คงไม่มีใครอยากพัฒนาคนที่ทำกำไรให้กับธุรกิจของตัวเอง เพราะนอกจากจะทำให้เสียทุนเปล่าแล้ว มันทำให้บริษัทไม่พัฒนาไปข้างหน้าอีกด้วย ผู้บริหารย่อมอยากพัฒนาคนที่สามารถทำกำไรให้บริษัทได้มากขึ้น และอยู่กับบริษัทไปนาน ซึ่งเครื่องมือนึงที่จะช่วยให้ผู้บริหารเลือกพัฒนาคนได้ถูกจุด คือ กฎ 10-80-10 ที่มาของ 10-80-10 rule กฎ 10-80-10 คือ กฎที่พัฒนามาจาก Pareto principle ของ Vifredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี ซึ่งอธิบายว่า ผลงานหรือความร่ำรวย 80% เกิดขึ้นจากประชากรเพียง 20% เท่านั้น ต่อมาในช่วงปี 1940 Joseph M. Juran วิศวกรชาวอเมริกัน ได้นำกฎนี้มาประยุกต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของคนมากขึ้น โดยมีใจความว่า 80% ของความสำเร็จในโปรเจ็กต์ใดโปรเจ็กต์หนึ่ง เกิดขึ้นจากการลงแรงของทีมเพียง 20% จนถึงปัจจุบันมีกลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่ เช่น John Leach นำ Pareto principle มาพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมของคนมากขึ้น จนเกิดเป็นกฎใหม่ชื่อว่า 10-80-10 ซึ่งแบ่งความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม
หลายคน พอยิ่งโต อาจยิ่งควบคุมอารมณ์ได้เก่งขึ้น แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่ถูกมองว่าเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา เพราะพวกเขาชอบทำอะไรตามใจ และไม่ค่อยคิดถึงผลของการกระทำของตัวเอง สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจได้แย่อยู่เสมอ จนเกิดผลเสียต่อตัวเองและคนรอบข้าง เราเรียกพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นว่า ’Impulsivity’ ซึ่ง UNLOCKMEN ได้นำวิธีป้องกันพฤติกรรมดังกล่าวมาฝากทุกคนด้วย อะไร คือ Impulsivity นักจิตวิทยาใช้คำว่า ‘Impulsivity’ ในการอธิบายพฤติกรรมลงมือทำอะไรบางอย่างโดยไม่คิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมา เช่น การเสียเงินให้กับสิ่งล่อตาล่อใจได้ง่าย หริอ เดินข้ามถนนโดยไม่มองซ้ายมองขวา เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้มักส่งผลเสียต่อเราและคนรอบข้าง เพราะการทำอะไรแบบไม่ยั้งคิด อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันได้ เช่น การสูญเสียคนรัก การสูญเสียเงินโดยใช้เหตุ หรือ การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นต้น Impulsivity เกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะกับเด็กที่ยังไม่ค่อยมีวุฒิภาวะมากนัก และสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ความผิดปกติของสมองส่วน Prefrontal Cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลในการตัดสินใจ การสืบทอดความผิดปกติทางกรรมพันธ์ุ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิด Impulsivity ไปจนถึงความผิดปกติทางจิตประเภทต่าง ๆ เช่น ภาวะอารมณ์สองขั่ว โรคสมาธิสั้น (ADHD) ภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง (BPD) รวมไปถึง ความผิดปกติในการควบคุมตัวเอง
