เชื่อว่าหลายคนที่ชื่นชอบในวัฒนธรรม Chicano culture (Mexican-American culture) ดนตรี รอยสัก รวมไปถึงคนที่เคยดูภาพยนตร์สารคดีอย่าง LA Originals คงจะรู้จักศิลปินชายเดี่ยวที่มีชื่อว่า ‘MISTER CARTOON’ หรือ Mark Machado กันอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะมีฝีไม้ลายมือในการสักที่เรียกได้ว่าเป็นระดับตำนานแล้ว เขายังมีผลงานออกแบบ Collaboration กับแบรนด์ดังระดับโลกขึ้นหิ้งเอาไว้มากมาย วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับชายผู้นี้ แถมยังมีข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ของ ‘MISTER CARTOON’ ชาวไทยโดยเฉพาะมาฝากอีกด้วย ส่วนข่าวดีนั้นจะเป็นอะไร ไปติดตามดูกันได้เลย ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของชายคนนี้กันหน่อย MISTER CARTOON หรือชื่อจริงคือ Mark Machado ศิลปินสัก และศิลปินกราฟฟิตี้ระดับโลก เกิด โต และอาศัยอยู่ที่ Los Angeles, Califonia ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่ออายุได้ 8 ขวบ เขาก็ค้นหาพรสวรรค์ของตัวเองจนพบ นั่นก็คือการวาดรูป และทำให้เขาเริ่มต้นวาดรูปอย่างจริงจังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่ออายุได้ 12 ปี ก็เริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองได้จากการใช้
คนทำงานอย่างเราต้องมีบ้างที่เคยทำงานพลาด เช่น ทำเอกสารไม่ครบถ้วน มาไม่ทันเวลานัด เขียนผิด ส่งของผิดบ้าน ฯลฯ แต่ถ้าทำผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการทำงานสักเท่าไหร่ เพราะจะทำให้เสียการเสียงานเอาได้ แถมการโดนตำหนิบ่อยๆ อาจทำให้เราเสียกำลังใจในการทำงานได้ด้วย ถ้าคุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาทำผิดซ้ำซากในที่ทำงาน UNLOCKMEN อยากให้คุณอ่านบทความนี้ เพราะเราจะมาเล่าให้ฟังว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้เราทำผิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และจะแก้ไขอย่างไรดี ไม่พยายามแก้ปัญหาจนสำเร็จ หลายคนเวลาทำอะไรผิดพลาด อาจปล่อยผ่าน เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกช้ำใจจากปัญหา พร้อมๆ กับ คิดว่าตัวเองคงได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และความผิดพลาดแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก แต่การทำแบบนี้อาจส่งผลเสีย และทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำได้ เพราะงานวิจัยบอกว่า สมองของเราอาจไม่ได้เรียนรู้จากความ ‘ล้มเหลว’ แต่เรียนรู้จาก ‘ความสำเร็จ’ มากกว่า งานวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้ทำการทดลองกับลิง และพบว่า หลังจากที่ลิงประสบความสำเร็จในการทำอะไรบางอย่าง สัญญาณประสาทของมันจะทำงานจนกว่าจะเกิดการกระทำใหม่ ในขณะที่ หากมันทำผิดพลาด ระบบประสาทของมันจะไม่ค่อยทำงาน แถมไม่มีพัฒนาการในการกระทำครั้งต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นงานวิจัยในลิง แต่ทีมวิจัยก็บอกว่า สมองของคนและสัตว์มีฟังก์ชั่นนี้เหมือนกัน ดังนั้น มันจึงมีโอกาสสูงที่ปรากฎการณ์เดียวกันจะเกิดขึ้นในสมองของมนุษย์ ผลการวิจัยจึงชี้ว่า
