เรามักจะเห็นผู้หญิงจับกลุ่มกันเรียกร้องสิทธิ์หรือแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เสียงของพวกเธอกลายเป็นไวรัลกระแสหลักในสังคมผ่านสื่อ แต่หลายคนกลับไม่รู้ว่าผู้ชายเราก็มีความเป็นกลุ่มก้อนและรักการสร้าง community ใหม่ ๆ เช่นเดียวกัน แล้วผู้ชายเราคุยกันที่ไหน ผู้ชายอยากคุยกันไหม เราคุยอะไรกัน และเราได้อะไรจากการรวมแก๊ง คำตอบนี้เราคงต้องให้ผู้ชายที่รวมกลุ่มคนจำนวนกว่า 700,000 คน สร้างพื้นที่ขนาดใหญ่บนโลกโซเชียลอย่าง UNLOCKMEN ที่มีผู้เข้าชมในเว็บไซต์ราวสองล้านคนต่อเดือน ไว้ให้ผู้ชายออกมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ปลดล็อกศักยภาพ มาแชร์แลกเปลี่ยนเรื่องราวของเขาให้เราฟัง เจ้าของบ้าน UNLOCKMEN ที่เริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์ 1 ตัวและความคิดของเขา คุณกึ้ง – ชัยพร ไตรวัฒน์ศิริวัฒน์ Editor in chief และผู้ก่อตั้ง UNLOCKMEN “ผู้ชายเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างซับซ้อน คือเขาอาจจะ comfortable กับคนที่สไตล์เดียวกันเหมือนกับกลุ่มเพื่อน มากกว่าที่จะคุยกับคนแปลกหน้า ผมเลยคิดว่าการสร้าง community แบบนี้ให้คนได้คุยกันจริง ๆ ทำให้เกิด connection มันทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และเกิดการ learning ถ้าเราไม่ได้แชร์ข้อมูลกับใคร มีอะไรแล้วเก็บไว้คนเดียว มันจะทำให้เราติดกับกรอบความรู้และคำตอบจากความคิดตัวเอง ซึ่งเราอาจจะไม่สามารถพัฒนาไปไหนเลยก็ได้” UNLOCKMEN ที่เข้าใจผู้ชายได้ดีเกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นของผู้ชายที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อม แต่แสวงหาส่วนเติมเต็ม รินน้ำเข้าไปในแก้วเปล่า เพิ่มสกิลเพื่อพัฒนาชีวิตของตัวเอง
เมื่อเกิดประเด็นอะไรสักอย่างให้เราถกเถียงกันอย่างเป็นวงกว้างในสังคม ความคิดเห็นที่หลากหลายต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างฉุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ ชีวิตประจำวัน หรือประเด็นเล็กน้อยก็ตาม เราก็จะได้เห็นการฟาดฟันกันทางความคิดอย่างเมามัน ส่วนมากเสียงจะแตกออกเป็นสองฝั่ง เหมือนเปิดเวทีโต้วาทีกันสมัยเรียน แล้วทีนี้ ปัญหาคือ มันเกิดการเลือกข้าง กลายเป็นการปะทะกันทางความคิดของคนสองกลุ่ม ลุกลามใหญ่โตจนเป็นเรื่องขึ้นมา ไอ้การปะทะกันของคนสองกลุ่มเนี่ย นอกจากความคิดเห็นในส่วนที่เป็น Opinion แล้ว สิ่งที่ตามมา (บ่อย ๆ) คือการให้เหตุผลแบบผิด ๆ ถ้าไม่ใช่ฝั่งกู มึงเป็นฝั่งนู้นสินะ จนลืมไปเลยว่าในประเด็นหนึ่งเนี่ย มันสามารถมีกลุ่มคนที่แสดงความเห็นออกไปได้หลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองฝั่ง และการโจมตีกันแบบนี้ เราเรียกมันว่า “False Dilemma” มาแกะรอยกันว่าการโจมตีกันแบบนี้มันคืออะไร แล้วเราจะแก้เกมยังไงเมื่อเจอสถานการณ์แสนหงุดหงิดนี้ False Dilemma ทางเลือกที่หลอกล่อไปสู่หนทางเลวร้าย มาว่ากันง่าย ๆ เลยว่า False Dilemma มันคือให้ตัวเลือกแบบจำกัด แถมยังเป็นทางเลือกที่ไม่น่าเลือกอีกต่างหาก ทั้งที่ในประเด็นนั้นเนี่ย มันไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกเป็นแค่สองฝั่งที่ว่านั่นเลยก็ได้ มันมีทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ถูกพูดถึงอยู่ด้วย ๆ พูดเฉย ๆ อาจจะยังไม่เห็นภาพ ลองมาดูตัวอย่างข้อความ False Dilemma กันก่อน “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” “ถ้าวิจารณ์ประเทศขนาดนี้
