ทุกวันนี้ผู้ชายอย่างเราต้องเผชิญปัญหาสารพัด ทั้ง ฝุ่น PM 2.5 มลภาวะ และไวรัสในอากาศ ที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้น Samsung อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของอากาศที่คุณหายใจพร้อมกับคนที่คุณรัก หลายคนอาจไม่เคยนับว่าในแต่ละวันเราหายใจกี่ครั้ง แต่เชื่อหรือไม่? ส่วนใหญ่เราใช้ลมหายใจร่วมกับคนที่เรารัก โดยเฉพาะที่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ ๆ เราใช้เวลาอยู่กับพวกเขานานที่สุด แม้อากาศนอกบ้านเราจะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ปัจจัยในบ้านเราควบคุมได้ ดังนั้นการทำให้อากาศในบ้านเป็นอากาศที่สะอาด ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่เรารักก็จะช่วยดูแลสุขภาพของพวกเค้าด้วย เลือกสิ่งที่ดีร่วมกันอย่าง Samsung Wind-Free Premium Plus นวัตกรรมเครื่องปรับอากาศเพื่อสุขภาพ ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายอย่าง Wind-Free ™ Cooling : เย็นสบายลมไม่ปะทะตัว เพราะมีระบบกระจายความเย็นอย่างนุ่มนวลผ่านรูขนาดเล็ก 23,000 ไมโครโฮล ทำให้คุณจะไม่รู้สึกหนาวจากลมเย็นที่มากระทบผิว PM1.0 Filter : ช่วยดักจับฝุ่นจิ๋วได้อย่างมีประสิทธิภาพ Digital Inverter Boost : ลดเสียงรบกวนและลดการใช้พลังงานลง 73%* (*หมายเหตุ : ทดสอบกับรุ่น AR09TXCAAWKNEU และเปรียบเทียบกับเครื่องปรับอากาศรุ่นทั่วไป AQ09TSLXEA ของ
การสื่อสารเป็นสิ่งที่คำคัญต่อการใช้ชีวิตในสังคม แต่อาจจะด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้ง่ายขึ้น จากการสื่อสารในสมัยก่อนที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเผชิญหน้ากันเท่านั้น กลายเป็นโทรศัพท์ที่ได้ยินแต่เสียง จนทุกวันนี้เราสื่อสารกันผ่านตัวอักษรเท่านั้น แม้จะบอกว่า เมื่อก่อนเราก็ใช้ตัวอักษรในการสื่อสารทางจดหมายเหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างลายมือ กับการพิมพ์นั้น มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกันซ่อนอยู่ นั่นคืออารมณ์ของผู้เขียน เราอาจจะสังเกตลายมือของผู้เขียนได้ว่า เขารีบร้อน โกรธ หรือรู้สึกอะไรอยู่ได้ แต่การพิมพ์ข้อความผ่านโทรศัพท์อย่างปัจจุบันไม่สามารถจับต้องอะไรได้เลย ดังนั้น มันคงจะเป็นเรื่องยากถ้าหากเราจะรับรู้ถึงความรู้สึกใครสักคนอย่างแท้จริงผ่านการสื่อสารในสมัยนี้ นอกจากการเจอตัวเป็น ๆ ที่เราอาจจะพอเข้าใจถึงเบื้องลึกของบุคคลนั้น ๆ ได้ ด้วยวิธีการสังเกตภาษากาย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีการอ่านภาษากายที่สามารถบอกคุณได้ว่า คนที่คุณกำลังสื่อสารด้วยกำลังคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่มาให้ได้เรียนรู้กัน The Body Language ว่ากันว่าภาษากายมีความเฉพาะเจาะจงที่ชัดเจนต่อความรู้สึกของคนเรามากที่สุด ดังนั้น หากใครที่รับรู้การสื่อสารทางภาษากายได้ ก็เท่ากับว่าคุณสามารถอ่าน และรู้ถึงเบื้องลึกข้างในจิตใจคู่สนทนาได้ด้วย หากคุณรู้ภาษากายคุณจะได้ความจริงจากผู้ที่สื่อสารกับคุณอยู่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมจะมีโอกาสเพียง 10% เท่านั้น ที่คุณจะสามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างของคู่สนทนา เช่นอาจจะหลุดพูดออกมาเอง พูดแล้วฟังดูไม่น่าเป็นไปได้อย่างแน่นอน หรือ ที่เราเรียกว่าไม่เนียน ส่วนการสังเกตจากน้ำเสียง และความเร็วในการพูดนั้น สามารถจับพิรุธ และความรู้สึกจริง ๆ ได้ 40% ซึ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักจับโกหก หรือคนที่เรียนจิตวิทยามาใช้สังเกตความผิดปกติในบุคคลต้องสงสัย ส่วนสิ่งที่จะบอกความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้คู่สนทนาได้มากที่สุด ถึง 50%
ในวันที่เศรษฐกิจไม่คล่องตัวอย่างใจฝัน เงินไม่ได้ลอยเข้ากระเป๋าผู้ชายอย่างเราง่าย ๆ การทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อสร้างรายได้ให้ตัวเองและคนที่เรารักจึงเป็นคำตอบแรก ๆ ที่เราต้องทำ ยิ่งงานเยอะ ก็ยิ่งได้เงินมาก แต่สิ่งที่นับวันยิ่งลดน้อยลง ๆ จนน่าใจหายคือ “เวลาพัก” แต่จะให้ลดเวลาทำงานเพื่อมานอนยาว ๆ ก็อาจไม่ตอบโจทย์ เพราะชีวิตตอนนี้ เวลาเป็นเงินเป็นทองให้หยุดหาเงินก็คล้ายหยุดหายใจ UNLOCKMEN จึงชวนทุกคนมาโกงความตาย ทำงานสู้ฟัด พร้อม ๆ กับหนทางนอนน้อยแต่ได้มากในวันที่เราทุกคนต้องฝ่าฟันทุกวิกฤตนี้ไปด้วยกัน เพราะนอนมาก ไม่สำคัญเท่า “นอนให้มีคุณภาพ” เหตุผลอย่างหนึ่งที่เรามักบ่นกันเสมอว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอนเลย หรือบอกว่านอนน้อย ๆ เป็นประจำ นั่นเพราะเรามีมาตรฐานการนอนที่บอกต่อ ๆ กันมา ฟังตาม ๆ กันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า “เราควรนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง” เราจึงเข้าใจว่าเมื่อไรที่เรานอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงนั้นหมายความว่าเรานอนไม่พอ เรานอนน้อย แต่ในความเป็นจริง 8 ชั่วโมงนั้นคือเวลามาตรฐานโดยเฉลี่ย แต่ไม่ใช่กฎตายตัวเพราะมนุษย์แต่ละคน แต่ละช่วงวัยนั้นมีช่วงเวลาการนอนที่พอเหมาะแตกต่างกันไป โดยเฉพาะเมื่อบทความชื่อ Sleep quality versus sleep quantity: Relationships
ครั้งหนึ่งในกาแลคซี่ทางช้างเผือก มนุษย์อย่างเราเคยมั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าชีวิตบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้เต็มไปด้วยความหวังมากกว่าดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ อีกหมื่นแสนดวง เพราะบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้มีอากาศให้หายใจ มีชีวิต มีการเกิดใหม่ มีความเป็นไปได้ให้เราฝันและหวังไม่สิ้นสุด แต่ในทางกลับกันเมื่อมนุษย์รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เชื้อกลายพันธุ์ โรคระบาด ก็สามารถแพร่ไปได้รวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง โรคร้ายจึงทำให้โลกที่เคยดี กลายเป็น “โลกร้าย” ที่กลิ่นของความตายลอยคละคลุ้ง เมืองพังพินาศ ระบบการจัดการล้มเหลวและผู้คนกำลังจะตาย ในห้วงเวลาเช่นนั้นมนุษย์จะเผยให้เห็นความสิ้นหวัง ความมืดหม่นแห่งความคิดและจิตใจออกมาได้อย่างชวนขนลุกขนพอง แม้ในความเป็นจริงมวลมนุษยชาติจะยังไม่เคยก้าวไปถึงจุดนั้น แต่เราเชื่อว่าหนังสือว่าด้วยโลกร้าย 5 เล่มนี้จะพาคุณไปรู้จักความสิ้นหวังจากโรคระบาดให้เราได้ดำดิ่ง และเตรียมตัวล่วงหน้าเผื่อวันแห่งหายนะนั้นมาถึง บอด : José Saramago เพราะดวงตาคือความหวัง คือแสงสว่าง คืออวัยวะที่ช่วยให้มวลมนุษยชาติมองเห็น การสูญเสียการมองเห็นจึงไม่ได้หมายความถึงแค่อวัยวะหนึ่งล้มเหลว แต่หมายถึงมนุษย์จะต้องเผชิญกับความมืดบอดของโลกและอยู่กับความสิ้นหวังที่จะเห็นสรรพสิ่งไปตลอดกาล “บอด” คือวรรณกรรมผลงานนักเขียนรางวัลโนเบลที่ว่าด้วยโรคลุกลามแพร่ระบาดที่ทำให้มนุษย์มองอะไรไม่เห็นอีกต่อไป! เรื่องเริ่มที่ชายคนหนึ่งขับรถติดไฟแดงอยู่ดี ๆ ฉับพลันดวงตาเขาก็ขาวโพลน ไม่อาจมองสิ่งใดเห็น หลังจากนั้นอาการตาบอดก็แพร่ออกไปจากคนหนึ่ง สู่อีกคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นเองที่ทุกอย่างตกอยู่ในความโกลาหล วรรณกรรมเรื่องนี้ไม่เพียงแค่พาเราดิ่งลึกลงไปในความมืดบอดและโรคติดเชื้อ แต่มวลมนุษยชาติผู้สิ้นหวัง สับสน รัฐบาลที่แก้ปัญหาอย่างมืดบอดไม่แพ้อาการตาบอดที่แพร่ระบาด ไปจนถึงมาตรฐานศีลธรรมที่ในเวลาปกติเราเคยยึดถือ แต่เมื่อทุกคนกระเสือกกระสนหนีตาย ศีลธรรมก็คล้ายเป็นเพียงลมปากที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป
“บ้านผมอยู่ฝั่งธนฯ แต่ออฟฟิศผมอยู่รังสิต” หรือ “บ้านผมอยู่รังสิตส่วนที่ทำงานผมอยู่เพลินจิต” ประโยคเหล่านี้ไม่ใช่การพูดเกินจริงเพราะมันคือชีวิตประจำวันของใครหลายคนที่ต้องฝ่าฝุ่น ฝ่าฝน ฝ่าฟันการคมนาคมแสนโหดยามเช้า 5 วันติดกันเพื่อมาทำงานที่เรารัก แรก ๆ ก็คิดว่าไหว แต่รู้ตัวอีกที เราก็ได้ปัญหาสุขภาพมาเป็นของแถมจากการเดินทาง แถมยังมาแบบโหมกระหน่ำจนตั้งรับแทบไม่ทันอีกด้วย เพราะใคร ๆ ต่างต้องเดินทางไปทำงานไม่ว่าใกล้หรือไกล UNLOCKMEN จึงค้นหางานวิจัยเกี่ยวกับการทำงานและการเดินทางมาให้ทุกคนได้อ่านกัน เพื่อประเมินตัวเองว่าการใช้ชีวิตของตัวเองนั้นเข้าข่ายน่าเป็นห่วงหรือไม่? มีงานวิจัยที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มร่วมกับสถาบันสุขภาพและสวัสดิการของประเทศฟินแลนด์ (Finnish Institute for Health and Welfare) กล่าวว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ทำงานหนักและออฟฟิศอยู่ไกลจากบ้านมาก ๆ มักเจอกับความเครียดมากกว่าคนที่บ้านอยู่ใกล้กับที่ทำงาน โดยทีมวิจัยได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่มวัยทำงานจำนวน 22,000 คน