช่น การหายใจ กับ การสูบฉีดเลือด
บางครั้งการขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาส่วนตัวจากเพื่อนสนิท คนในครอบครัว หรือ แฟน ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกโล่งใจกว่าเดิม กลับกันมันยิ่งพาเราดาวน์หนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป เพราะผู้ให้คำปรึกษาดันไม่คิดถึงอารมณ์และความรู้สึกของเราเวลาเจอกับปัญหา แถมยังให้คำแนะนำที่ทำให้เราดูเป็น ‘ไอ้โง่’ ด้วยอีก แม้มันจะเป็นคำแนะนำที่สมเหตุสมผล และควรทำตามเมื่อเจอกับปัญหาจริง แต่ในสถานการณ์จริง เรามักทำตามคำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ เพราะความเครียด ความกังวล หรือ ความตื่นตระหนก มันทำให้เราไม่สามารถคิดและตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้เต็มที่ และอาจตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป ลองจินตนาการดูว่าเวลาเจอคนเป็นลมหมดสติโดยบังเอิญ เราจะ react อย่างไรบ้าง เรามักได้รับคำแนะนำมาว่าให้รีบทำ CPR โทรเรียกรถฉุกเฉิน หรือ พาผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลในทันที แต่ในสถานการณ์จริง เรามักจะเกิดความกังวลหลายอย่างจนเป็นคำถามในใจ เช่น เราจะปฐมพยาบาลเขาได้ดีพอรึเปล่านะ หรือ ถ้าเราพลาดเราจะซวยแค่ไหนกัน เป็นต้น จนสุดท้ายเราอาจทำในสิ่งที่ต่างออกไป เช่น เพิกเฉย หรือ เดินหนีออกมาจากสถานการณ์นั้น การละเลยดีเทลตรงนี้เองที่ทำให้การปรึกษามักต้องเจอกับความล้มเหลวอยู่เสมอ จนหลายคนที่ขอคำปรึกษารู้สึกเสียใจภายหลัง และไม่กล้าเปิดใจให้ใครไปนาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะการเก็บปัญหาไว้กับตัวเองเพียงผู้เดียว มักทำให้เกิดความเครียดสะสมและอาการเก็บกดที่ทำสุขภาพจิตเสื่อมลงทุกวัน จึงดีกว่าถ้าทุกคนสามารถรับมือกับมันได้ โดยเริ่มจากการเข้าใจปัญหาที่เรียกว่า ‘Empathy Gap’ Empathy Gap คืออะไร
การปฏิเสธงานเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเสมอ เพราะหลายคนกลัวว่าการเซย์โน หรือ การโยนงานให้คนอื่น จะทำให้ตัวเองสูญเสียความน่าเชื่อถือ หรือ ทำให้ตัวเองดูไม่ดีในสายตาของเพื่อนร่วมงาน จนการงานไม่มีความมั่นคง สุดท้ายก็เลยรับงานที่ไม่พร้อมจะทำมาสะสมไว้ จนนาน ๆ เข้า เราก็ต้องปวดหัวกับ to-do list ที่ยาวเป็นหางว่าว และประกอบไปด้วยงานที่ดูดพลังอย่างแสนสาหัส เราจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้เรากำจัดงานที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรมี รายการของสิ่งที่ไม่ควรทำ (not-to-do-list) รายการของสิ่งที่เราไม่ควรทำ หรือ ควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด วิธีการทำ not-to-do-list สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการจัดการเวลา not-to-do-list จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยได้มาก เพราะมันเหมือนเป็นกรอบ หรือ ตัวช่วยเตือนเราถึงสิ่งที่ไม่ควรทำ เราจะกำจัดงานที่ไม่มีคุณค่าได้ง่ายขึ้น สามารถโฟกัสกับงานที่สำคัญได้มากขึ้น และท้ายที่สุดเราก็จะมีเวลาในการหายใจหายคอมากขึ้น มันยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้นิสัยแย่ ๆ (เช่น การผลัดวันประกันพรุ่ง หรือ การไม่กล้าปฏิเสธงานคนอื่น) ได้อย่างอยู่หมัด UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการทำ not-to-do-list ที่ทุกคนสามารถทำกันได้ง่ายแต่ให้ประโยชน์มหาศาล 1.เริ่มจากการกำหนดสิ่งที่ควรอยู่ใน not-to-do-list งานที่เราไม่ถนัด งานที่ทำให้เราไม่มีสมาธิ งานที่เราไม่จำเป็นต้องทำ งานที่เราให้คนอื่นทำแทนได้ งานที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา
ชีวิตของผู้ใหญ่มักเต็มไปด้วยความวุ่นวายอยู่เสมอ ไหนจะต้องเลี้ยงดูคนรอบข้าง ไหนจะต้องเครียดเรื่องงานและค่าใช้จ่าย ไหนจะต้องเสพข่าวร้าย ๆ จากโซเชียลมีเดีย ปัญหาชีวิตเหล่านี้อาจทำให้เราเหมือนตกอยู่ในความวุ่นวาย จนรู้สึกเหนื่อยและหมดไฟในการเรื่องต่าง ๆ ได้ในที่สุด บางคนจึงเลือกใฝ่หาความสงบ เพื่อพักผ่อนจิตใจ หรือ ทุ่มเทให้กับการคิดถึงเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะหาความสงบในชีวิตเจอได้ เพราะบางคนอาจทำงานยุ่งทั้งวันจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น UNLOCKMEN จึงอยากมาแนะนำวิธีการเพิ่มความโปรดักทีฟชื่อว่า ‘Monk Mode’ ซึ่งได้รับการเคลมจากหลายคนแล้วว่าช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ได้มาก Monk Mode คือ อะไร Monk Mode คือ การกำหนดช่วงเวลาที่เราจะใช้ในการทุ่มเทสมาธิ และพลังงานของเราไปยังเป้าหมายที่เราต้องการทำให้สำเร็จ เช่น การกำหนดเวลาในการนั่งสมาธิเพื่อเลิกเหล้า หรือ การกำหนดเวลาในการออกกำลังกาย เพื่อให้เรามีรูปกายที่สมบูรณ์แบบ หรือ การกำหนดเวลาในการฝึกฝนทักษะเพื่อรองรับการทำงานสายใหม่ เป็นต้น Monk Mode จะไม่เหมือนกับการทำตามเป้าหมายตรงที่ว่า มันให้ความสำคัญกับการกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต และการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยตลอดเวลาที่เราเข้าสู่ Monk Mode เราจะโฟกัสแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเรา (เช่น การอ่านหนังสือ หรือ การออกกำลังกาย เป็นต้น) โดยไม่สนใจสิ่งรบกวนอื่น เช่น
ชีวิตของมนุษย์มักไม่สมบูรณ์ แต่ละคนล้วนเจอเรื่องดีและเรื่องร้ายปะปนกันไปในชีวิต ประสบการณ์ที่ดีมักทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิต ส่วนความทรงจำที่เลวร้ายอาจบั่นทอนชีวิตของเราได้หลายระดับ บางคน move on จากปัญหาได้เร็ว บางคน move on ได้ช้า จึงโดนความทรงจำทำร้ายอย่างหนักหนาสาหัญมากกว่าคนอื่น UNLOCKMEN จึงอยากมาแนะนำวิธีรับมือกับ Emotional Baggage เพื่อให้ทุกคนสามารถ move on จากอดีตได้เร็ว ขึ้นและสามารถกลับมามีชีวิตแบบปกติอีกครั้ง อะไร คือ สัมภาระอารมณ์ (Emotional Baggage) Emotional Baggage หมายถึง มวลอารมณ์ลบที่เราสะสมจากประสบการณ์ที่ย่ำแย่ในอดีต เช่น เคยอกหักรักคุด เคยสูญเสียคนสำคัญในชีวิต เคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่จนตกงาน หรือ เคยมีช่วงชีวิตที่ย่ำแย่ในวัยเด็ก เป็นต้น ซึ่งถ้าเราไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ลบเหล่านี้ได้อย่างดี มันอาจพัฒนาเป็นปมด้อยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้หลายอย่าง เช่น ทำให้มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง มองโลกในแง่ลบ หรือ ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง เป็นต้น Emotional Baggage เป็นคำเปรียบเทียบของอารมณ์ตกค้าง หรือ Trapped emotion ซึ่งมักเกิดขึ้นเวลาที่เราเจอกับเรื่องสะเทือนใจ เพราะผลของเหตุการณ์ อาจทำให้เรารู้สึกช็อคจนไม่สามารถประมวลผล