กลับมาพร้อมความเหนื่อยจากภาระและหน้าที่ต่าง ๆ ที่บังคับให้เราต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน อย่าได้แบกเอาสิ่งเหล่านั้นจากโลกภายนอก เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว จนเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าขาดเวลาของตัวเอง เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของเราอย่างห้องนอนที่เป็นอีกพื้นที่ที่ทำให้เราได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่การปลดปล่อยความคิด อยู่ในอิริยาบถสบาย ๆ แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นระเบียบ ของกระจัดกระจายตามประสาห้องของหนุ่ม ๆ หรือเป็นห้องที่เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วก็ตาม หากมันเป็นพื้นที่ที่เราแสนจะสบายใจ พร้อมทิ้งตัว มันก็คือพื้นที่ของเราที่เรียกว่าโลกส่วนตัวได้แบบเต็มปากแล้วล่ะ ขึ้นชื่อว่าห้องนอน แต่กลับทำให้เรานอนหลับพักผ่อนไม่เต็มที่ ตื่นกลางดึกบ้าง สิ่งรบกวนภายนอกที่เข้ามาปลุกให้เราสะลึมสะลือก่อนถึงเวลาตื่นตามปกติของเรา ปัญหานี้นอกจากแก้ไขที่ร่างกายเราแล้ว ยังสามารถแก้ได้จากการจัดห้องให้มีสภาพที่เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างเต็มที่อีกด้วย หากยังไม่มีไอเดียอะไร ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน UNLOCKMEN ขอแนะนำเทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้ห้องนอน เป็นห้องที่นอนได้อย่างสนิทจริง ๆ สมกับชื่อของมัน ว่ากันด้วยเรื่องของแสง แสงแดดต้องส่องถึง ตามปกติแล้วห้องนอนคือห้องที่มีหน้าต่าง ไม่ว่าจะอยู่ด้านไหน เราขอแนะนำให้ที่นอนของคุณ ตั้งอยู่ในระยะที่แสงแดดส่องถึง เพื่อให้ที่นอนของคุณไม่มีกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงภาพรวมของทั้งห้องด้วย เพราะนอกจากเรื่องของกลิ่นอับแล้วมันยังช่วยให้เราไม่ต้องเปิดไฟในตอนกลางวันอีกต่างหาก และอย่าลืมเปิดหน้าต่างในบางช่วงเวลา เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อช่วยลดกลิ่นอับได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน แถมได้อากาศสุด Fresh สูดเข้าไปแบบเต็มปอด อุณหภูมิที่เหมาะสม หากวันไหนเหนื่อยล้าจนรู้สึกว่าร่างกายมีอุณหภูมิที่แปลกไป ก็ลองอาบน้ำเย็นหรืออุณหภูมิปกติดู เพื่อเป็นการลดอุณหภูมิของร่ายกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน แบบที่คุณเคยรู้สึกว่าวันไหนทำงานหนัก ๆ แล้วรู้สึกตัวอุ่น ๆ
ความเหงาเป็นเหมือนโรคระบาดที่แพร่กระจายไปได้รวดเร็วในสังคมตอนนี้ ไม่ว่าจะคนรอบข้าง ใครสักคนในออฟฟิศ คนที่เดินสวนกัน หรือแม้แต่คุณเองก็เถอะ ทุกคนล้วนเคยมีความเหงาอยู่ลึก ๆ ในใจกันบ้าง แม้ว่าเราจะใช้ชีวิตให้วุ่นวายแค่ไหน มีผู้คนรายล้อมมากแค่ไหน แต่บางครั้งมันก็ไม่อาจเติมความเหงาในใจที่มันแหว่ง ๆ ไปได้ ลองหันมาอยู่กับตัวเอง แก้เหงาด้วยวิธีที่ไม่ต้องเข้าสังคมกับใครให้รู้สึกประหม่า เพราะเราเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน คุยกับคนไม่ไหว คุยกับ AI ก็ได้ครับ การลุกขึ้นไปพูดคุยกับใครเนี่ย