แต่ละคนมีเป้าหมายในการลดน้ำหนักที่แตกต่างกันไป บางคนอยากลดน้ำหนักเพื่อให้มีรูปร่างที่ดีขึ้น หรือ บางคนอยากลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ แต่ไม่ว่าคุณจะลดน้ำหนักด้วยเหตุผลแบบไหน การควบคุมอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมการกินได้ดี ต่อให้เราลดน้ำหนักสำเร็จแล้ว เราอาจไม่สามารถรักษาน้ำหนักนั้นได้นาน เพราะร่างกายของเรามีกลไกการรักษาสมดุลของน้ำหนักที่เรียกว่า Yoyo-effect ซึ่งสามารถส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของเรา Yoyo-effect คือ อะไร Yoyo-effect เป็นคำที่ Kelly D. Brownell นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยล ใช้อธิบาย วงจรน้ำหนัก (Weight Cycling) ที่เกิดขึ้นจากการควบคุมอาหารหรือปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับอย่างเคร่งครัดมากเกินไป โดยเวลาที่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเราจะมีอัตราเผาผลาญพื้นฐาน หรือ Basal Metabolic Rate (BMC) ที่ต่ำลง ส่งผลให้ หลังจากที่เราเลิกควบคุมอาหาร และกลับมาทานอาหารปกติ น้ำหนักตัวของเราจะเพิ่มขึ้น วงจรน้ำหนักนี้คล้ายกับการเคลื่อนที่ขึ้นลงของโยโย่ มันจึงถูกเรียกว่าเป็น Yoyo-effect นอกจากอัตราการเผาผลาญที่ต่ำลงแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถรักษาน้ำหนักไว้ได้ คือ ความเหนื่อยล้าและภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นหลังการควบคุมอาหาร กระตุ้นให้เราทานอาหารมากกว่าปกติ สุดท้ายการลดน้ำหนักแบบผิดวิธีก็ทำให้เรากลับมามีน้ำหนักเท่าเดิม หรือ มากกว่าเดิม วิธีป้องกัน Yoyo-effect ว่ากันว่า วงจรน้ำหนักเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
มาทำความรู้จักกับ Alex Turner หัวหอกวงลิงซน ที่เขาว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะของการเขียนเพลง
หลายคนรู้สึกผูกพันกับคนที่อยู่ด้วยกันมานานและทำอะไรหลายอย่างร่วมกันมามากมาย โดยไม่ได้เผื่อใจว่าสักวันหนึ่งเขาอาจเปลี่ยนไปจากคนดีกลายเป็นคนที่ทำร้ายเราตลอดเวลา และในเวลานั้น การเดินออกจากความสัมพันธ์จะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะอีกฝ่ายอยู่ในชีวิตของเรามานานเกินไปแล้ว เพราะเวลาทำให้ความสัมพันธ์มันแข็งแรง ต่อให้เราโดนทำร้ายมากแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังรู้สึกสงสารหรือความหลงใหลแบบหน้ามืดตามัว จนยอมอดทนให้เขาทำร้าย และไม่เดินออกจากความสัมพันธ์เสียที หรือ พอตัดสินใจว่าจะเลิกกับเขาแล้ว พอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ (ซึ่งอีกฝ่ายมักพูดไม่จริง) เราก็เกิดอาการใจอ่อน และไม่มูฟออนอยู่เหมือนเดิม เราเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็น Trauma Bonding ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อใจของเราเลย เพราะมันทำให้เกิดความเครียด และความทรมานทางจิตขั้นสูง ถ้าเป็นไปได้ เราควรหันหลังให้ความสัมพันธ์แบบนี้ และเดินออกมาให้เร็วที่สุด Trauma Bonding เกิดขึ้นอย่างไร ความสัมพันธ์ประเภทนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มันอาจเกิดขึ้นเพราะเราเข้าใจเหตุผลของผู้ทำร้ายและเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา หรือ เรากลัวการถูกทำร้ายอีกในอนาคต และรู้สึกว่าการหนีออกมาไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัย จึงเลือกที่จะทำให้สิ่งที่จะหนีจากสิ่งที่ตัวเองเผชิญหน้าอยู่ โดยการมองหาข้ออ้างให้การกระทำของพวกเขาถูกต้อง และทำให้การอยู่ในความสัมพันธ์เป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากขึ้น นอกจากนเรื่องของจิตใจแล้ว ฮอร์โมนบางตัวก็ทำให้เราเสพติดการอยู่กับคนที่ทำร้ายเราได้เหมือนกัน เช่น ‘โดปามีน’ ที่มักหลั่งออกมาหลังจากที่เราคืนดีกันแล้ว หรือ ‘ออกซิโทซิน’ ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสคนที่ทำร้ายเรา ฮอร์โมนเหล่านี้อาจทำให้เราเสพติดการอยู่อีกฝ่าย จนไม่ยอมถอยออกมาจากความสัมพันธ์สักที สัญญาณว่าเรากำลังอยู่ใน Trauma Bonding คนที่กำลังอยู่ใน Trauma Bonding มักจะรู้สึกผูกพันหรือรักอีกฝ่ายมาก จนเชื่อว่าพฤติกรรมรุนแรงของอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่มีเหตุผล
ความสัมพันธ์มักเป็นสิ่งที่รักษาเอาไว้ได้ยาก หากเราหรือคนที่เรารักไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ และแสดงพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยากอยู่ตลอดเวลา อาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่เป็นโรคไบโพลาร์ การอยู่ร่วมกับพวกเขาจึงต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในอาการป่วยมากพอสมควร ถึงจะรับมือกับพฤติกรรมที่เกิดจากความแปรปวนทางอารมณ์ของพวกเขาได้อย่างอยู่หมัด UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ได้ยาวนาน เมื่อเราหรือแฟนเป็นโรคไบโพลาร์ ความหมายของโรคไบโพลาร์ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือ Manic Depression คือ อาการเจ็บป่วยทางจิตที่เกิดขึ้นได้จากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมองอันมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนหรือกรรมพันธ์ุ ส่งผลให้คนมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ หรือที่เรียกกันว่ามี ‘อารมณ์สองขั้ว’ โดยช่วงหนึ่งผู้ป่วยจะมีความสุขมากและเปี่ยมไปด้วยความกระกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่อีกช่วงหนึ่งพวกเขาจะรู้สึกแย่ เสียใจ สิ้นหวัง ท้อแท้ ช่วงที่ผู้ป่วยมีความสุขมักจะเรียกกันว่า แมเนีย (Mania) ผู้ป่วยจะรู้สึกตื่นเต้น มีความหวัง รู้สึกกระฉับกระเฉง และมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก จนพวกเขาสามารถตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ ได้โดยไม่ยั้งคิด นอกจากนี้พวกเขาอาจมองเห็นภาพหลอน หรือ ได้ยินเสียงที่ไม่มีจริงอีกด้วย ถ้าเป็นอาการเมเนียแบบไม่รุนแรงมาก เรามักเรียกกันว่าเป็น ไฮโปแมเนีย (Hypomania) โดยผู้ป่วยจะไม่มองเห็นภาพหลอนหรือได้หูแว่ว และอาการป่วยไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ส่วนช่วงเวลาแห่งความทุกข์ เราจะเรียกว่า ซึมเศร้า (Depressive) โดยผู้ป่วยจะรู้สึกซึมเศร้าหรือโศกเศร้าอย่างหนัก
