สิ่งที่ทำร้ายเราได้ ไม่ได้มีแค่ คนเลว สัตว์ร้าย หรือ อุบัติเหตุบนท้องถนน แต่จิตใจของเราเองก็สามารถทำร้ายเราได้เช่นกัน และว่ากันว่า จิตใจเราเองนี่แหละที่ทำร้ายเราได้อย่างเจ็บแสบมากที่สุด!!! ฟรีดริช นิทเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เคยกล่าวในงานเขียนของตัวเอง “Thus Spoke Zarathustra” ว่า “ศัตรูที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอมามักเป็นตัวคุณเสมอ” (the worst enemy you can meet will always be yourself) ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะในทางจิตวิทยามีสิ่งที่เรียกว่า ‘การทำร้ายตัวเองทางอารมณ์’ (emotional self-harm) ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเราได้ไม่ต่างจากการทำร้ายตัวเอง แต่ร้ายแรงกว่า เพราะ บางคนอาจกำลังทำร้ายตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้ตัว! วันนี้ UNLOCKMEN จึงอยากมาเตือนทุกคนถึงภัยของ emotional self-harm โดยการบอกเล่า 5 อาการทางจิตที่เป็นการทำร้ายตัวเอง พร้อมแนะนำวิธีการป้องกัน และละเลิกนิสัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดีกันถ้วนหน้า!! วิจารณ์ตนเอง (self-criticism) แม้การวิจารณ์ตนเองจะช่วยให้เราได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ถ้าเราวิจารณ์ตัวเองในระดับที่รุนแรงมากเกินไป
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาคนอื่นรู้สึกเครียด เราถึงรู้สึกเครียดไปด้วย? ทั้งๆ ที่บางครั้งเรื่องที่คนอื่นเครียดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา เช่น เวลาเราเห็นเจ้านายกำลังทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เราถึงได้รู้สึกเครียดตามเจ้านายไปด้วย เรื่องนี้อาจอธิบายได้จาก ธรรมชาติของมนุษย์มี่ชอบปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคม โดยหนึ่งในวิธีการปรับตัวของมนุษย์ คือ การเรียนรู้พฤติกรรมของคนอื่นผ่านการเลียนแบบ และทำให้เกิดปรากฎการณ์การส่งต่ออารมณ์ไปยังผู้อื่น หรือที่เรียกว่า ‘Emotional contagion’ ต่อไป ในบทความนี้ UNLOCKMEN อยากเล่าให้ทุกคนฟังว่า Emotional contagion เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะป้องกันการติดอารมณ์ด้านลบจากคนอื่นได้อย่างไรบ้าง Emotional contagion คืออะไร ? การติดต่อทางอารมณ์ (Emotional contagion) คือ สถานการณ์ที่อารมณ์หรือพฤติกรรมของคนหรือกลุ่มเป็นตัวกระตุ้นให้คนอื่นเกิดอารมณ์และแสดงพฤติกรรมที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็น การเลียนแบบท่าทาง การแสดงออก การเคลื่อนไหว ซึ่งการส่งต่อพฤติกรรมและอารมณ์แบบนี้ อาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะงานวิจัยหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า คนเรามักจะจับอารมณ์ของคนอื่นได้บ่อยๆ การส่งต่ออารมณ์จึงเกิดขึ้นได่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งต่ออารมณ์ด้านลบหนักหน่วงที่มีการแสดงออกมาอย่างชัดเจน จะง่ายกว่าการส่งต่ออารมณ์อื่นๆ กล่าวคือ ถ้าเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานของคุณเครียดหนีอย่างเห็นได้ชัด มันก็มีโอกาสสูงที่คุณจะเครียดตามหัวหน้าได้นั่นเอง การทำงานของ Emotional contagion มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว เริ่มจาก