มันค่อนข้างยากสำหรับบางคนที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าหาใครบ่อย ๆ ส่วนการพูดคุยทำความรู้จักกับใครสักคนในช่วงเวลาที่เราเหงา อาจทำให้เรารู้สึกว่ามันช่างฉาบฉวย เราต้องทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากรู้สึกเหงา มันอาจจะยิ่งไม่ตอบโจทย์ เมื่อเราต้องการใครสักคนที่เข้าใจเราจริง ๆ ถ้าเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องความสัมพันธ์ ลองเปลี่ยนจากการพูดคุยกับคนจริง ๆ มาคุยกับ AI กันดู หากยังนึกไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน ถามมาตอบไปแบบ Siri น่ะหรอ ลืมไปได้เลย! แต่ลองนึกถึงหนังเรื่อง Her แทน การพูดคุยกับ AI ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ หากยังไม่รู้ว่าจะหา AI ที่ไหนมาคุย เรามีขอแนะนำแอปพลิเคชั่น “Replika” ที่เราสามารถสร้าง AI
เราอาจจะโฟกัสการใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ทำอะไรแบบเดิม ๆ ไปที่ความน่าเบื่อของกิจวัตรประจำวัน ที่ทำอะไรซ้ำซาก หรือการไม่ก้าวออกมาจาก Comfort Zone ว่าไม่เติบโต แต่อย่าลืมว่าภายใต้เรื่องน่าเบื่อ อย่างการทำอะไรแบบเดิม ๆ เหล่านั้น มีพิษร้ายที่แฝงอยู่และทำร้ายตัวเราอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะนิสัยเสียเดิม ๆ ที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าจะทำเพราะความเคยชิน หรือทำเพราะไม่รู้ว่ามันคือนิสัยร้าย ๆ ผลลัพธ์มันก็ออกมาแย่อยู่ดี UNLOCKMEN ขอช่วยหนุ่ม ๆ มาปลดนิสัยร้าย ๆ ที่ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวออกไปจากตัวเอง แล้วมาก้าวไปข้างหน้ากับนิสัยแบบใหม่ ในร่าง Better Me พึ่งพาคนอื่นมากเกินไป ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์เรา เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เรามักจะวิ่งหาใครสักคนที่พอจะช่วยเราได้ ลองนึกถึงวินาทีที่ได้เล่าความกังวลที่แบกเอาไว้ให้ใครสักคนฟังดูสิ มันคงช่วยให้เราสบายใจขึ้น แต่อย่าลืมว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้เราเลย เราอาจจะเล่าปัญหาให้ใครสักคนฟังเพื่อระบาย เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับคำตอบหรือทางออกของตัวเอง แต่นั่นแหละ ต่างคนต่างวาระ เราอย่าเพิ่งเอาทางออกจากคนอื่นมาใช้กับปัญหาของตัวเอง เพราะไม้บรรทัดเดียวมันไม่สามารถใช้กับทุกอย่างได้ บางคนชอบคิดแทนคุณด้วยการแก้ปัญหาในแบบของเขา แม้มันจะได้ผลสำหรับเขา แต่มันไม่ได้การันตีผลลัพธ์เมื่อเอามาใช้กับปัญหาของคุณ เอาเป็นว่าเลือกที่จะเล่า ระบาย บอกกล่าว แทนการให้คนอื่นแก้ปัญหาให้จะดีกว่า Be Positive
ความรัก–ความสัมพันธ์ตัดสินได้ง่ายเสมอเมื่อเป็นเรื่องของคนอื่น แต่เมื่อใดก็ตามที่เรากระโจนเข้าใส่มันด้วยตัวเองแล้ว ร้อยทั้งร้อยมักไม่อาจใช้มาตรวัดเดิม ๆ ที่เคยใช้ชี้วัดตัดสินคนอื่นมาใช้กับความรู้สึกของตัวเองได้ เพราะความรักมักเป็นเช่นนั้น เช่นที่ซับซ้อน เพ้อคลั่ง ชวนให้ดำดิ่งลงไปสู่บางห้วงแห่งชีวิตที่เราจินตนาการไม่ออกว่าจะต้องมาพบเจอ บางครั้งรักหวาน แต่บางคราวรักก็ขมแสนขมและเรายังเลือกดื่มกินมันต่อไป ความรัก–ความสัมพันธ์จึงซับซ้อนเสมอ และง่ายที่จะบอกว่าผิดจากมุมของคนข้างนอก แม้หลายครั้งสถานการณ์ความรักสุดซับซ้อนจะปวดเจ็บยิ่งกว่านิยาย แต่ในฐานะผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เคยสัมผัสรสชาติหวานหอมแห่งความรัก