Street Art ผลงานศิลปะข้างถนนที่หลายคนอาจจะมีมุมมองด้านลบกับมัน รู้สึกกับมันเป็นเพียงสิ่งที่สร้างความเลอะเทอะให้กับสังคม แต่แท้จริงแล้วผลงาน Street Art เช่นในสายของ Graffiti กลับมีความหมายหลาย ๆ อย่างซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะข้างถนนเหล่านั้น มีทั้งความฝัน แรงบันดาลใจที่ใส่ลงไปในกระป๋องสเปรย์และถูกถ่ายถอดออกมาลงบนผืนกำแพงในที่รกร้าง และลวดลายเหล่านั้นมันมีส่วนช่วยให้พื้นที่ต่าง ๆ ในสังคมมีความหมายมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น Temporary West คือหนึ่งในกลุ่มที่สร้างสรรค์ผลงาน Street Art ที่เริ่มต้นจากความชอบจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาชุมชนทั่วไป รวมไปถึงในพื้นที่บ้านเกิด จนได้รับการยอมรับจากสังคม พวกเขามารวมตัวกันได้อย่างไร? อะไรคือเป้าหมายในการสร้างผลงานศิลปะที่ไร้ขอบเขต? มาทำความรู้จักพวกเขาไปพร้อม ๆ กันครับ TEMPORARY WEST การรวมตัวของเพื่อน “พวกเราเป็นกลุ่มเพื่อนที่ชวน ๆ กันมาทำงานครับ มารวมตัวกันช่วงทำโปรเจกต์ Art Town ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่มันไม่สนุกถ้าทำคนเดียว ก็เลยชวน ๆ เพื่อนกันมารวมตัวกัน พอรวมกันเยอะๆ มันรู้สึกคลิกกัน ก็เลยตัดสินใจรวมกันเป็นกลุ่ม หลังจากนั้นก็ทำกันมาเรื่อย ๆ เลยครับ” “ส่วนชื่อกลุ่มได้มาจากในกรุ๊ปไลน์ครับ ที่ตั้งว่า ‘Temporary West’ เพราะว่าเราได้ไปทำกิจกรรมกันที่ประจวบคีรีขันธ์
ช่วงนี้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) กำลังเป็นเทรนด์ที่นักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างให้ความสนใจ หลายคนหวังทำกำไรจากการครอบครองสกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) หรือ Cardano (ADA) และมีหลายคนเช่นกันที่ผันตัวเองมาเป็น ‘นักขุดคริปโต’ (Cryptocurrency Miner) ส่งผลให้การ์ดจอคอมพิวเตอร์กลายเป็นของมีราคาและหายากมากขึ้น UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับอาชีพใหม่ Cryptocurrency Miner พร้อมแนะนำเคล็ดในการตัดสรรเครื่องชุดเพื่อให้ทุกคนสามารถเริ่มเข้าสู่วงการขุดได้ตั้งแต่วันนี้ การขุดคริปโต คือ อะไร เวลาเกิดการตัดสินใจลงทุนในสกุลเงินคริปโต เช่น มีคนซื้อใช้เงินซื้อเหรียญคริปโต ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนดังกล่าวจะถูกจัดเก็บในรูปแบบของ Block ใน Blockchain ของคริปโตนั้น ๆ แต่เนื่องจาก Blockchain เป็นระบบที่ไม่มีตัวกลางในการตรวจสอบการทำธุรกรรม Block จึงไม่สามารถเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ต้องมีคนในเครือข่ายมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมดังกล่าว หรือ ที่เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘นักขุด’ (Miner) พวกเขาต้องมาแข่งกันแก้สมการคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนสูงโดยใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เพื่อหาเลข ‘Hash Number’ ของ Block ที่กำลังถูกสร้างใหม่ขึ้น หากคอมเครื่องไหนมีความสามารถในการประมวลผลที่ดีที่สุดจนสามารถแก้ไขสมการได้เป็นเครื่องแรก เจ้าของคอมเครื่องนั้นจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินคริปโต
ทุกวันนี้โลกอินเทอร์เน็ตกลายเป็นชีวิตที่ขาดไม่ได้ของหลายคนไปแล้ว บางคนเสพติดการเล่นโทรศัพท์จนต้องพกมือถือติดตัวตลอดเวลา หรือ บางคนอัพเดทโซเชียลมีเดียทุกวัน เพราะกลัวว่าจะพลาดข่าวสารอะไรบางอย่างไป แม้โลกออนไลน์จะช่วยให้เราสามารถรับข้อมูลข่าวสารทั่งโลกได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็ทำให้คนเกิดพฤติกรรมแย่ ๆ เหมือนกัน เช่น การเสพติด หรือ พฤติกรรมการอ่านข่าวร้ายแบบไม่หยุด หรือ Doomscrolling ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราอย่างมาก อะไร คือ Doomscrolling Droomscrlloing หมายถึง การไถ่หน้าจอเพื่อเสพข่าวและโพสโซเชียลที่มีเนื้อหาเชิงลบอย่างต่อเนื่อง แบบอ่านข่าวร้ายจบหนึ่งเรื่องก็ไม่รอช้าที่จะอ่านข่าวต่อไปทันที คำนี้ได้รับการพูดถึงในโลก Twitter ตั้งแต่ปี 2018 แต่ปัจจุบันก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากเกิดโรคระบาด บางคนอาจเรียกอาการนี้ในชื่ออื่นด้วย เช่น Doomsurfing หรือ ‘Social Media Panic’ อาการนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ไม่อยากพลาดข่าวสารที่สำคัญ อยากหาข้อมูลที่มายืนยันความเชื่อของตัวเอง การรู้ข้อมูลจะทำให้ควบคุมชีวิตตัวเองได้ง่ายขึ้น ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร Doomscrolling ก็บั่นทอนจิตใจเราอย่างแสนสาหัสอยู่เหมือนกัน เพราะ Doomscrolling ส่งเสริมให้เรามองโลกในแง่ลบ และยังทำให้เราอ่อนแอต่อความกลัว ความเครียด วิตกกังวล และโศกเศร้ามากกว่าปกติอีกด้วย ถ้าเรามีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับอาการวิตกกังวลเช่น Obsessive-Compulsive
พอรู้ว่าลูกชายหรือลูกสาวที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือตั้งแต่เล็กจนโต จะต้องออกจากบ้านไปทำงานหรือเรียนในที่ห่างไกลการดูแล ผู้ปกครองมักรู้สึกสับสนหรือรู้สึกไม่สบายใจจากการสูญเสียสมาชิกในบ้าน และบรรยากาศรอบตัวที่เหงาลง เราเรียกอาการที่เกิดขึ้นว่าเป็น ‘Empty Nest Syndrome’ ซึ่งทำลายสุขภาพจิตของผู้นำครอบครัวได้อย่างมาก หากไม่ได้รับการดูแลที่ดี UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักวิธีรับมือกับอาการนี้ให้อยู่หมัดกัน Empty Nest Syndrome คือ อะไร Empty Nest Syndrome คือ อาการโศกเศร้าของผู้ปกครองที่เกิดขึ้นหลังจากลูกของพวกเขาได้ออกจากรังหรือบ้านของพวกเขาไป การสูญเสียสมาชิกในบ้านทำให้ผู้ปกครองต้องเจอกับการสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น สูญเสียหน้าที่และชีวิตประจำวันในฐานะผู้ปกครอง หรือ สูญเสียการใช้เวลาร่วมกับลูกตัวเอง เป็นต้น ส่งผลให้พวกเขาเกิดความเจ็บปวด และอาจต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ความน่ากลัวของอาการ Empty Nest คือ มันทำให้ผู้ปกครองเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและอาการติดสุรามากขึ้น เพราะความรู้สึกแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นค่อนข้างบั่นทอนจิตใจพวกเขามากสมควร จนบางคนอาจเลือกที่จะหนีจากความเจ็บปวดโดยการใช้ของมึนเมาเป็นตัวช่วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ช่วยลดความขัดแย้งเรื่องงานหรือครอบครัวได้เหมือนกัน เพราะคู่รักบางคู่อาจโฟกัสกับเรื่องลูกเป็นหลักมาตลอด จนเมื่อภาระเรื่องลูกหายไป พวกเขาก็สามารถกลับมาโฟกัสกับเรื่องความสัมพันธ์ได้มากขึ้น และมีชีวิตสมรสที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม เราจะรับมือกับ Empty Nest Syndrome ได้อย่างไรบ้าง คนที่เจอกับ Empty Nest
