หลายคนอาจรู้สึกแปลก ๆ กับสิ่งที่เรียกว่าความเหงา เพราะบางครั้งต่อให้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ก็ยังรู้สึกเหงาได้เหมือนกัน เราอยากบอกว่า ความจริงแล้วความเหงาเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่เพราะไม่มีเพื่อนเพียงอย่างเดียว มันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ความเหงาเกิดขึ้นมาเหมือนกัน เช่น เราอาจกำลังมองหาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ หรือ เราอาจจะยังไม่คุ้นชินกับที่ที่เราอยู่ หรือเราอาจมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ความเหงาก็เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตเราจริง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยแล้ว และด้วยความปราถนาดีที่อยากเห็นทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี UNLOCKMEN เลยอยากอธิบายถึงพิษภัยของความเหงา และวิธีการรับมือกับมัน งานวิจัยเผยความเหงาทำให้ร่างกายอ่อนแอ! ว่ากันว่า ความเหงาทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ และมีอันตรายถึงชีวิต งานวิจัยชิ้นหนึ่งโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Brigham Young University (2015) ได้ทำการตรวจสอบ (meta-review) งานวิจัย 70 ชิ้น และพบว่า ความเหงา (loneliness) เพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต 26% เทียบกับซึมเศร้า และวิตกกังวลที่เพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต 21% นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยที่บอกว่า ความเหงาเป็นอันตรายต่อชีวิตเหมือนสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน และคนเหงามีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีถึง 50%! โดยสาเหตุที่คนเหงามีโอกาสเสียชีวิตสูง อาจเป็นเพราะพวกเขามีความอ่อนแอต่อโรคร้ายแรง เกิดจากความเหงาที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง
ในสังคมของเราเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความหลากหลาย และแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มคนที่มีช่วงวัย หรือ generation ที่ต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกวันนี้เราจะเห็นคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันทะเลาะกัน เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันบ่อยๆ ความแตกต่างของคนต่าง Generation กัน มักทำให้คนในสังคมเดียวกันไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความขัดแย้ง และการทะเลาะเบาะแว้ง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปจนมีการนิยามคำว่า The generation gap ขึ้นมาอธิบายมันเลยทีเดียว ในบทความ UNLOCKMEN เลยอยากพูดถึงวิธีการทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับคนต่าง Generation เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ลดการทะเลาะเบาะแว้ง และรับมือกับคนที่แตกต่างจากเราได้ดียิ่งขึ้น ทำไมคนต่างวัยกันถึงได้เหมือนอยู่กันคนละโลก ? ถ้าใครกำลังหนักใจและสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ของเราคิดไม่เหมือนเรา? และไม่รู้จะแก้ไขยังไงดี เราอยากแนะนำว่า อย่าเพิ่งคิดหนีออกจากบ้าน หรือถ้ามีปัญหานี้กับหัวหน้าในที่ทำงาน ก็อย่าเพิ่งคิดจะเปลี่ยนงาน เพราะเราเชื่อว่าโอกาสที่เราจะเจอกับปัญหาแบบเดิมน่าจะยังมีสูงอยู่ ตราบใดที่เรายังต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคมอยู่ดี เราจึงอยากให้ทุกคนเข้าใจปรากฎการณ์นี้และรับมือกับมันให้ได้อย่างถูกต้องมากกว่า คำว่าช่องว่างระหว่างยุคสมัย หรือ The generation gap เป็นคำที่นักสังคมวิทยาใช้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างคนยุคหนึ่งกับคนอีกยุคหนึ่ง เช่น พ่อแม่ กับ ลูก ในเรื่องของความเชื่อ แนวคิดทางการเมือง รวมถึง