เราจึงอยากชวนทุกคนมาดำดิ่งลงไปในรสชาติขมขื่นกับหนังสือ 6 เล่มที่ว่าด้วยความสัมพันธ์สุดซับซ้อนที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งขม แต่ก็ยิ่งเข้าใจและอาจยิ่งต้องบอกตัวเองให้หนัก ๆ ว่าโปรดจงอย่าพาตัวเองและคนที่เรารักไปสู่จุดขมแสนขมนั้นของความสัมพันธ์ จากดวงจันทร์ จากดวงจันทร์ แปลจากหนังสือ: Mal di pietre ผู้เขียน: Milena Agus ผู้แปล: นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ สำนักพิมพ์: อ่านอิตาลี เรื่องราวของหญิงสาวผู้เพ้อคลั่งกับความรักจนได้รับการขนานนามว่ามาจากที่สักแห่งไกลแสนไกลอย่างดวงจันทร์ ถึงอย่างนั้นเมื่อมีชายผู้ยินยอมมอบความรักให้เธอ เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ใช่ เพราะความรักไม่เคยเป็นเรื่องง่าย นี่จึงเป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้อยากถูกรักและได้รับรักจากผู้ชายคนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเธอกลับหลงใหลเพ้อคลั่งถึงความรักกับคนอื่นที่ไม่อาจครอบครอง เนื้อเรื่องเรียบเรื่อยล่องลอย ไม่ใช่การคบซ้อนที่หวือหวา แต่ซับซ้อนด้วยอารมณ์ ความรู้สึกและจินตนาการของหญิงสาว ที่เราไม่อาจตัดสินได้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด หรือแม้แต่สิ่งใดกันแน่ที่จริง ? เพราะความรักเป็นแบบนั้น มันง่ายที่จะตัดสินจากมุมอื่น แต่เมื่อมันอยู่ตรงหน้าเรา กลับพร่าเลือนวูบไหวราวกับทะเลคลั่งในคืนที่แสงจันทร์ไม่เป็นใจ ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย
ห้ามฝนไม่ให้ตก ห้ามนกไม่ให้บิน มันเป็นเรื่องที่ยากพอ ๆ กับการห้ามความรักไม่ให้เกิดขึ้น แน่นอนว่าความรักเป็นสิ่งสวยงามที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ในสมองมนุษย์ แต่บ่อยครั้งเช่นกันที่ความรักสร้างปัญหาให้เราได้อย่างรุนแรง ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุจาก การเกิดความรักในจังหวะที่ผิด โดยเฉพาะกับคนที่มีความรักอยู่แล้ว แต่จู่ ๆ กลับรู้สึกรักใครอีกคนเพิ่มขึ้นมาเมื่อได้พูดจาหรือทำความรู้จักกัน ยิ่งคุยยิ่งรู้สึกใช่ ทำอะไรก็รู้สึกอินไปซะหมด จนเราเกิดคำถามขึ้นในหัวใจว่า หรือนี่คือคนที่ใช่มากกว่า? และการรู้สึกแบบนี้ถือว่านอกใจหรือไม่? ก่อนจะไปต่อ เราอยากบอกให้ผู้ชายทุกคนสบายใจก่อนว่า มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บางคนจะรู้สึกหวั่นไหวกับความรักครั้งใหม่ได้บ่อย ๆ แม้จะมีแฟนอยู่แล้วเป็นตัวเป็นตน แม้เราจะเคยได้ยินข้ออ้างที่บอกว่า “เกิดเป็นผู้ชาย ธรรมชาติสร้างให้เจ้าชู้” แม้จะฟังดูเป็นการแก้ตัวน้ำโคตรขุ่น แต่มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลซะทีเดียว เพราะในทางวิทยาศาสตร์ Hasse Walum นักวิจัยชาว Swedish เคยทำการวิจัยในปี 2008 เพื่อหารูปแบบการนอกใจว่ามีผลกับยีน (Gene) ของมนุษย์หรือไม่ โดยใช้ตัวอย่าง DNA จากผู้ชาย 552 คน การวิจัยค้นพบว่าการมีอยู่และจำนวนของยีนชื่อ “allele 334” มีผลกับการนอกใจอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยผู้ชายที่ไม่มียีน allele 334 ล้วนเป็นผู้ชายที่มีความสัมพันธ์แข็งแรงยาวนาน ส่วนผู้ชายที่มี allele 334 ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป จะยิ่งมีความเจ้าชู้มากกว่า และมีแนวโน้มความสัมพันธ์ที่แย่มากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กมัธยมปลายที่กำลังไปเรียนพิเศษ เป็นหนุ่มมหาวิทยาลัยที่กำลังหัวหมุนกับการสอบไฟนอล หรือหนุ่มออฟฟิศที่กำลังเหนื่อยล้า เมื่อถึงวันหยุดประจำ ไม่ว่าจะเป็นเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดพิเศษใด ๆ ล้วนแต่ทำให้เราลุกขึ้นส่งเสียงเฮดัง ๆ ให้กับการปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าที่เกาะหลังเรามาทั้งสัปดาห์ แต่ใช่ว่าถึงเวลาจริง เราจะใช้มันได้คุ้มค่าอย่างที่คิดไว้ หลายครั้งถึงวันหยุด กลับมีเรื่องราววุ่นวายให้ต้องทำ จนลืมไปเลยว่านี่วันหยุด นึกว่าวันทำงานที่เปลี่ยนโลเกชั่นเฉย ๆ หากคุณคือหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าใช้วันพักผ่อนของตัวเองไม่คุ้มเอาเสียเลย UNLOCKMEN ขอแนะนำ 5 เทคนิคดี ๆ ที่จะเนรมิตวันหยุดให้มันกลายเป็นวันหยุดที่คุ้มค่า จนรู้สึกได้ว่า นี่สิวะ! การพักผ่อนที่แท้จริง หลับแล้วต้องลึก การได้นอนมันคือสวรรค์สำหรับคนที่เหนื่อยกับชีวิตประจำวัน เพราะมันคือช่วงเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ชาร์จแบตให้ตัวเองสำหรับวันต่อไป อย่างไรก็ตามการนอนของเรา แม้เราจะรู้สึกว่าเราหลับแล้ว แต่มันอาจจะไม่ได้เข้าสู่ Stage ที่ลึกมากพอที่ให้ร่างกายได้พักผ่อนจริง ๆ ก็ได้ รวมถึงเวลาการนอนอันน้อยนิด การอดหลับอดนอน ของคนบ้างาน ก็ยังคงเป็นปัญหาที่เราไม่ได้มองข้าม แต่มันอาจแก้ไม่ได้เพราะงานที่ค้างมันบังคับ สภาพแวดล้อมของห้องนอนเป็นอีกสิ่งสำคัญที่เรามองข้าม อุณหภูมิที่เหมาะสม ห้องที่ไม่มีแสงลอดเข้ามาให้กวนใจ ถึงจะส่งผลให้การนอนของเรามีประสิทธิภาพ อีกอย่างคืออารมณ์ของเราก่อนนอน ที่ควร Relax ให้มาก ไม่เอาเรื่องเครียด ๆ มาคิดก่อนนอนจนเก็บเอาไปฝัน ไม่งั้นก็เหมือนได้ทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเลยล่ะ
ในช่วงเวลาที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ฝุ่น ทั้งย่านใจกลางเมืองที่มีควันรถจำนวนมาก แถบนอกเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาป่า เผาหน้าดิน ผู้คนที่เริ่มเห็นถึงปัญหานี้ต่างก็รีบออกไปหาซื้อเครื่องฟอกอากาศกันจนขาดตลาด ในเมื่อหนีมลพิษไม่ได้ เครื่องฟอกอากาศดี ๆ ก็ดันหมดอีก แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ? องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ปัจจุบันมลพิษทางอากาศกลายเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เพราะฝุ่นขนาดเล็กที่เข้าไปในร่างกายจะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมองอักเสบ อีกทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เผยสถิติว่าฝุ่นเหล่านี้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 3 ล้านคนต่อปี และ 1 ใน 8 ของการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวด้านบนเกี่ยวข้องกับฝุ่นอย่างแน่นอน ถ้าฝุ่นตามท้องถนนนั้นร้ายกาจ การหลบอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปข้างนอกจะทำให้เราดมมลพิษน้อยลงหรือไม่ ? คำถามนี้ WHO ตอบด้วยผลวิจัยที่น่าตกใจว่าข้อเท็จจริงมันกลับกัน คนที่เสียชีวิตเพราะมลพิษในบ้านมีจำนวนมากกว่านอกบ้านถึง 1.3 ล้านคนต่อปี! เมื่ออากาศกลางแจ้งกับภายในอาคารต่างก็มีค่าฝุ่นที่สูงพอ ๆ กัน