คนทำงานประจำ 5 วันต่อสัปดาห์ มักรู้สึกฮึกเหิมในการทำงานในวันศุกร์มากกว่าวันอื่น เพราะวันถัดไป คือ เริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งมักทำให้เรารู้สึกว่าทำงานอีกนิดเดียวก็จะได้พักผ่อนแล้ว!! หลายคนจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากเคลียร์งานทั้งหมดให้จบในวันนี้กัน อย่างไรก็ตาม วันหยุดสุดสัปดาห์จริง ๆ อาจมีแค่วันเสาร์ เพราะวันอาทิตย์อยู่ใกล้กับวันจันทร์ และเป็นเหมือนสัญญาณว่าวันหยุดกำลังจบลง มันจึงทำให้เราได้พักผ่อนน้อย พร้อมกับมีอาการแย่ ๆ ที่เรียกว่า Sunday Blues หรือ ภาวะประสาทกินในวันอาทิตย์ได้เหมือนกัน หากชีวิตของใครกำลังอยู่ในวงจรนี้ อาจได้รับผลกระทบจาก Weekend Effect เสียแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะมันอาจทำให้สุขภาพจิตของคุณเสื่อมเสียเร็วกว่าปกติ จากการที่คุณรู้สึกว่าต้องอดทนทำงานไปวัน ๆ เพื่อให้มีชีวิตรอดถึงสุดสัปดาห์ เราจึงอยากมาแนะนำวิธีการเอาชนะ Weekend Effect เพื่อปลดล็อคความสุขในทุกวัน ทำไมสุดสัปดาห์ถึงเป็นเหมือนสวรรค์ของใครหลายคน แต่ก่อนอื่นเลย เราอยากทำให้ทุกคนเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ Weekend Effect เกิดขึ้นก่อน โดยเรามีงานวิจัยเรื่องนี้ในบริบทของการทำงานมาช่วยอธิบายให้ทุกคนฟัง งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Social and Clinical Psychology (2010) ได้ติดตามชีวิตของผู้ใหญ่จำนวน 74
หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ ‘ผู้นำ’ คือ การนำพาทีมหรือองค์กรไปสู่ความสำเร็จให้ได้ในที่สุด ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยหลายทักษะ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะในกำกับดูแลผู้อื่น ทักษะในการสื่อสารอย่างชัดเจน ไปจนถึง ทักษะในการให้กำลังใจคนอื่น แต่ในองค์กรมักจะมีหัวหน้าประเภทหนึ่ง ที่เมื่อเลือนขั้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำในองค์แล้ว พวกเขากลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเหมาะสม พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อทีมทำงานของตัวเอง ไม่ยอมกำกับการทำงาน หรือ ดูแลสารทุกข์สุขดิบของลูกน้องเลย เอาแต่สนใจผลประโยชน์รวมถึงอภิสิทธิ์ที่ได้รับจากตำแหน่ง เราเรียกหัวหน้าประเภทนี้ว่าเป็น absentee leader ซึ่งเป็นผู้นำประเภทที่ทำลายองค์กรได้อย่างร้ายกาจ ความร้ายกาจของ absentee leader หลายคนคิดว่า หัวหน้าที่ปล่อยให้ลูกน้องทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่ค่อยจู้จี้จุกจิก หรือ สนใจการทำงานของลูกน้องมาก จะทำให้ลูกน้องมีความสุขมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง absentee leader อาจทำให้ลูกน้องไม่มีความสุขในการทำงานเลย เพราะพฤติกรรมต่าง ๆ ของพวกเขา (เช่น ไม่ยอมควบคุม หรือ กำกับการทำงานของลูกน้องในระดับที่น้อยมาก มักตัดสินใจล่าช้าอยู่ ไม่มี performance feedback หรือ ไม่เคยกระตุ้นให้พนักงานทำงาน เป็นต้น) สามารถทำให้ลูกน้องเจอกับปัญหากับเพื่อนร่วมงานบ่อยขึ้น เกิดความคลุมเครือในบทบาทหน้าที่ของตัวเองได้ง่ายขึ้น ถูกกลั่นแกล้งได้มากขึ้น และรู้สึกหมดไฟกับการทำงานได้ง่ายขึ้น เมื่อปัญหาเหล่านี้