โอ๊ย! เครียดจัง! อยากทำงานให้เสร็จไวๆ แต่ดันคิดไอเดียไม่ออกสักที เราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานสร้างสรรค์คงเคยเจอปัญหานี้ และกลัวมันมาก เพราะมันเป็นปัญหาที่ทำให้งานไม่คืบหน้า แถมอาจทำให้เราคิดจนเครียดได้ด้วย ในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากช่วยเหลือทุกคนที่คิดงานไม่ออก ให้เจอทางมากขึ้น เลยจะแนะนำให้รู้จักกับสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมวิธีการรับมือกับมัน ความคิดสร้างสรรค์มาจากไหน ? วิทยาศาสตร์พยายามศึกษาวิธีการทำงานของความคิดสร้างสรรค์ในสมองของเรามาตลอด ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีความกระจ่างมากขึ้นแล้วว่า ความคิดสร้างสรรค์ อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของเครือข่ายในสมอง โดย ผู้เชี่ยวชาญ ได้สร้างทฤษฎีที่กล่าวว่า สมองของเราประกอบไปด้วย 3 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายปกติ (default network) หมายถึง ช่วงที่สมองอยู่ในสภาวะเฉื่อยชา เครือข่ายบริหาร (executive network) คือ ศูนย์ควบคุมการตัดสินใจและอารมณ์ และสุดท้าย เครือข่ายเด่น (salience network) ที่กำหนดว่าสิ่งใดที่เราควรจะสังเกตเห็นอยู่เสมอ และสิ่งใดไม่ควร ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาจากการทำงานร่วมกันของ 3 เครือข่าย ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (2018) ซึ่งใช้เทคโนโลยี Magnetic Resonance Imaging (MRI) เพื่อวัดระดับความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมการทดลอง
หากย้อนกลับไปค้นความทรงจำของผู้คนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลายคนน่าจะเจอเศษเสี้ยวของความทรงจำเดียวกันกับเรา ความทรงจำที่มีถึงเรื่องราวของดาวดวงหนึ่งที่เจิดจรัสสุด ๆ บนวงการบันเทิงไทย เรียกว่าระดับปรากฏการณ์ก็คงดูไม่เกินจริงนัก เขาเป็นเด็กหนุ่มตาหล่อเหลา คารมดี ขี้เล่น เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่หาตัวจับได้ยาก ซึ่งเราเชื่อเหลือเกินว่าคนที่เติบโตขึ้นมาในช่วงยุค 90 คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อว่า ‘เจ มณฑล จิรา’ ก่อนที่เขาจะหายหน้าไปจากแสงไฟสปอตไลต์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จะเหลือไว้ก็เพียงข่าวคราวผลงานด้านการทำเพลงในฐานะคนเบื้องหลังให้กับภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ด รวมถึงศิลปินดังมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมงานเพลง Side Project เล็ก ๆ ที่ทำร่วมกับเพื่อนฝูงให้กลุ่มคนที่ยังติดตามผลงานของเขาอยู่ได้หายคิดถึงกันบ้าง และในวันนี้เมื่อเราได้ยินข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจกลับมาเป็นคนเบื้องหน้าอีกครั้ง เราจึงไม่พลาดที่จะชวน ‘เจ มณฑล จิรา’ มาพูดคุยถึงชีวิตของเขาในหลายแง่มุมซึ่งหลายคนอาจไม่มีโอกาสได้ถาม นับตั้งแต่ที่เขาเลือกหายไปจากงานเบื้องหน้าในวงการบันเทิง จนกระทั่งการกลับมาพร้อม ‘ด้วยความเคารพ’ ผลงานอัลบั้มเดี่ยวภาคภาษาไทยในรอบ 24 ปีของเขา อะไรที่ทำให้เขาปลีกตัวจากงานบันเทิงที่กำลังรุ่ง อะไรที่ทำให้เขาหันไปทุ่มเทกับงานเพลง และอะไรที่ทำให้ชายวัย 41 ย่าง 42 ปี (ที่ยังคงหล่อเหลาดูดีเกินอายุ) นั้นกลับมามุ่งมั่นสร้างผลงานเดี่ยวของตัวเองอีกครั้ง ขอเชิญชาว UNLOCKMEN ทุกท่านไปพบคำตอบพร้อม ๆ กันในคอลัมน์