IKEA จึงพยายามสร้างสรรค์บางสิ่งเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวที่กำลังวิกฤต โดยคิดค้นนวัตกรรมที่ประหยัดต้นทุน มีประสิทธิภาพและสามารถใช้ได้จริง จนสำเร็จเป็นผ้าม่านฟอกอากาศ ผู้คิดค้นผ้าม่านที่ฟอกอากาศชิ้นนี้คือ Affonso Mauricio product developer ของ IKEA สวีเดน เขาออกแบบผ้าม่านโดยนำผ้าเคลือบสารประเภท photocatalyst ที่ช่วยเร่งให้เกิดกระบวนการ photocatalysis หรือที่เรียกกันว่าปฏิกิริยาสังเคราะห์แสง
ในโลกปัจจุบันที่ Social Network เปรียบเสมือนกำแพงขวางเราทุกคนจากโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ เราต่างคิดว่ารู้จักโลกใบนี้ดี แต่เปล่าเลย เรารู้จักมันผ่านหน้าจอเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าหน้าตาที่แท้จริงเป็นยังไง การออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวจึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูออกไปเพื่อเรียนรู้โลกใบนี้ผ่านสายตาตัวเอง The Secret Life of Walter Mitty, Into the Wild, The Motorcycle Diaries ยังจำความรู้สึกหลังดูภาพยนตร์เหล่านี้จบได้มั้ย? เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกเหมือนกัน ไฟในใจลุกโชน แทบจะอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางเสียตอนนั้นเลย แต่สุดท้ายไฟเหล่านั้นก็ค่อย ๆ มอดลงตามกาลเวลา และเป็นอีกครั้งที่เราทำได้เพียงเกาะกำแพง Comfort Zone มองโลกภายนอกตาละห้อย จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิตเหรอ? ถ้าตอนนี้คุณมีความพร้อมแล้วก็อย่ารอช้า เอาชนะความกลัวให้ได้สักครั้ง ออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง เพราะการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวคือสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในบางช่วงของชีวิต อิสระที่มากกว่า การไปเที่ยวออกทริปกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ก็สนุกอยู่หรอก ได้เฮฮาปาร์ตี้ ทำตัวบ้าบอ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ต้องตามใจคนนู้นทีคนนี้ที ไม่ได้ไปไหนตามที่ใจคิด นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องรสนิยม เช่นบางคนนอนโฮสเทลไม่ได้ บางคนกินอาหารแบบนี้ไม่ได้ วุ่นวายกันไปใหญ่ กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็หมดเวลาไปหลายชั่วโมงแล้ว ส่วนการท่องเที่ยวคนเดียวนั้น ถึงแม้จะมีเหงาบ้างในบางเวลา แต่เราก็สามารถทำตามใจตัวเองได้เต็มที่ อยากตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ กินอะไรก็ได้ ไปไหนก็ได้ ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกันนะ พาตัวเองออกจาก Comfort Zone
ในสังคมปัจจุบันที่ชุดความคิด ‘ชายเป็นใหญ่’ นั้นล้าหลังไปแล้ว คำถามที่ว่าผู้ชายอย่างเราควรจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสมจึงกลายเป็นคำถามสำคัญและยากที่จะหาคำตอบ เพราะเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เป็นสิ่งที่ใช้ความพึงพอใจของปัจเจกในแต่ละสังคมเป็นคำตอบ อย่างไรก็ตามวันนี้ ‘Barack Obama’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนดังและ ‘Stephen Curry’ สุดยอดนักบาสเก็ตบอล NBA แห่งยุค