หลายคนคงเคยได้ยินประโยคบอกเลิกยอดฮิต “เธอดีเกินไป เราเลิกกันเถอะ” ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า การเป็นคนดีจะทำให้เราล้มเหลวในความสัมพันธ์จริงหรือไม่ ในเมื่อความดีเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมากกว่าความเลว แถมเรายิ่งจะปวดหัวมากขึ้นมากไปอีก เมื่อรู้ว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายเลว (Bad boys) มากกว่า ผู้ชายดี (Nice guys) มันเป็นไปได้ยังไง ยิ่งคิด ยิ่งปวดหัว! บทความนี้ UNLOCKMEN อยากจะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ ผู้ชายเลวต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ? เวลาพวกเราพูดถึงผู้ชายเลว แต่ละคนอาจมีนิยามไม่เหมือนกัน บางคนอาจมองว่าผู้ชายเลวคือคนที่เห็นแก่ตัว บางคนอาจมองว่าผู้ชายเลวคือคนที่ไม่ยอมทำตามสิ่งที่เราต้องการ ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความเลวตรงกัน เราเลยอยากขอยกหลักคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเรื่อง ‘บาป 7 ประการ’ มาเป็นแนวทางในการนิยามความเลวของผู้ชาย ซึ่งบาป 7 ประการนี้ จะประกอบไปด้วย พฤติกรรม 7 อย่างที่สะท้อนความเห็นแก่ตัวที่มากเกินไปของมนุษย์ อันได้แก่ ราคะ (lust) คือ หมกหมุ่นในเรื่องเพศมากเกินไป จนทำให้เกิดพฤติกรรมที่ทำร้ายคนอื่น เช่น การข่มขืน การคบชู้ ตะกละ (gluttony) คือ ตอบสนองต่อความต้องการของตัวเองมากเกินไปโดยไม่คิดถึงผู้ถึงผู้อื่น
เคยรู้สึกเบื่องานกันบ้างไหม? รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ช่างไม่มีความสุขเอาซะเลย? หลายคนน่าจะเคย และรู้สึกว่า ความน่าเบื่อ (boredom) เป็นพิษภัยต่อการทำงานอย่างมาก เพราะมันทำให้ ‘ซัฟเฟอร์’ กับการทำงาน ทำให้รู้สึกว่าต้องอดทนทำงานไปวันๆ ไม่มีแพสชั่นกับสิ่งที่ทำอยู่เลย ผลร้ายที่สุด คือ ทำให้ไม่สามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ และท้ายที่สุดก็อาจลาออกจากงาน แต่ไม่ว่าความน่าเบื่อจะเป็นพิษกับเรามากแค่ไหน เราก็อาจจะขาดความเบื่อไม่ได้! เพราะมันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการและไม่หยุดนิ่ง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? วันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนไปเข้าใจอาการเบื่อ และแนะนำวิธีการป้องกันและหลีกเลี่ยงผลเสียจากมัน เพื่อให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตการทำงาน หลายคนพอได้ยินคำว่า “น่าเบื่อ” จากอารมณ์ดีอยู่ๆ ก็อาจหม่นหมองได้ เพราะทำให้นึกถึงอะไรลบๆ หลายอย่าง แต่อย่าเพิ่งดาวน์นะ! ทำใจให้สบายๆ แล้วมาฟังเราอธิบายเรื่องความเบื่อเสียก่อน ไม่แน่ว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบ คุณอาจเปลี่ยนมุมมองต่อความน่าเบื่อก็เป็นได้! ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เราเห็นว่า ความน่าเบื่อมีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตและการทำงาน เพราะถ้าเราไม่เบื่อ เราคงไม่ออกจากสถานการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นในเรื่องงาน ความเบื่อจะเตือนเราว่า งานที่เราทำอยู่อาจไม่ทำให้เราบรรลุเป้าหมายในการทำงานของตัวเอง (เช่น มีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อรถยนต์ภายใน 2 ปี หรือ ไต่เต้าขึ้นไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นไม่ได้ เป็นต้น