ในชีวิตนี้เราคงผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เรามีความสุขมามากมาย เช่น ตอนที่ได้ของขวัญวันเกิด ตอนที่ได้รางวัลใหญ่ ตอนที่จีบสาวติด หรือ ตอนที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ เหตุการณ์เหล่านั้นคงทำให้หลายคนเกิดอาการดีใจเบิกบาน ร่าเริง และมีกำลังใจในการใช้ชีวิตไปอีกหลายวัน แม้ความสุขดูจะเป็นสิ่งที่ดีจนทำให้หลายคนพยายามตามหามัน แต่วิทยาศาสตร์กลับบอกเราว่า การให้ความสำคัญกับความสุขมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อเราได้ในหลายด้านเหมือนกัน เช่น ทำให้เราเผชิญหน้ากับปัญหาได้แย่ลง ทำให้เราไม่มีความสุข ร้ายที่สุดมันอาจทำให้เราตายไวขึ้นด้วย ความสุขที่มากเกินไปอาจไม่ดีต่อหัวใจ ความสุขที่มากเกินไปอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจของเราอ่อนแรงลงได้ไม่ต่างจากคนอกหัก ทีมวิจัยจาก University Hospital Zurich พบว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขอาจทำให้เราเกิด ภาวะใจแหลกสลาย (Takotsubo syndrome) หรือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงแบบเฉียบพลันได้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย Takotsubo syndrome จำนวน 485 ราย แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนกว่า 96% มีเหตุการณ์เศร้าเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ ส่วนอีก 4% มีอาการจากเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาดีใจสุดขีด งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ความเศร้าที่เป็นภัยต่อหัวใจ แต่ความสุขก็ทำให้ชีวิตตกอยู่ในอันตรายได้เหมือนกัน ความสุขที่มากเกินไปอาจทำให้เราแก้ปัญหาได้แย่ลง แม้ความปิติยินดีจะเป็นแรงผลักดันให้เราใช้ชีวิต และทำให้เราทำอะไรหลายอย่างได้ดีขึ้น แต่ถ้าเราถูกครอบงำด้วยความสุขมากเกินไป ผลที่เกิดขึ้นอาจมีร้ายมากกว่าดี งานวิจัยเมื่อปี 2008 ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ คือ
เมื่อก่อน ‘กัญชา’ สมุนไพรแห่งความผ่อนคลายที่โลกรู้จักสรรพคุณมาอย่างนานนม มักถูกกล่าวโทษด้วยคำพูดต่าง ๆ นา ๆ อยู่เสมอ เช่น ทำให้ก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้นหรือ ทำให้คนขี้เกียจและไร้เรี่ยวแรงในการทำงาน เป็นต้น ปัจจุบันเริ่มมีการพิสูจน์แล้วว่าข้อเสียของกัญชาบางข้ออาจไม่ได้เป็นความจริงเสมอไป เช่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร SAGE Journals (2020) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสูบกัญชาหลังเลิกงานไม่ส่งผลเสียต่อการทำงานในวันรุ่งขึ้น การทดลองที่เริ่มต้นโดย Jeremy B. Bernerth และ H. Jack Walker นักวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยซานดิเอโกสเตท และ มหาวิทยาลัยออเบิร์น ประเทศสหรัฐฯ ต้องการศึกษาเอฟเฟคของกัญชาที่มีต่อความสามารถในการทำงานของคน (เช่น พฤติกรรมที่แสดงออกต่อเพื่อนร่วมงาน หรือ ทัศนคติที่มีต่องาน เป็นต้น) โดยการสอบถามคนทำงานจากสถานที่ทำงานทั่วไปจำนวนกว่า 281 คนถึงพฤติกรรมการใช้กัญชา พร้อมให้หัวหน้าของพนักงานเหล่านั้นประเมินผลการทำงานของพวกเขา พนักงานทุกคนจะต้องรายงานเรื่องการใช้กัญชาแก่นักวิจัย (เช่น ความถี่และช่วงเวลาในการบริโภคกัญชา) ส่วนหัวหน้าจะเป็นคนประเมินผลการทำงานของพนักงานเหล่านั้นโดยใช้ 3 เกณฑ์ ได้แก่ ความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ ทัศนคติที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน และทัศนคติที่มีต่อตัวงาน เมื่อได้ข้อมูลครบแล้ว สุดท้ายนักวิจัยก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และสรุปผลการทดลอง ผลการวิจัยพบว่า