เป็นเวลาสองครั้งตั้งแต่ปี 2008-2018 กลุ่มตัวอย่างถูกถามเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบ วิธีการเดินทางไปทำงาน อาหารการกินแต่ละวัน การออกกำลังกาย การนอนหลับ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์และความถี่สำหรับคนที่สูบบุหรี่ จนได้ผลลัพธ์น่าสนใจว่ากลุ่มพนักงานออฟฟิศไกลบ้านหรือคนที่ต้องเดินทางหลายต่อ เช่น เปลี่ยนจากรถไฟฟ้าเป็นรถเมล์ หรือเปลี่ยนจากรถไฟฟ้าเป็นต่อวินมอเตอร์ไซค์ กลุ่มตัวอย่างประเภทนี้จะอ่อนเพลียหมดเรี่ยวหมดแรงมากกว่าคนที่บ้านอยู่ใกล้ออฟฟิศหรือเดินทางเพียงต่อเดียว ความกระฉับกระเฉงหลังตื่นนอนถูกใช้ไประหว่างทาง บนรถไฟฟ้าแออัดหรือรถเมล์ร้อนระอุที่จอดนิ่งสนิทบนท้องถนน การเดินทางนั้นดูดพลังมากกว่าที่คิด รู้ตัวอีกทีเราก็ใช้เวลาอยู่บนรถหรือถนนนานเกือบ 5 ชั่วโมง (ขาไปและขากลับรวมกัน) นอกจากนี้พอถึงออฟฟิศหลังจากสู้รบกับระบบคมนาคม กลุ่มตัวอย่างที่เป็นมนุษย์เงินเดือนบ้านไกลจะหมดเรี่ยวแรงส่งผลให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
“ครั้งหนึ่งในชีวิตเราต่างต้องเคยรู้สึกหวิวในใจเวลาได้ยินคำลาจากคนรัก” ว่ากันว่ามีใครสักคนเคยกล่าวประโยคชวนเลี่ยนนี้ ประโยคที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เราต่างเกิดมาเพื่อตกหลุมรัก เสพสมความสุข และพบเจอกับความเจ็บปวด มันอาจจะจริงอย่างที่เขาเอ่ยว่าชีวิตของคนเราก็ต้องเคยตกหลุมรักหรือชอบใครสนคนด้วยกันทั้งนั้น อาจเป็นรักในวัยเรียน ความรู้สึกประทับใจกับใครสักคนตั้งแต่แรกเจอ หรือการเผลอใจรักคนใกล้ตัวที่เขามองว่าเราคือเพื่อนหรือพี่น้อง เพราะความรู้สึกรักเป็นสิ่งที่หลาย ๆ ครั้งมนุษย์ผู้เก่งกาจก็ไม่สามารถควบคุมได้ จึงทำให้เกิดคำคำหนึ่งที่จะนิยามถึงความเศร้าและเจ็บปวดเมื่อใครสักคนผิดหวังกับความรักอย่างคำว่า Lovelorn “LOVELORN” ภาษาวรรณกรรมที่นิยามถึง “การพลาดรัก” เมื่อเราตกหลุมรักจนลุกไม่ขึ้นเพราะถูกปฏิเสธ พอนำเรื่องเศร้านี้ไปคุยกับเพื่อนก็มักเรียกความรู้สึกนี้ง่าย ๆ ว่า “กูอกหักว่ะ” ส่วนภาษาอังกฤษจะพูดกันว่า “broken-hearted” หรือ “heartbroken” ซึ่งเป็นภาษาทั่วไปที่พอพูดใคร ๆ ก็เข้าใจตรงกันว่าเราผิดหวังจากความรัก แต่แท้จริงนิยามของคำว่าอกหักมันมีคำที่ลึกซึ้งมากกว่าการพูดว่าหัวใจเราแตกสลาย “lovelorn” มีความหมายไม่แตกต่างจาก “heartbroken” เท่าไรนัก แต่เมื่อ UNLOCKMEN ได้ลองเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ก็ได้พบว่า lovelorn นั้นลึกซึ้งกว่าเพราะมันคือคำที่นิยามถึง การพลาดรัก การถูกคนรักทอดทิ้ง รู้สึกหน่วง ๆ กลางใจจนพาลให้เกิดอาการซึมเศร้าจากรักที่ไม่สมหวัง รักไม่สมหวังยังสามารถขยายความได้อีกว่า พลาดรักจากการที่เราไปรักคนที่เป็นไปไม่ได้ พลาดรักจากการสูญเสียคนรัก แต่ถ้าเป็น heartbroken ก็จะบอกแค่ว่าเราช้ำใจ ผิดหวัง และเสียใจมาก อาจใช้บรรยายความเจ็บช้ำที่เจอมาได้ไม่มากเท่ากับคำว่า lovelorn