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์อีกหนึ่งหน้าของวงการรถสูตร 1 หรือ Formula 1 ได้ถูกเขียนขึ้นใหม่หลังจากที่ ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) แชมป์โลก 6 สมัยได้คว้าชัยชนะครั้งที่ 92 ในชีวิตจากการ Portuguese Grand Prix ส่งผลให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่มีสถิติคว้าชัยชนะมากที่สุดในสังเวียน Formula 1 แซงหน้าตำนานอย่าง มิคาเอล ชูมัคเกอร์ (91 ครั้ง) ไปเป็นที่เรียบร้อย และดูเหมือนว่าสถิติใหม่จะยังมีเวลาให้สร้างต่อไปได้อีกหลายปี อย่างไรก็ตาม นอกจากแง่มุมชีวิตของการเป็นนักแข่งรถล้อเปิดที่เร็วที่สุดในโลก ลูอิส แฮมิลตันยังถือเป็นนักกีฬาอีกคนที่มีแนวคิดและการวางตัวนอกสนามที่น่าสนใจมาก ๆ และวันนี้เราจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักแง่มุมชีวิตด้านต่าง ๆ ของนักแข่งรถ F1 คนนี้ให้มากขึ้น มาดูกันว่านอกจากความเร็วเกิน 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว ชีวิตของชายคนนี้ยังมีมุมไหนที่น่าสนใจอีกบ้างเรื่องแรกที่ต้องพูดถึงคือความสำเร็จของในสนามแข่งของ ลูอิส แฮมิลตัน โดยผลงานที่น่าประทับทั้งหมดที่ผ่านล้วนเป็นผลมาจากการฝึกซ้อมที่และระเบียบวินัยที่ตัวเขาและคุณพ่อช่วยกันฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของชายคนนี้คือ ความถ่อมตัวที่ซ่อนเอาไว้ซึ่งความมั่นใจในเวลาเดียว ย้อนกลับไปปี 1995 ลูอิส แฮมิลตันในวัย 10 ปี
เวลาเราย้ายงาน หรือ เข้าทำงานในที่ใหม่ สิ่งที่มักเกิดขึ้นเสมอ คือ Culture Shock เพราะเรามักไม่รู้ว่า สถานที่ทำงานใหม่ของเราจะเป็นอย่างไร 100% เราเลยมักเจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันในที่ทำงานใหม่ได้เสมอ และด้วยเหตุนี้เองที่ใครหลายคนรู้สึกท้อหลังจากทำงานไปได้ไม่กี่เดือน UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำวิธีการรับมือกับ Culture Shock ในที่ทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถปรับตัวในที่ทำงานใหม่ได้เป็นอย่างดี และมีความสุขกับการทำงานไปนานๆ Culture shock คือ ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจากการต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่ หรือ ไปเรียนต่อต่างประเทศ อาจส่งผลให้เรามีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยก เกิดความเบื่อหน่าย และท้อแท้กับการทำงานได้ เรามักจะหลีกเลี่ยง Culture Shock ไม่ได้ และอาจใช้เวลานานหลายเดือนถึงปี กว่าจะก้าวข้ามมันไปได้ อ้างอิงจาก โมเดลโค้งตัวยู (U-curve model) ของ Sverre Lysgaard นักสังคมศาสตร์ ที่อธิบายถึงขั้นตอนในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ของมนุษย์ ได้แก่ Honeymoon stage – ในขั้นนี้ เรายังตื่นเต้นกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อยู่ อาจเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่เราย้ายไปอยู่ต่างประเทศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ พื้นที่ข่าวทางหน้าจอโทรทัศน์ ไปยันบทสนทนาของผู้คนในชีวิตประจำวัน ณ ขณะนี้ มีเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหนึ่งในหัวเรื่องหลักด้วยเสมอ ๆ ไม่ว่าคุณจะคือคนที่สนใจการเมืองมาก สนใจน้อย หรือไม่สนใจเลย แต่เมื่อข่าวสารบ้านเมืองไหลเร็วและพุ่งมาจากทุกทิศทุกทางก็อาจนำความตึงเครียดมาสู่จิตใจได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะถ้าคุณคือคอการเมืองตัวยง สนใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันหรือบางครั้งไหลเร็วถึงขั้นรายชั่วโมง รายนาที การตื่นตัวและทันเหตุการณ์อยู่เสมอนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อไรก็ตามที่เริ่มรู้สึกนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดหัว ไม่เป็นอันทำการทำงาน อยากติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ฯลฯ นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้หันมาดูแลสุขภาพจิตใจของเราแล้ว สุขภาพจิตใจของเราก็มีความหมายไม่แพ้เรื่องการเมือง UNLOCKMEN จึงอยากชวนมารับมือกับความเครียด ในห้วงเวลาที่ข่าวสารบ้านเมืองกำลังร้อนระอุเช่นนี้ แบ่งเวลาให้ความสุขของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือเราไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาตให้เรามีความสุข เราสามารถเป็นคนที่ติดตามและตื่นตัวทางการเมืองไปพร้อม ๆ กับการมีความสุขและดูแลสุขภาพจิตตัวเองได้ โดยเฉพาะถ้าคุณคือคนที่ติดตามการเมืองอยู่เสมอ วิธีการรับมือกับความเครียดที่ดีมากอย่างหนึ่งคือการกำหนดเวลาพักให้ตัวเอง อาจจะเป็นการกำหนดว่าทุกวันอาทิตย์เราจะพัก ไม่เปิดเฟซบุ๊ก ไม่ไถทวิตเตอร์ ไม่รับข้อมูลข่าวสารใด ๆ หรืออาจจะกำหนดเวลาพักรายชั่วโมงในแต่ละวัน เช่น ทุก ๆ วันจะมีเวลา 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอนที่เราจะปิดการรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง โดยในเวลาพักเหล่านี้หาสิ่งที่เยียวยาหัวใจตัวเองทำ ถามตัวเองว่าอะไรที่เราทำแล้วมีความสุข (แม้จะเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม) เล่นกับแมวที่บ้าน ออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะ ดูซีรีส์สืบสวนให้ตาแฉะ
ในหนึ่งชีวิตนี้เราทุกคนล้วนเคยป่วย เราอาจเคยเป็นหวัดเพราะอากาศเปลี่ยน เราอาจเคยเป็นไข้เลือดออกเพราะโดนยุงลายที่มีเชื้อกัด เราอาจเคยเป็นไมเกรนเพราะเครียดกับงานที่ทำมากเกินไป การป่วยจึงเกิดขึ้นได้กับทุกคนเป็นปกติ และอาการป่วยส่วนใหญ่รักษาให้หาย หรือหาวิธีร่วมอยู่กับอาการได้ เมื่อร่างกายป่วยได้ ก็หมายความว่าความรู้สึก จิตใจที่ผ่านการสั่งการจากสมองนั้นป่วยได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเราจะได้เจอคนที่ป่วยใจในชีวิต บางคนเป็นโรคซึมเศร้า บางคนอาจเป็นไบโพลาร์ บางคนอาจเป็นโรคเครียด ฯลฯ แต่เมื่อคนใกล้ตัว โดยเฉพาะคนที่เรารักป่วยใจ เราคงอยากรู้ว่าเราควรเข้าใจโรคซึมเศร้าแบบไหน