เวลาป่วยหลายคนอาจไม่กล้าที่จะลางานด้วยหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาด้านการเงิน ภาระงานที่กองเป็นภูเขา หรือ การอยู่ในสังคมที่มองคนลาหยุดไม่ดี สุดท้ายพวกเขาก็พยายามพาตัวเองมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อมเต็มที่ และทำผิดพลาดได้บ่อยขึ้นในที่สุด ปัญหาเรื่องพนักงานไม่ยอมลาหยุดงาน และมาทำงานตอนป่วย หรือ บาดเจ็บ เราเรียกกันว่า ‘Presenteeism’ ซึ่งสามารถทำลาย Productivity ในการทำงานของคนได้มากถึง 1 ใน 3 แถมปัญหานี้ยังอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดด้วย มีคนทำงานชาวไทยจำนวนมากที่ไม่ยอมลาป่วย และมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม ส่งผลให้พวกเขาทำงานได้ไม่เต็มที่ อ้างอิงจาก การสำรวจของบริษัทประกันซิกน่า (2018) พบว่า คนไทยราว 89% ยังคงไปทำงานแม้ตัวเองจะป่วย หรือ มีสภาพจิตใจที่ไม่พร้อม ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเขาลดลงเหลือเพียง 74% เท่านั้น นอกจากจะทำให้งานเสียแล้ว ปัญหานี้อาจนำไปสู่ปัญหาหนักข้ออื่น ๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องความเหนื่อยล้าของพนักงาน หรือ ปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้นอย่างการแพร่ระบาดของโรคในออฟฟิศ Presenteeism จึงเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อภาคธุรกิจอย่างมาก และคนระดับผู้นำไม่ควรมองข้ามปัญหานี้ ทำไมพนักงานถึงไม่ยอมลาป่วย ? ภาระงานที่มากเกินไป นโยบายที่กระตุ้นให้พนักงานลาหยุดน้อยลง วัฒนธรรมที่สนับสนุนการทำงานหนัก จนถึง มุมมองที่มีต่อการลาหยุดว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ล้วนกระตุ้นให้เกิด
ผู้ชายอย่างเรามักมีภาระกองเท่าภูเขา ไหนจะภาระค่าใช้จ่าย ภาระครอบครัว หรือ ภาระเรื่องงาน ปัญหาเหล่านี้มักทำให้เราปวดหัว เกิดอาการกังวลจนทำตัวไม่ถูกกันอยู่บ่อย ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยเทคนิค การจัดลำดับ (Scheduling) เราจะรับมือกับพวกมันได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน Scheduling คือ ทักษะในการเรียงความสำคัญของกิจกรรมที่เราต้องทำในแต่ละวัน มันจะทำให้เรารู้ว่าควรทำอะไรก่อนและควรทำอะไรหลัง และสามารถลงมือทำอย่างเป็นลำดับที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด หลายคนอาจคุ้นเคยกับมันอยู่แล้ว เช่น การทำตารางเวลา หรือ จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันในรูปแบบของ to-dolist แม้ Scheduling จะทำได้ง่าย และหลายคนทำเป็นอยู่แล้ว แต่มันก็มีทิปที่เราควรรู้ไว้ เพื่อให้เราทำมันได้ดีขึ้นเหมือนกัน UNLOCKMEN อยากมาแนะนำเทคนิคที่ช่วยพัฒนา Scheduling เพื่อชีวิตที่จัดการได้อย่างราบรื่นมากขึ้น กำหนดเวลาที่เราจะเริ่มคิด schedule ทุกวัน ก่อนนอนควรเป็นช่วงเวลาที่เราพร้อมสำหรับการพักผ่อน ถ้าช่วงนั้นหัวเราไม่โล่ง เต็มไปด้วยความกังวลถึงเรื่องต่าง ๆ เราจะมีปัญหาเรื่องการนอน และตื่นมาในสภาพนอนไม่พอได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรทำ to-dolist ก่อนนอน แต่ควรทำก่อนหน้านั้น เพื่อไม่ให้ความกังวลรบกวนการนอนของเรา เราอาจเริ่มทำมันตอนที่สมองเรายังพร้อมรับความกังวลอยู่ เช่น ช่วงก่อนเลิกงาน 10 นาที