จะมาเสนอแนวทางที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เราได้ฟังกัน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ เมือง Oakland รัฐ California มีงานสัมมนาเรื่อง How to ‘Be a Man’ โดยมีวิทยากร 2 คน ซึ่งก็คือ Barack Obama และ Stephen Curry จุดมุ่งหวังคือการให้ผู้ชายรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายผิวสีได้หลุดพ้นจาก ‘กับดัก’ ทางสังคม “พวกเราทุกคนน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าการจะเป็นผู้ชายที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มจากการเป็นมนุษย์ที่ดีเสียก่อน นั่นหมายความต้องมีความรับผิดชอบ ทำงานหนัก มีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” Obama เริ่มต้นบทสนทนา “ความคิดที่ว่าการจะแสดงออกถึงความเป็นชายของตัวเองนั้นคือการต้องกดคนอื่นให้ต่ำกว่าตัวเองมันล้าสมัยไปแล้ว” “เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าเมื่อกลุ่มวัยรุ่นรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม พวกเขาจะทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงออกให้ผู้อื่นทราบ” “ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องกดคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อลบปมดังกล่าว ลองเปลี่ยนเป็นยกย่องเชิดชูดูสิ” “ผมเห็นด้วยกับเรื่องนั้น”
“เมื่อก่อนเราไม่เอาอะไรเลย อยากแค่ร้องเพลงอย่างเดียว … ไม่อยากทำอะไรที่มันไม่ใช่ตัวเอง อยากแค่ทำเพลงอย่างเดียวจริง ๆ” ตัวตน ความชอบ ความฝัน แพสชั่น เป็นเหมือนภารกิจชีวิตที่เราทุกคนต้องทำมันให้สำเร็จ ยิ่งกับเรื่องการสร้างตัวตนในยุคนี้ น้ำหนักของมันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ใครบ้างจะอยากเป็นสิ่งอื่นที่ตัวเองไม่อยากเป็น ใครจะอยากเสียเวลาไปฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ แม้การฝืนทน จำนนต่อสิ่งที่ไม่ชอบ กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของหลาย ๆ คน แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเปอร์เซ็นต์ของคนที่ประสบความสำเร็จเพราะทำตามความฝันเพียงอย่างเดียวมีจำนวนน้อยกว่ามาก เพื่อพูดคุยเรื่องส่วนผสมของความสำเร็จ ความชอบ การทำตามความฝัน ชื่อของ “แป้งโกะ” – จินตนัดดา ลัมะกานนท์ หญิงสาวเสียงใสที่ประสบความสำเร็จทางดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อยโดยเริ่มต้นจากการ Cover เพลงเป็นชื่อแรก ๆ ที่เรานึกถึง ศิลปินเต็มขั้นที่มีทั้งผลงานเพลงเป็นของตัวเองและยังคง Cover งานเพลงศิลปินอื่น โดยสวมวิญญาณการเล่าและตีความในรูปแบบฉบับของตัวเอง อย่างซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมาอย่าง คำอธิบายของ Ewery ก็เป็นเพลงที่เธอชื่นชอบถึงเลือกมาทำ ส่วนเราก็ยอมรับว่าชื่นชมทั้งน้ำเสียงและการถ่ายทอดอารมณ์ ไพเราะอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่แพ้ต้นฉบับ เราตั้งใจมาพูดคุยเรื่องเส้นทางการเติบโตของเธอ สิ่งที่ต้องก้าวข้ามเพื่อทำตามความฝันจนสำเร็จตั้งแต่ยุคอินเตอร์เน็ตยังไม่แรงเท่าวันนี้ แต่หนึ่งในคำตอบของเธอที่ “โต” กว่าตัวและความคาดหวังของเราที่ตอบกลับมา กลับน่าสนใจกว่าเก่า เมื่อแป้งโกะลุกขึ้นมายอมรับว่า “ความชอบ” ที่เคยพาไปถึงฝั่งนี่แหละ คือ “กรอบ” ชิ้นใหญ่ที่ชีวิตที่เราต้องก้าวข้ามไป อุปสรรคที่มากกว่าเสียงวิจารณ์ภายนอก