ตอนนี้หลายคนอาจกำลังเป็น “Passive Employee” คือเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานไปวันๆ และไม่มีความทะเยอทะยานใดๆ ในหน้าที่การงาน ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นได้จากภาวะผู้นำในองค์กรที่ไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อเราได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีความสุขในการทำงาน หรือ คุณภาพของงานที่ทำตกต่ำ ซึ่งเราเห็นว่าการอยู่ในสถานะของผู้นำจะช่วยทุกคนแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่ง UNLOCKMEN จะอธิบายต่อไป การเป็นผู้นำจะทำให้เรามีความสุขในการทำงาน คนที่พยายามเป็นผู้นำในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้เสนอไอเดียใหม่ๆ หรือ ผู้ดูแลโปรเจคใหญ่ของบริษัทหรือองค์กร แสดงให้เห็นว่ามีความทะเยอทะยาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่จะทำให้พวกเขาเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นอกจากนี้คนที่มีความทะเยอะทะยานจะมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานด้วย ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบคนสองกลุ่ม ได้แก่ 1.คนที่ตั้งเป้าหมายแบบทะเยอทะยาน (ambitious goals) และ 2.คนที่ตั้งเป้าหมายแบบเซฟตัวเอง (conservative goals) และพบว่า คนที่ตั้งเป้าแบบทะเยอทะยานจะมีความสุขในระยะยาวมากกว่าคนอีกกลุ่ม งานวิจัยชิ้นนี้ทำการทดลอง 2 ครั้ง โดย ครั้งแรกจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเล่นเกมเลือกหุ้น (stock-picking) และการทดลองครั้งสุดท้ายจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองแก้ไขปริศนา (puzzles) ในการทดลองแรก ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมด 134 ราย จะต้องกำหนดอัตราผลตอบแทน (target rate of
หากจะให้พูดถึงสนามแข่งที่โหดและหินที่สุด ในการแข่งขันประชันความเร็ว เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักขับที่สามารถพิชิตสภาวะแวดล้อมสุดอันตรายได้นั้น ทุกคนจะนึกการแข่งขันแบบไหนกันบ้าง ? แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น จะต้องเป็นกีฬารถแข่งที่จะทำให้คุณหัวใจเต้นแรงและตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งกีฬาที่เราหมายถึงก็คือ การแข่งรถทางฝุ่น หรือ การแข่งขันแรลลี่ (Rally) นั่นเอง โดยกีฬาประเภทนี้นับเป็นการแข่งรถที่ “โคตร” จะเร้าใจ ไม่ต่างกับดูหนังแอคชันเลย ด้วยสนามแข่งที่ขรุขระ เต็มไปด้วยอุปสรรคที่คาดเดาไม่ได้มากมาย ทุกการวิ่งคือสภาพพื้นฝุ่นและเศษหินที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ การเพ่งสมาธิไปข้างหน้าพร้อมฟังเพื่อนร่วมทีมบอกองศาการเลี้ยวอีกสามสี่โค้งข้างหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการแข่งรถอย่างมาก และทั้งหมดที่ว่าไปนั้น เป็น “เสน่ห์” ที่ทำให้การแข่งรถแรลลี่เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก โดยมียอดผู้ชมจากทั่วทุกสารทิศที่ดูผ่านหน้าจอมากกว่า 700 ล้านคนเลยทีเดียว! ซึ่งกว่าจะผ่านไปสู่ลีกสูงสุด ต้องผ่านการคัดเลือกเพื่อไปสู่ WRC-3, WRC-2 และ WRC ซึ่งเส้นทางกว่าจะไปถึงนั้น