หากพูดถึงวัฒนธรรมดนตรีจากเกาะอังกฤษ เชื่อว่าหลายคนจะนึกถึง ‘Britpop’ มูฟเมนต์ครั้งสำคัญที่ทำให้ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากอังกฤษส่งอิทธิพลต่อวงการเพลงไปทั่วโลก นำทีมโดย 4 จอมทัพที่ผู้คนต่างเรียกกันว่า ‘Big Four’ ประกอบไปด้วย Oasis, Blur, Suede และ Pulp (ในบ้านเรา Oasis จะได้รับความนิยมที่สุด แต่อันที่จริง Suede ถือว่ามาเป็นวงแรกของมูฟเมนต์นี้นะครับ) และกระแสในครั้งนั้นก็ได้เข้ามาฟาดฟันกับดนตรีกรันจ์ร็อกอันเป็นที่นิยมในฝรั่งอเมริกา เรียกว่าเป็นยุคที่ดนตรีร็อกเฟื่องฟูและยึดครองพื้นที่สื่ออย่างแท้จริง แต่หากย้อนไปอีกนิด ก่อนจะมี Oasis เป็นดาวเด่น ณ เมืองตอนเหนือของเกาะอังกฤษที่เรียกว่าแมนเชสเตอร์ เคยเกิดมูฟเมนต์สำคัญที่กลายเป็นจุดกำเนิดของอะไรหลาย ๆ อย่างมาก่อน คือความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่เรียกว่า Madchester สิ่งนี้เกิดขึ้นและเฟื่องฟูช่วงปลาย 1980 ถึงต้น 1990 และกลายเป็นรากฐานให้กับวง Britpop หลากหลายวงในเวลาต่อมา รวมทั้งส่งอิทธิพลสำคัญต่อดนตรีแนว House ที่ถูกพัฒนาจนกลายมาเป็น EDM ในปัจจุบันอีกด้วย กำเนิด Madchester หากย้อนกลับไปอังกฤษในยุค 1980 เศรษฐกิจในประเทศตกต่ำอย่างรวดเร็ว อัตราว่างงานสูงจนน่าตกใจ แถมบรรยากาศบ้านเมืองก็เต็มด้วยความอึดอัดตึงเครียด (แม้เราจะเกิดไม่ทัน แต่ศิลปินยุคนั้นเขามักจะพูดถึงในลักษณะนี้เป็นทำนองเดียวกันนะครับ) ผู้คนยุคนั้นจึงเริ่มเสาะแสวงหาความบันเทิงราคาถูก
การเป็นศิลปินใช่จะสิ้นสุดอยู่ที่การทำเพลง ความอัจฉริยะของพวกเขาสามารถกลั่นกรองออกมาเป็นผลงานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น นักแสดง พิธีกร ผู้กำกับ ไปจนถึงนักเขียน ตัวอย่างชัด ๆ ที่เราเห็นล่าสุดก็คือ Comic Book เรื่อง The Umbrella Academy ผลงานสร้างสรรค์โดย Gerard Way ฟรอนต์แมนวง The Chemical Romance ที่ถูก Netflix ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำซีรีส์ และลงฉายทางสตรีมมิงไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ความเจ๋งของซีรีส์เรื่องนี้ทำให้ใครหลายคนที่ไม่แม้แต่จะสนใจเพลงของ My Chemical Romance มาก่อน ต้องหันมายอมรับนับถือในฝีมือด้านงานเขียนและมันสมองของ Gerard Way เลยทีเดียว อาจจะไม่ได้โด่งดังจนเป็นไวรัล แต่ก็จัดว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนทาง Netflix ประกาศทำภาคต่อแล้วเป็นที่เรียบร้อย สำหรับแฟนเพลง Slipknot คงพอจะทราบกันอยู่แล้วว่านักร้องนำของวงอย่าง Corey Taylor ก็เป็นศิลปินอีกท่านหนึ่งที่มีฝีไม้ลายมือด้านงานเขียนไม่แพ้ใคร เขาเคยออก Comic Book ชื่อเรื่อง House of Gold