สำหรับคอดนตรีร็อกในเมืองไทย เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงของ “The Rock Pub” หนึ่งในแหล่งรวมตัวคนชอบดนตรีร็อกที่จัดว่ามีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงในบ้านเราเลยทีเดียว ชาวร็อกหลายคนอาจจะเคยไปมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้ว่าร้านนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนในประเทศ ลองคิดดูดี ๆ ว่าคุณเคยเห็นตึกอิฐที่ดูน่าเกรงขามข้าง Coco Walk ติด BTS ราชเทวี ตึกนั้นหรือไม่? ใช่ครับที่นั่นคือที่ตั้งของ The Rock Pub ภายนอกสถานที่แห่งนี้อาจทำให้หลายคนคิดว่า ‘ดูเก่า’ ไม่ก็อาจจะคิดว่าดูน่ากลัว แต่สำหรับคนที่เคยเข้าไปคลุกคลีเสพดนตรีทั้งคืนจนถึงร้านปิดอย่างเราแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ที่เข้ามาเต้น มาร้อง มากระโดด มาพูดคุย บ้างก็นั่งเฉย ๆ ฟังดนตรีกันอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นสถานที่สำหรับผู้ที่มีใจรักต่อดนตรีร็อกอย่างแท้จริง บางครั้งก็อาจจะมากกว่าเครื่องดื่มที่พวกเขาถือในมือเสียอีก ด้วยความที่เห็น The Rock Pub มาอย่างช้านาน เราจึงเกิดคำถามว่าใครเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้? และเขาทำอย่างไรให้ร้านเป็นดนตรีเฉพาะกลุ่มลักษณะนี้ให้ดำรงอยู่ได้? วันนี้ UNLOCKMEN จึงเข้ามาสนทนากับ “คุณเต๋า – นนทเดช บูรณะสิทธิพร” ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของคนปัจจุบันของร้าน และเราก็ได้พบว่า The
สำหรับผู้ที่ฟังเพลงสากลเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าคงจะคุ้นเคยชื่อของ LANY กันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย พวกเขาคือวงดนตรีแนว Indie Pop จาก Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสมาชิก 3 คน ประกอบด้วย Paul Klein (ร้องนำ,คีย์บอร์ด,กีตาร์), Les Priest (ชื่อเต็ม Charles Leslie Priest คีย์บอร์ด,ซินธิไซเซอร์,กีตาร์) และ Jake Goss (กลอง,แซมเพลอร์) พวกเขาก่อตั้งวงกันตั้งแต่ปี 2014 ก่อนจะมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพลงของพวกเขาถูกใจแฟนเพลงทั่วโลก รวมถึงแฟนเพลงชาวไทยที่ดูจะมากเพิ่มขึ้นทุกวัน ล่าสุดพวกเขาก็เพิ่งจะมาเปิดโชว์ที่ไทยในงาน Maya Festival 2020 ในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา และในครั้งนี้ทาง UNLOCKMEN ก็ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาทั้ง 3 คนอย่างใกล้ชิด ด้วยความที่ครั้งนี้ LANY มาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยเป็นครั้งที่ 4 แล้ว มาดูกันว่านักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างพวกเขา จะตอบคำถามเกี่ยวกับ