มีอะไรที่เราต้องยอมรับบ้าง วันนี้ UNLOCKMEN ชวนทำความเข้าใจไปพร้อมกัน แง่บวกมากไปไม่ช่วยอะไร เราล้วนเลือกทำอะไร พูดอะไรกับคนที่เรารัก เพราะความหวังดี โดยเฉพาะเมื่อเขาป่วย เรายิ่งรู้สึกว่าอยากไล่เมฆหมอกแห่งความอึมครึมหม่น ๆ ที่เขารู้สึกออกไปให้พ้น เราเลยเลือกโยน “ก้อนการมองแง่บวก” ใส่เขารัว ๆ ในวันที่เขาบอกความรู้สึกว่าเศร้า เราก็ดันไปบอกเขาว่าอย่าคิดมากเลย มีคนลำบากตั้งเยอะ, เศร้าทำไม ชีวิตมีสิ่งสวยงามอีกมาก แม้เราจะพยายามชวนให้เขามองโลกในแง่บวกเพราะเจตนาดี แต่อย่าลืมว่าการทำมากไป หรือบ่อยไป มันไม่ต่างจากการที่เรามองข้ามสิ่งที่เขารู้สึก หรือบอกว่าเขาผิดเองที่ไม่มองโลกในแง่บวก ดังนั้นคุณต้องอย่าลืมว่าเขาไม่ได้อยู่ ๆ อยากเศร้าหรือห่อเหี่ยวแบบนี้ แต่มันคืออาการของโรค เหมือนเวลาเป็นหวัดแล้วน้ำมูกไหล เราห้ามน้ำมูกไม่ได้ เช่นเดียวกับที่จะไปห้ามเขาเศร้าไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการพยายามรับฟังเวลาเขาบอกว่าเขารู้สึกอะไร โดยไม่ตัดสินสิ่งที่เขารู้สึก ยืนเคียงข้างทุกเป้าหมายของเขา สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อป่วยเป็นโรคซึมเศร้าคือการขาดแรงจูงใจ
ในช่วงเวลาที่การทำงานหาเงินเป็นเรื่องยากลำบาก ปัญหาการใช้ชีวิตในแต่ละวันที่สวนทางกับสโลแกน “กรุงเทพ ชีวิตดี ๆ” ราวกับคนคิดไม่เคยออกมาใช้ชีวิตบนท้องถนนและทางเท้า หรือแม้แต่ปัญหาการไม่เข้าใจกันด้านความเชื่อของคนในบ้าน ทุกความหนักอึ้งที่เราได้แต่เก็บมันไว้ในใจ ภายนอกคือหน้าตายิ้มแย้มให้กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ซึ่งงานวิจัยของ UNIVERSITY PARK พบว่า ยิ่งฝืนยิ้มเก็บกดปัญหาเท่าไหร่ เรายิ่งมีปัญหาดื่มเหล้าหนักมากขึ้นไปด้วย ผลงานวิจัยที่ University Park ชิ้นนี้ถูกเรียกว่า “National Survey of Work Stress and Health” และมีการตีพิมพ์ใน “Journal of Occupational Health Psychology “ รวบรวมข้อมูลจากคนทำงานด้านบริการด้วยวิธี Phone Interview คนทำงานใน USA จำนวน 1,592 คน เพื่อสอบถามว่าในการทำงานต้องฝืนยิ้มบ่อยแค่ไหน (ในงานวิจัยเรียกว่า “surface acting,”) และหลังเลิกงานไปดื่มบ่อยและเยอะแค่ไหน โดยเน้นอาชีพที่ประสิทธิภาพและรายได้ขึ้นอยู่กับการยิ้มแย้ม เช่น คุณครูที่ต้องบริการนักเรียน พนักงานขายอาหารที่ต้องบริการลูกค้า หรือพยาบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วย
ตอนนี้นับได้ว่าเพจ ‘กอล์ฟมาเยือน’ เป็นอีกหนึ่งเพจ Influencer เรื่องกล้อง ที่คนรักการถ่ายรูปต้องเข้าไปเยือนอยู่เป็นประจำ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ กอล์ฟได้ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วนับไม่ถ้วน เขาใช้เวลาปั้นเพจอยู่ 2 ปี กว่าจะได้คนติดตามหลักแสน และกระโดดไปครึ่งล้านในเวลาอีก 1 ปี จนปัจจุบัน มียอด Follower ใน Facebook เป็นหลักล้านคนเข้าไปแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่เรา และคนส่วนใหญ่เห็น คือตัวตน ชื่อเสียง ความสำเร็จที่ผู้ชายคนนี้มีในปัจจุบัน แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้กอล์ฟ กลายมาเป็น ‘กอล์ฟมาเยือน’ ในวันนี้? คือประเด็นสำคัญที่ทำให้เราชวน ‘กอล์ฟ-กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล’ ชายหนุ่มวัย 28 ปี มาพูดคุยกันในคอลัมน์ The Real สัปดาห์นี้ จุดเริ่มต้นที่นำพากอล์ฟมา ‘เยือน’ วงการถ่ายรูป กอล์ฟเล่าย้อนให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้น กับการซื้อกล้องตัวแรกในชีวิตเพื่อไปถ่ายรูปเล่นในช่วงไปเที่ยววันหยุดกับพรรคพวก ซึ่งก็ยังเป็นมือสมัครเล่นมาก ๆ ถ่ายกันขำ ๆ กับเพื่อนทั่วไปตามประสา หลังกลับมาจากทริปนั้น ก็อัปรูปลง Facebook ปรากฏว่าคนกดไลก์เยอะ คนชอบรูปของเขา
Dr. Yoshiro Nakamatsu คือชื่อเต็มของ “Dr. NakaMats” ชายผู้เคยถูกเรียกขานว่าเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผู้มีเป้าหมายในชีวิตคืออยู่ให้ถึง 144 ปี และต้องมีสิ่งประดิษฐ์เจ๋ง ๆ ให้ได้อย่างน้อย 6,000 ชิ้น จุดเริ่มต้นเส้นทางสายนักประดิษฐ์ ผลงานประดิษฐ์ชิ้นแรกเกิดขึ้นตอนอายุ 14 ปี เมื่อต้องเห็นคุณแม่ของเค้ายก soy sauce หนัก ๆ เทจากถังใหญ่ใส่ขวดเล็กท่ามกลางอากาศหนาว ด้วยความเป็นห่วงอยากแบ่งเบาภาระ จึงเกิดเป็น “Shoyu Churu Churu” ตัวดูดสูญญากาศที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายถึงปัจจุบัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างความสำเร็จ นำไปสู่การคว้ารางวัล International Grand Prix award Invention Content มากถึง 41 ครั้ง และมีสิทธิบัตรมากกว่า 3 เท่าของ Thomas Edision ตลอดชีวิตแม้จะมีสิ่งประดิษฐ์แปลก ๆ เหมือนหลุดออกมาจากมังงะ จนคุณต้องอ้าปากค้างแล้วถามว่ามันใช้ได้จริงเรอะ อย่างเช่น “Cerebrex” เก้าอี้เพิ่มพลังสมอง “Pyon
เราคงเคยได้ยินเรื่องราวรักแรกพบสุดโรแมนติกจากภาพยนตร์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Titanic หรือ Wicker Park บางคนอยากจะมีความรักประเภทนี้สักครั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เรื่องรักแรกพบอาจเป็นเรื่องที่เราคิดกันไปเอง ซึ่ง UNLOCKMEN จะมาอธิบายว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น รักกับชอบแตกต่างกันยังไง ? ก่อนอื่นเราอยากให้ทุกคนเข้าใจคำว่า ‘รัก’ ตรงกันก่อน เพราะ รักเป็นคำที่มีความหมายซับซ้อน บางคนอาจแยกไม่ออกว่ามันต่างจากคำว่าชอบอย่างไร เรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่า ความชอบ หมายถึง การคิดในแง่ดี และรู้สึกดีกับใครสักคน พร้อมกับได้รับมวลดีๆ จากการอยู่กับคนๆ นั้น เช่น ความอบอุ่น ความใกล้ชิด เป็นต้น ส่วนความรัก จะคล้ายกับ ความชอบ แต่จะแตกต่างตรงที่ มีความรู้สึกห่วงใย และความรู้สึกผูกมัดกับคนๆ นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ John Lee นักจิตวิทยายังได้แบ่งความรักออกเป็น 3 สไตล์ ตามความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับความรักที่แตกต่างกัน ได้แก่ – Eros จะเป็นความรักสไตล์อิโรติกที่โฟกัสกับความดึงดูดทางกาย การมีเซ็กซ์ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้สึกอันแรงกล้ากับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และการมีความใกล้ชิดอย่างหนักกับอีกฝ่าย