ยากลำบากไม่แพ้พื้นถนนฝุ่นที่ด้านข้างคือหน้าผาและร่องหลุมสารพัด การเสียสมาธิแม้เพียงเสี้ยววินาทีบนสนาม Rally อาจหมายถึงความเป็นความตายได้ แต่น่าแปลกว่าทำไม การแข่งขันแรลลี่ที่น่าตื่นเต้นนี้กลับไม่เป็นที่พูดถึงมากนักในประเทศไทย หรือถ้ามี ก็อยู่ในกลุ่มคนหมู่น้อยมาก ๆ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอันตรายที่ทำให้นักขับไทยมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการแข่งขันความเร็วทางเรียบ และเพราะความนิยมที่น้อยนิดนี้เอง ทำให้คนไทยหลายคนต้องพลาดโอกาสในการก้าวไปสู่ระดับโลก เพียงเพราะไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุนพวกเขา ทั้งที่การแข่งขันระดับโลกแบบนี้ สามารถทำชื่อเสียงและดึงเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล
เราควรตัดสินใจด้วยอารมณ์ไหม? . . คำถามนี้หลายคนพยายามหาคำตอบกันมาตั้งแต่อดีต และปัจจุบัน เริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นว่า การตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียวอาจไม่เวิร์ก… ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น UNLOCKMEN จะอธิบายให้ฟัง ความเป็นเหตุผลเป็นผลทำให้เราสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อยู่บนฐานของความเป็นจริงมากที่สุด เช่น หลักฐานหรือข้อมูล หลายคนจึงพยายามข่มอารมณ์ เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อย่างที่คิดว่าควรจะเป็น แต่ที่จริงอารมณ์ก็ช่วยให้ความสามารถในการตัดสินใจของเราเพิ่มขึ้นได้เหมือนกันนะ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ความสุข (ช่วยให้เราเห็นตัวเลือกในการตัดสินใจที่มากขึ้น และทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น) หรือความกลัว (ทำให้เราตัดสินใจได้อย่างระมัดระวังมากขึ้น) นอกจากนี้ อารมณ์ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้เฝ้าระวังความผิดปกติด้วย ซึ่งจะทำให้เรารับรู้ปัญหาและแก้ไขได้ตรงจุด เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่างสถานการณ์หนึ่ง เป็นการนำเสนอโปรเจกต์ของคนอื่นที่เราต้องนำไปต่อยอด และเราในฐานะผู้ชี้เป็นชี้ตายโปรเจคนั้น ขณะฟังและคิดตาม อยู่ ๆ ก็รู้สึกอึดอัดแบบไม่ทราบสาเหตุ นั่นคืออารมณ์กำลังเตือนเราว่ากำลังมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้น และเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหาที่มาและวิธีการแก้ไข อาจเริ่มจากการตั้งคำถาม เช่น เรามีอคติกับคนพูดหรือเปล่า? หรือ การบรรยายโปรเจกต์นั้นมีข้อผิดพลาดอะไรรึเปล่า? เมื่อเราเข้าใจ เราก็จะตัดสินใจเกี่ยวกับโปรเจกต์นั้นได้อย่างถี่ถ้วนมากขึ้น เช่น ถ้าเรารู้ว่าตัวเองมีอคติกับคนพูด เราก็อาจจะถามความเห็นจากคนอื่นเกี่ยวกับโปรเจ็กต์นั้นมากขึ้น หรือ ถ้ารู้ว่าโปรเจ็กต์นั้นมีข้อผิดพลาด ก็อาจจะยังไม่ลงมือทำ แต่พยายามคิดหาทางแก้ไข หรือ