แม้จะรู้ดีว่า ‘เซ็กซ์’ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิต แต่มุมมองของผู้ชายแต่ละคนที่มีต่อเซ็กซ์คงต่างกันสิ้นเชิง สำหรับบางคนเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของรักและช่วยหล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ แต่กับบางคนเซ็กซ์เปรียบดังเรื่องตื่นเต้นเร้าใจที่มอบความเสียวจนเผลอเกร็งนิ้วเท้าทุกครั้งอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่ามุมมองเซ็กซ์ในสายตาของพวกคุณจะเป็นอย่างไร แต่เราเชื่อว่าขณะมีเซ็กซ์ผู้ชายแทบทุกคนคงอยากให้ตนดูมีเสน่ห์ คล่องแคล่วชำนาญ และปรารถนาจะใช้ลีลาพลิ้วไหวแพรวพราวทำให้สาวประทับใจด้วยกันทั้งนั้น จนบางครั้งก็เผลอทำรุนแรงหรือแหกตำราเล่นท่าแผลง ๆ ไปบ้าง สิ่งที่ไม่คาดฝันและพ่วงมากับประสบการณ์เสียวคืออาการเจ็บปวดน้องชายหลังออกศึก ทั้งที่ตั้งใจจะพาน้องชายไปเล่นสนุกผ่อนคลายแท้ ๆ กลับรู้สึกเจ็บปวดทรมานเหมือนพาน้องไปสู้รบฟาดฟันกับศัตรูอย่างไรอย่างนั้น มีงานวิจัยจาก The Journal of Sexual Medicine พิสูจน์แล้วว่ามีผู้หญิง 30% ที่เจ็บปวดหลังมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดและอีก 72% เจ็บปวดหลังมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แต่มีผู้ชายเพียง 7% เท่านั้นที่รู้สึกเจ็บน้องชายหลังมีเพศสัมพันธ์ แม้ประชากรชายจะเป็นส่วนน้อยในงานวิจัย แต่ทีมนักวิจัยจาก Indiana University กลับคิดว่ายังมีผู้ชายอีกมากที่ไม่กล้าบอกคู่นอนหรือใคร ว่าตนเจ็บอวัยวะเพศหลังมีเซ็กซ์ ทำไมบางคนถึงเจ็บอวัยวะเพศหลังมีเซ็กซ์? ขึ้นชื่อว่า “ดุ” ต้องรุนแรงหน่อย – การมีเซ็กซ์แบบรุนแรงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ชายเจ็บอวัยวะเพศ เพราะเมื่ออวัยวะเพศที่แข็งตั้งตรงเป็นเวลานานกระแทกเข้ากับบางสิ่งอย่างจัง จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้รับผลกระทบไปด้วย แถมเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว เลือดที่ไหลเวียนภายในก็จะมารวมตัวกัน การมีเซ็กซ์แบบรุนแรงหรือกระแทกบั้นเอวด้วยความเร็วแสง ก็อาจทำให้คุณรู้สึกปวดลำอวัยวะเพศหรือทำให้เนื้อเยื่อเสียหายได้ ลื่นอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องพึ่งเจล – จริงอยู่ที่เวลามีเซ็กซ์เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้สารหล่อลื่นเสมอไป แต่การมีเซ็กซ์โดยปราศจากสารหล่อลื่นหรือใช้มันน้อยเกินไป ระวังจะเจ็บ
ความฝันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็เคยฝันมาแล้วทั้งนั้น แต่จะต่างตรงที่พวกเขาเหล่านั้นฝันดีหรือฝันร้ายมากกว่ากัน บางคนบอกว่าฝันคือการสร้างสมดุลทางจิต โดยปลดปล่อยความเครียดหรือกุเรื่องไร้สาระขึ้นมาในหัว บ้างว่าฝันถูกจิตสำนึกลึก ๆ ผลักออกมาและปรุงแต่งจนเป็นเรื่องราว สะท้อนถึงความปรารถนาที่ไม่ได้ถูกตอบสนองในชีวิตจริง แต่ความปรารถนานั้นไม่ได้หายไป หากเก็บไว้เบื้องลึกในจิตใจและระบายออกมาผ่านความฝัน แต่ไม่ว่าความฝันจะเกิดขึ้นจากอะไร ใคร ๆ ก็คงอยากฝันดีมากกว่าฝันร้ายกันทั้งนั้น