นักเตะที่เก่งกาจ อาจจะไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่เก่งกาจข้างสนาม คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ไม่เกินเลยความจริง มีนักเตะระดับตำนานหลาย ๆ คนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับตำแหน่งนี้ แต่ก็มีไม่น้อยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยสมองอันปราดเปรื่องจนสามารถประสบความสำเร็จในตำแหน่งผู้จัดการทีมได้ หนึ่งในนั้นคือ “อันโตนิโอ คอนเต้” แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะกับทีมยูเวนตุสอย่างยิ่งใหญ่ พาทีมกวาดแชมป์ได้ถึง 14 รายการตลอดระยะเวลาที่รับใช้ทีมม้าลาย 13 ปีเต็ม ๆ แต่เส้นทางการเป็นผู้จัดการทีมของคอนเต้กลับไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะมันเลวร้ายย่ำแย่ถึงขนาดทำทีมตกชั้นก็เคยมาแล้ว แต่ทุกอุปสรรคทุกย่างก้าว ล้วนเป็นประสบการณ์ให้คอนเต้ได้ขัดเกลาฝีมือของตัวเองให้กลายมาเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ในโลกของฟุตบอล ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น คอนเต้ได้รับโอกาสชิมลางในการเป็นผู้จัดการทีมด้วยตำแหน่งผู้ช่วยกับทีมเซียน่าในฤดูกาล 2005-2006 ซึ่งเขาทำงานร่วมกับ ลุยจิ ดิ คานิโอ ที่เป็นเฮดโค้ช ณ เวลานั้น แต่การเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมของคอนเต้กลับมาไวเกินคาด ในเดือนกรกฎาคมปี 2006 เขาได้รับโอกาสคุมทีมอเรซโซ่ ในซีเรียบี แต่การเริ่มต้นกลับต้องเจอความล้มเหลวอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาใช้เวลาคุมทีมเพียงแค่ 3 เดือนอก็ถูกไล่ออกจากผลงานทำทีมชนะได้เพียง 1 นัดจาก 12 เกมส์ แม้สุดท้าย อเรซโซ่ จะตัดสินใจดึงคอนเต้กลับมาคุมทีมอีกครั้งเพื่อกู้วิกฤติหนีตายจากโซนตกชั้น แต่เรื่องจริงก็ไม่เหมือนนิยาย เพราะคอนเต้ทำภารกิจไม่สำเร็จ ทีมของเขาต้องหล่นไปสู่ซีเรียซี 1 (ระดับดิวิชั่น 3) นับเป็นการเริ่มต้นที่น่าวิตกกังวลมากเลยทีเดียว ความสำเร็จแรกในฐานะผู้จัดการทีม
หลังจากที่เราเรียนจบมหาวิทยาลัย และกำลังเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง “งานที่เงินดีแต่ไม่มีเวลาทำอย่างอื่น” หรือ “งานที่เงินอาจจะให้เงินไม่ดีมากเมื่อเทียบกับงานแรก แต่ก็ทำให้เรามีเวลาไปใช้ชีวิตมากกว่า” แต่ละคนคงมีเหตุผลในการเลือกงานที่แตกต่างกันไป บางคนกำลังเจอกับปัญหาเรื่องการเงินก็เลยเลือกงานที่มีเวลาว่างน้อย หรือ บางคนที่ไม่มีความเครียดเรื่องเงินก็อาจเลือกงานที่ได้เงินเดือนคุ้มค่ากับเวลา แต่ไม่ว่าคุณเลือกงานแบบไหน อาจต้องคิดถึง ‘ความสุข’ ของตัวเองด้วย เพราะงานวิจัยบอกเราว่าคนที่ให้ความสำคัญกับเงินอาจไม่ใช่คนที่มีความสุขมากเท่าไหร่ งานวิจัยชิ้นหนึ่ง (2019) ได้ขอให้นักศึกษาที่กำลังเรียนจบจาก University of British Columbia จำนวนกว่า 1,000 คน ทำแบบประเมินที่วัดว่าพวกเขามีแนวโน้มจะให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเงิน หรือ เงินมากกว่าเวลา ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูล นักวิจัย พบว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ (61.7 %) ให้ความสำคัญกับเวลามากกว่าเงิน ในขณะที่เด็กนักเรียนเกือบ 40% ให้ความสำคัญกับเงินมากกว่า นอกจากนี้นักวิจัยยังขอให้พวกเขารายงานระดับความ พึงพอใจในชีวิตของตัวเอง (life satisfaction) โดยการตอบคำถามเช่น “Taking all things together, how happy would you say you are?”