เซ็กซ์เป็นกิจกรรมที่สร้างสุนทรียภาพให้ชีวิตมนุษย์อย่างหนึ่ง การที่เราสามารถเข้าถึงเซ็กซ์ที่ปลอดภัย แถมรื่นรมย์จึงถือเป็นความสุขง่าย ๆ อย่างหนึ่งของชีวิต แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ชายก็โหยอยากต้องการกิจกรรมชวนระทวย ทว่าอวัยวะแกนกลางดันไม่เป็นใจ เมื่อนั้นเองที่ความทรมานทรกรรมทั้งใจทั้งกายเริ่มมาเยือน Erectile Dysfunction (ED) หรือการที่น้องชายไม่แข็งตัว จึงเป็นสภาวะแสนกระอักกระอ่วนที่ผู้ชายคนไหนก็ไม่อยากเผชิญ นกเขาไม่ขัน ไม่ใช่แค่สูงวัย แต่อ่อนวัยก็เกิดขึ้นได้ ส่วนมากเรามักเข้าใจว่า Erectile Dysfunction (ED) หรือนกเขาไม่ขันนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ชายอายุมากขึ้น ๆ เท่านั้น แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่าไม่ได้มีแค่ชายสูงอายุเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับการไม่แข็งตัว โดยผลสำรวจหลายชิ้นระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าแม้แต่คนอายุน้อย ๆ หลัก 20 ต้น ๆ ก็ประสบปัญหานี้แล้ว! ผลสำรวจชิ้นหนึ่งมาจากบริษัทยาไวอากร้า ปกติตลาดหลักที่พวกเขาจำหน่ายยาให้คือชายสูงวัย แต่การสำรวจทางการตลาดล่าสุดพบว่าชายหนุ่มราว 14%-35% ก็เผชิญภาวะนกเขาไม่แข็งด้วยเช่นกัน ในขณะที่ Mary Sharpe จากองค์กรการกุศลด้านการศึกษาเรื่องความรัก เพศและอินเทอร์เน็ตกล่าวว่านับตั้งแต่ปี 2002 มานี้ผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 40 เผชิญกับอาการนกเขาไม่ขัน 2-3% กระทั่งช่วงปีที่หนังโป๊ออนไลน์เริ่มแพร่หลายมากขึ้น และเราสามารถหาดูหนังโป๊แบบสตรีมมิงได้ง่ายขึ้น จำนวนผู้ชายอายุน้อยที่มีภาวะนกเขาไม่ขันก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงงานวิจัยที่หลายฝ่ายฮือฮาเมื่อปี 2016 ที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นทหารสหรัฐฯ ซึ่งออกมารายงานว่าทหารสหรัฐฯ นั้นมีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ และเมื่อสำรวจแล้วก็พบว่าสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งคือการเสพหนังผู้ใหญ่ในปริมาณที่ล้นเกิน นั่นเป็นที่มาของ Porn-Induced
ความรัก ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่ความหอมหวานราบรื่น ถึงตอนจีบกันใหม่ ๆ ดูจะใช่ไปหมด น่ารักไปทุกสิ่ง แต่ทันทีที่มนุษย์สองคนต้องใช้ชีวิตร่วมกัน (โดยเฉพาะเมื่อต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน) ความน่ารักโรมแมนติกสวยหรูที่เคยฉาบไว้ตอนต้น ก็จะค่อย ๆ หลุดร่อนเผยให้เห็นแก่นแห่งความสัมพันธ์ บางเรื่องก็ยังน่าหลงใหล แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ชวนให้เบือนหน้าหนี จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อความสัมพันธ์ดำเนินไป หลายคู่เข้ากันได้ดีกว่าเดิม แต่อีกหลายคู่ที่ไปกันไม่รอด แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคู่ก็เห็นทะเลาะกันแสนจะบ่อย มีเรื่องให้ต้องถกเถียงกันก็หลายครั้ง แต่ยังไม่เลิกกันสักที? แถมบางหนคู่ที่ดูทะเลาะ ๆ กันนี่แหละดันคบกันยาวยิ่งกว่าคู่ที่ดูราบรื่นเสียอีก? ผลสำรวจชิ้นหนึ่งระบุว่าคู่ที่ทะเลาะกันอย่างมีประสิทธิภาพมีแนวโน้มที่จะมีความสุขกับความสัมพันธ์มากกว่าคู่รักที่ไม่ทะเลาะกัน 10 เท่า! ถ้าอ่านเผิน ๆ คงรู้สึกว่าจะเป็นไปได้ไง? คนทะเลาะกันก็ต้องแปลว่ามีเรื่องคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือมีอะไรขัดแย้งกันสิ มันจะมีความสุขกว่าหรือคบกันนานกว่าได้ด้วยเหรอ? แต่การทะเลาะกันอาจไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจเสมอไป การเติบโตมาในสังคมที่ทำให้เข้าใจว่าความขัดแย้งหรือการคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องไม่สงบ แต่จริง ๆ แล้วการที่เรารู้สึกไม่พอใจแล้วเลือกบอกอย่างตรงไปตรงมา หรือคิดเห็นไม่ตรงกันแล้วเลือกแลกเปลี่ยนกันให้ชัดเจนนั้น ถือเป็นการทะเลาะกันอย่างมีประสิทธิภาพที่จะทำให้เราเข้าใจกันได้มากขึ้น ในขณะที่การเงียบ นิ่งเฉย ไม่เคยทะเลาะกันเลย (ถ้าเป็นไปเพราะเข้ากันได้ทุกเรื่องก็นับเป็นกรณีหนึ่ง) แต่จริง ๆ แล้วมีปัญหาสารพัด เรื่องไม่พอใจหลาย ๆ แบบ แล้วเลือกซุกซ่อนปัญหานั้นไว้ใต้พรม สักวันหนึ่งความไม่พอใจเล็ก ๆ เหล่านั้นก็จะสะสมจนเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ได้อีกต่อไป คู่รักหลาย ๆ
บนโลกใบนี้จะมีคนที่หลงใหลในการแข่งขันรถยนต์สักกี่คน ที่มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักนานกว่า 50 ปี พร้อมผ่านการทำงานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมาครบถ้วนทุกตำแหน่ง ตั้งแต่การเป็นนักแข่ง ทีมช่างและผู้พัฒนารถแข่ง รวมไปถึงตำแหน่งเจ้าของทีมแข่งรถสูตร 1 ที่สร้างความสำเร็จเอาไว้มากมายจนกลายเป็นตำนานอีกหนึ่งบทของวงการ Formula 1 เหมือนกับชีวิตของชายที่ชื่อ แฟรงค์ วิลเลียมส์ กับทีม Williams Racing อย่างไรก็ตามแม้จะประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติประวัติเอาไว้มากมาย แต่ด้วยปัญหาทางด้านการเงินที่พยายามต่อสู้มานานหลายปี ก็ทำให้ครอบครัววิลเลียมส์ต้องยอมลดบทบาทของตัวเองเพื่อความอยู่รอดทีมรถสูตร 1 ซึ่งปัจจุบันเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้เงินทุนในการทำทีมด้วยเงินมูลค่าหลักหลายพันล้านบาท แม้การยุติบทบาทของครอบครัววิลเลียมส์จะทำให้ แคลร์ วิลเลียมส์ รวมถึงตัวของ เซอร์แฟรงค์ วิลเลียมส์ ต้องถอยออกมาจากการทำทีมเพื่อหลีกทางให้กับกลุ่มทุนใหม่ แต่จิตวิญญาณที่หลงใหลในการแข่งรถของชายคนนี้ยังคงถูกจดจำจากคนที่รักในความเร็วเสมอ และวันนี้เราจะพาทุกคนย้อนชมความสำเร็จบนเส้นทางการแข่งขันแห่งโลกความเร็วของชายคนนี้ไปพร้อมกันครับ ฟรานซิส โวเอน กาเบท วิลเลียมส์ หรือ แฟรงค์ วิลเลียมส์ เกิดและเติบโตในย่านเซ้าท์ชีลด์ส เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ถูกเลี้ยงดูโดยลุงและป้าหลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน ก่อนตัวเขาจำเป็นต้องย้ายเข้าโรงเรียนประจำในประเทศสกอตแลนด์ เพื่อรับโอกาสชีวิตที่ดีขึ้นตามความต้องการของคุณยาย แฟรงค์ในวัยเด็กสนใจในรถยนต์และการแข่งรถอย่างกระตือรือร้นเกินวัย ช่วงเวลาว่างเขามักจะวิ่งไปรอบ ๆ โรงเรียนเพื่อแกล้งทำว่าตัวเองกำลังอยู่ในรถแข่ง รวมถึงชอบเวลามีโอกาสได้นั่งรถยนต์ของผู้ปกครองเพื่อน ๆ แฟรงค์เล่าว่าเมื่อมองย้อนกลับไปมันค่อนข้างไร้สาระ แต่ทั้งหมดก็ได้สร้างตัวตนของเขาที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทุกอย่างขึ้นมา เมื่อโตขึ้น
มนุษย์เราใช้เวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับพักผ่อน พวกเราคงทราบดีว่าคุณภาพในการนอนที่ดีจะตามมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งความพร้อมในการทำงานรวมไปถึงการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบการนอนแก้ผ้าหรือ Sleeping Naked เพราะการหลับใหลแบบไร้อาภรณ์ส่งผลดีหลายต่อหลายด้านกับผู้ชายอย่างเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพทางกาย (Physical Health) และสุขภาพจิต (Mental