นั่นให้เราอยากรู้ว่าทำไมคนถึงเกลียดฝันร้าย และฝันร้ายของพวกเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรมากที่สุด? งานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Amerisleep ที่รวบรวมเรื่องราวฝันร้ายของชาวอเมริกัน 2,000 คน เผยว่าฝันร้ายที่พบบ่อยที่สุดคือการฝันว่าตัวเองหกล้ม (65%) ตามมาด้วยฝันที่ถูกไล่ล่าเอาชีวิต (63%) ฝันว่าตัวเองตาย (55%) ฝันว่าคนรักตายจากไป (54%) และฝันว่าถูกจับยึดจนไม่สามารถขยับไปไหนได้ (52%) นี่แสดงให้เห็นว่าฝันร้ายแต่ละเรื่องนั้นค่อนข้างรุนแรงและกระทบกระเทือนต่อจิตใจคน อีกทั้งขณะที่อยู่ในฝันเราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันคือเรื่องจริงหรือความฝันกันแน่ ถ้าต้องเจอเรื่องราวเลวร้ายที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าใครก็คงทุกข์ใจไม่ต่างกัน ทำไมถึงฝันร้าย? มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้เราฝันร้าย ตั้งแต่การกินของว่างตอนดึก ผลข้างเคียงจากยา หรือแม้แต่การนอนตะแคงซ้ายขวา แต่นอกจากยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พิสูจน์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราก็มีอิทธิพลต่อความฝันด้วย เนื่องจากเนื้อหาในฝันจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงขณะตื่น หากคุณเป็นคนสบาย ๆ ไม่ค่อยเครียด และค่อนข้างพอใจกับชีวิต เป็นไปได้ว่าฝันของคุณจะเป็นเรื่องบวก ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณทุกข์ใจหรือวิตกกังวลบ่อย ๆ ก็อาจทำให้คุณฝันร้ายได้ในเวลาเดียวกัน ฝันร้ายบอกอะไรเรา? กว่า 70%
เวลานี้คงไม่มีผู้กำกับคนใดมีคนพูดถึงมากไปกว่า Bong Joonho (บง จุนโฮ) ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่พาภาพยนตร์ Parasite (2019) กวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 92 ไปครองอย่างน่าภูมิใจ โดยถือเป็นผู้กำกับคนที่ 2 ของเอเชียและเป็นผู้กำกับคนแรกของเกาหลีใต้ที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ Parasite (2019) เล่าเรื่องราวของชนชั้นได้อย่างเจ็บแสบ ตลกร้าย และเสียดสีสังคมจนใครที่ดูแล้วต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “หนังแม่งโคตรเจ๋ง!” แถมยังสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ให้วงการภาพยนตร์เมื่อ Parasite และชื่อของ Bong Joonho ถูกสลักไว้บนถ้วยรางวัลน้อยใหญ่จากหลายเวทีก่อนหน้านี้ ความสำเร็จทางด้านรายได้และคำชมเชยท่วมท้นส่งผลให้ใคร ๆ ต่างใคร่อยากรู้จักชีวิตกับแนวคิดของชายคนนี้มากขึ้น อยากรู้ว่าเขาสนใจอะไร มองโลกมุมไหน อะไรบ้างที่หล่อหลอมให้เขาเป็นชายมากความสามารถและมีมุมมองเฉียบคม ทำหนังออกมาได้เจ็บแสบขนาดนี้ ผลงานเก่าของนักเล่าเรื่องเสียดสีที่เติบโตในสังคมเผด็จการ ช่วงชีวิตของชายที่ชอบเล่าเรื่องราวผ่านภาพยนตร์ เริ่มต้นขึ้นเพราะหลงใหลการทำหนัง ครอบครัวของเขาก็สนใจสายวรรณกรรมและสังคมอยู่แล้ว แถมตัวของจุนโฮเองก็เข้าศึกษาในคณะสังคมวิทยาพร้อมกับสมัครเข้าชมรมภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัย สนใจการทำหนังสั้นฟิล์ม 16 มิลลิเมตร ฝึกฝนการเขียนบทและอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับเมื่อมีการทำหนัง ชีวิตของเขาก็ไม่ได้ต่างจากคนรักหนังคนอื่น ๆ สภาพแวดล้อมที่เติบโตมาอาจมีส่วนทำให้จุนโฮกลายเป็นนักเล่าเรื่องมีลีลาเอกลักษณ์ เขามักใช้เวลาว่างนั่งดูภาพยนตร์ฮอลลีวูด ระหว่างยุค 70-80 ประเทศเกาหลีใต้อยู่ใต้อำนาจของประเทศสหรัฐฯ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา (8 มกราคม 2563) เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่คนไทยทั้งประเทศตกอยู่ภายใต้ม่านหมอกแห่งความเศร้าและบรรยากาศของความสูญเสียอีกครั้งหนึ่ง UNLOCKMEN ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและความสูญเสียที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม UNLOCKMEN เชื่อว่าเราสามารถเศร้าได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้มแข็งมากพอที่จะให้กำลังใจกันและกันให้เราสามารถผ่านบรรยากาศแห่งความเศร้านี้ และความเศร้าอื่น ๆ ในชีวิตไปด้วยกันให้ได้ เราจึงเอา 5 วิธีปลอบใจคนเศร้าที่ถูกต้อง มาไว้ซับน้ำตาและให้กำลังใจให้คนเศร้าทั้งหลายได้เยอะเท่าที่ต้องการ พูดไม่ต้องมาก รับฟังให้มาก สิ่งที่ยากที่สุดในการพยายามปลอบใจใครสักคนที่กำลังโศกเศร้าเจ็บปวด คือการที่เราไม่รู้เลยว่าเราควรพูดอะไรออกไปกันแน่ ไม่รู้ว่าพูดไปเขาจะเจ็บปวดกว่าเดิมไหม หรือจะดูว่าเราไม่ใส่ใจปัญหาของเขาหรือเปล่า เราอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วคนเศร้าไม่ได้รอฟังหรอกว่าคุณจะพูดอะไร แต่สำคัญที่ว่าเขาอยากรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ เขา พยายามที่จะรับฟังเขา ดังนั้นไม่ต้องพยายามพูดอะไรที่เราก็เก้ ๆ กัง ๆ ที่จะพูด แต่พยายามอยู่ข้าง ๆ รับฟังสิ่งที่เขาคิดและรู้สึกโดยไม่ตัดสินให้มากที่สุดก็พอ บอกเขาเถอะว่าความเศร้าเขามันสำคัญ การรับฟังเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อเขาพูดถึงจุดหนึ่ง คนที่กำลังเศร้าโศกก็อยากรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวและความเศร้าของเขาไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เขาต้องการการยืนยันว่าความเศร้าของเขามันเมคเซนส์ มันสำคัญ เพราะฉะนั้นบอกให้เขาเข้าใจว่าคุณนั้นเข้าใจปัญหา ความเลวร้าย ความโศกเศร้าที่เขากำลังเจอ และคุณพร้อมรับฟัง อย่างไรก็ตามต้องระวังให้ดี เพราะการบอกว่าเข้าใจ แล้วเล่าเรื่องตัวเองเพื่อแสดงว่าเราเข้าใจ (แต่กลับเล่ามากเกินไป) จะดูเป็นการโฟกัสที่ตัวเราเองมากกว่าการโฟกัสคนที่กำลังเศร้า ดังนั้นย้อนกลับไปที่ข้อหนึ่งแล้วท่องให้ขึ้นใจว่าต้องรับฟังให้มากเข้าไว้