Health) ซึ่งข้อดีทั้งหมดประกอบด้วยอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกันเลย ประโยชน์ข้อแรกของการ Sleeping Naked คือการช่วยให้นอนหลับหรือเข้าสู่วงจรการนอนหลับ (REM Cycle) ได้เร็วยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการนอนหลับสนิทคือระหว่าง 15.6 ถึง 19.4 องศาเซลเซียส (*source: https://www.sleep.org) ซึ่งการ Sleeping Naked จะช่วยให้ร่างกายปรับอุณหภูมิลดลงจนถึงจุดที่เหมาะสมได้เร็วกว่าการนอนแบบใส่เสื้อผ้าร่างกายจึงการเข้าสู้ภาวะหลับเร็วขึ้น Tip: เลิกใช้งานสมาร์ตโฟน แล็ปท็อปและทีวีก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 40 นาทีจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น ประโยชน์ข้อต่อมาของ Sleeping Naked คือช่วยให้เราจัดการอารมณ์ระหว่างวันได้ดีขึ้นจากการนอนที่มีคุณภาพ โดยจากการศึกษาของ The Journal of Gerontology ระบุว่ารูปแบบและคุณภาพในการนอนหลับมีผลโดยตรงกับระดับความเครียด
ปกติแล้วเรามักจะรอคำวิจารณ์จากคนอื่นและวอรี่กับมัน โดยเฉพาะหากใครพูดข้อเสียของเราออกมา ยิ่งวอรี่ยิ่งกว่าคำชมอีก จะคำชมหรือคำด่าก็ดูจะชวนให้ปวดหัวทั้งนั้น ไม่มีใครชมก็ลองเปลี่ยนมาชมตัวเองดูสิ UNLOCKMEN จะพามาดูข้อดีของการชมตัวเอง ให้หนุ่ม ๆ ฉีกยิ้มให้กับคนในกระจกได้แบบไม่กระดากใจอีกต่อไป ทำไมเราถึงชื่นชอบคำชมจากคนอื่น ? ย้อนกลับไปเมื่อตอนเรายังเป็นวัยกระเตาะ เรามักจะมีพฤติกรรมเลียนแบบจากพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวของเรา แอบดูแล้วเอามาทดไว้ในใจ เพื่อเอามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จนเกิดการเรียนรู้อย่างการกิน การเดิน การพูด การตอบสนองกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังดูซับซ้อนเกินกว่าเด็กจะทำได้ แต่ตอนนั้นพวกเราทำแบบนั้นกันจริง ๆ เขยิบมาช่วงที่เราเข้าโรงเรียนกันบ้าง เรามักจะรอว่าครูหรือคนรอบข้างชมอะไรเรา ชอบให้เราทำอะไร เราเชื่อว่าแบบนั้นมันดีกับตัวเราจริง ๆ แล้วเก็บเอามาทำจนเป็นนิสัย (ช่างไร้เดียงสาอะไรขนาดนั้น) แต่การทำแบบนั้นมาก ๆ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เสพติดคำชมเอาน่ะสิ! จุดอ่อนที่คอยสอนให้เราพัฒนาตัวเอง พอเราพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเอง เรามักจะเริ่มพัฒนาจากอะไรที่เราขาดหาย เรามักจะคิดว่าเราทำนู่นนี่ไม่ถูกหรือเดินทางผิดจนอยากจะลบข้อบกพร่องและพัฒนาจากสิ่งที่เป็นอยู่ เวลาเราเอ่ยปากถามฟีดแบคเกี่ยวกับตัวเองจากใครสักคน เรามักจะกังวลและเทความสนใจกับข้อผิดพลาดของเรา มากกว่าข้อดีในตัวเรา นั่นเหมือนจะดีที่เราจะได้รู้จักข้อผิดพลาดของตัวเองใช่มั้ย ? แต่ความจริงคือกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องฝ่าฟันกับความเครียดในความห่วยแตกของตัวเองซะก่อน บางคนก็ผ่านไปได้ แล้วเอาไปพัฒนาตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ ถ้าชมตัวเองแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ? การรับรู้ข้อดีข้อเสียจากคนอื่นมันก็เป็นเรื่องดีแหละ เหมือนมีกระจกสะท้อนตัวเรา แต่มันไม่ใช่ในตอนที่เราตัดสินตัวเองซะเอง เพราะมันแม่งอิมแพคกับเรามากกว่าคำพูดคนอื่น จากการวิจัยพบว่าหากเราจดจำและจดบันทึกความสำเร็จของเราไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วขนาดไหน