อีกไม่กี่วันก็จะถึงคริสต์มาสแล้ว เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคน ไม่ว่าจะสาย ฮิปฮอป ร็อก หรือเมทัล มันก็มีกันบ้างที่อยากจะอินไปกับเทศกาลที่หนึ่งปีมีหน หลายคนก็ลุกขึ้นมาสร้างบรรยากาศ ประดับประดาบ้านด้วยไฟคริสต์มาส บ้างก็เตรียมหนังเกี่ยวกับคริสต์มาสไว้เปิดดูสวีทกับคนรักกันแล้วตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนคอเพลงอย่างเราคงหนีไม่พ้นการจัดเพลย์ลิสต์คริสต์มาส แต่ปัญหาคือช่วงเทศกาลแบบนี้จะเดินเหินไปไหนก็ต้องได้ยินเพลงแนวนี้จนความอินเริ่มจะเปลี่ยนเป็นความเอียน UNLOCKMEN ขออาสาแนะนำเพลงคริสต์มาสแบบไม่จำเจที่เหล่าศิลปินทั้งในกระแสและนอกกระแสเขาหยิบจับมาทำใหม่ให้ทันสมัยขึ้น จุใจกันไปถึง 10 บทเพลง ทั้งแบบคัฟเวอร์และออริจินัลที่ถูกเขียนใหม่! Alone on Christmas Day By Phoenix เพลงจริง ๆ เวอร์ชันดั้งเดิมเป็นของ The Beach Boy แต่ Phoenix วง Indie Pop จากฝรั่งเศสวงนี้เขาได้นำมาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ของตัวเองให้มีความทันสมัยขึ้น เหมาะกับบุรุษสุดเหงาผู้ไม่รู้จะไปฉลองวันคริสต์มาสกับใคร เลยได้แต่รำพึงรำพัน ฟังเพลงเพราะ ๆ ปลอบใจตัวเอง โดยเสียงพูดที่เราได้ยินตอนเริ่มกับตอนจบเพลงนี้ เป็นเสียงของนักแสดงรุ่นใหญ่ Bill Murray การที่เขาทั้งสองได้มาร่วมงานไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะหนุ่ม Thomas Mars ฟรอนต์แมนของวง เขาเป็นแฟนกับ Sofia Coppola
การจากไปอย่างกะทันหันของ Keith Flint หัวหอกแห่งวง The Prodigy ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์เศร้าสลดของแฟนเพลงทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้จัดว่าเป็นบุคคลทรงอิทธิพลผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการบุกเบิกดนตรีแนว Rave หรือ Big Beat ให้ขึ้นมาอยู่ในกระแสช่วงยุค 90 ถึงแม้ดวงวิญญาณของเขาจะลาลับไป ภาพลักษณ์เท่ ๆ ทรงผมสุดแหวกแนว และผลงานทั้งหลายที่เขาฝากไว้ จะยังคงอยู่ในใจของแฟนเพลงเสมอไม่มีวันลืมเลือน คุณสามารถอ่านบทความ แด่วันวานที่ไม่อาจย้อนคืน ‘KEITH FLINT’ หัวหอกแห่ง THE PRODIGY ผู้มีความหวังและความฝันอันเปี่ยมล้น จาก UNLOCKMEN ได้ที่นี่ คลิก แฟนเพลงหนึ่งคนจะทำเพื่อศิลปินที่เขารักได้มากแค่ไหน? หลายต่อหลายครั้งที่การจากไปของศิลปินเป็นบ่อเกิดโศกนาฏกรรมในชีวิตแฟนเพลง แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นการจุดประกายใครหลายคนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรดี ๆ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อรำลึก (หรือที่เขาเรียกติดปากกันว่า Tribute) แด่การจากไปของเขา ในปีที่ผ่านมามีทั้งศิลปินและแฟนเพลงทั่วไปหลากหลายชีวิต ลุกขึ้นมาทำอะไรมากมายเพื่อเป็นการรำลึกแก่เขา และการ Tribute ครั้งล่าสุดที่กำลังได้รับความสนใจก็คือการจัดแสดงไฟคริสต์มาสจากบ้านหลังหนึ่งในอังกฤษ! วิดีโอที่คุณเห็นทางด้านบนนี้มาจาก เมือง Braintree ในเขต Essex ประเทศอังกฤษ อันที่จริงบ้านช่องในถนน Nayling
หลังจากที่เราได้พูดถึง “10 เพลงยอดเยี่ยมทรงอิทธิพลแห่งทศวรรษ” จัดอันดับโดยนิตยสาร TIME กันในครึ่งแรกไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะกลับมาพูดถึงอีก 5 เพลงที่เหลือตามที่สัญญาทุกท่านกันครับ ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงเพลง Rolling in the Deep (Adele), Dancing On My Own (Robyn), Everything is Embarassing (Sky Ferreira), I Want You (Luke James) และ All Too Well (Taylor Swift) กันไปแล้ว โดยแต่ละเพลงก็จะมีคุณสมบัติบางอย่างที่น่าสนใจและส่งอิทธิพลบางอย่างต่อวงการเพลงในอเมริกาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สำหรับเพลงครึ่งหลังที่เรากำลังจะพูดถึงในต่อไปนี้ บางเพลงคุณอาจไม่รู้จักและไม่เคยฟังมาก่อน แต่บางเพลงก็กำลังฮิตติดชาร์ตเป็นที่รู้จักอยู่ในขณะนี้ มาดูไปพร้อม ๆ กันว่าจะมีเพลงอะไรบ้าง แต่บอกได้เลยว่าแต่ละเพลงไม่ธรรมดาจริง ๆ I Miss Your Bones – Hospitality (2013-2014) วงอินดี้ร็อกในปี 2013
สำหรับผู้ที่ใช้แอปพลิเคชัน Spotify ฟังเพลง เดือนสุดท้ายของปีแบบนี้ก็เป็นธรรมเนียมที่ทางแอปฯ จะปล่อยฟีเจอร์สนุก ๆ อย่าง Spotify Wrapped ออกมาให้พวกเราเล่น ซึ่งเจ้าสิ่งนี้ก็เปรียบเสมือน ‘รายงานประจำปี’ ที่แกะพฤติกรรมการฟังเพลงของเราบนแอปฯ ทุกกระเบียดนิ้ว เราฟังศิลปินคนไหนมากที่สุด ฟังเพลงไหนมากที่สุดในรอบปี ฟังเพลงจากศิลปินกี่ประเทศ มันจะทำการรายงานพร้อมขึ้น Rank จัดอันดับให้โดยละเอียด (ใครยังไม่ได้เล่นลองสังเกตบนหน้าแอปฯ ดูว่าป๊อปอัปขึ้นมาให้กดหรือยังนะครับ) ดูเผิน ๆ ก็เหมือนเป็นแค่การเล่นสนุกทั่ว ๆ ไป แต่อันที่จริงสิ่งนี้นับว่าเป็นการตลาดที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งของ Spotify เลยนะครับ เพราะเจ้าสิ่งนี้กลายเป็นไวรัลได้ในชั่วข้ามคืนโดยที่ Spotify ไม่ต้องเสียเงินซื้อสื่อโฆษณาสักแดงเดียว เหตุใดผู้คนจึงชื่นชอบมันถึงขนาดนี้ ? เว็บไซต์ Producthunt.Com เขาได้ลงบทความดี ๆ เขียนโดย Sarah McBride ที่วิเคราะห์สิ่งนี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยเธอได้ให้เหตุผลใหญ่ ๆ เอาไว้ 4 ประการ ทั้งหมดที่เรากำลังจะกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับความซับซ้อนทางเทคโนโลยี แต่มาจาก ‘ความเข้าใจที่มีต่อผู้บริโภค’ ล้วน ๆ
เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่นิตยสารระดับโลกอย่าง TIME จะต้องประกาศ “10 อันดับ” ในหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งหัวข้อเกี่ยวกับเพลงและศิลปิน แต่สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้คงจะมาแบบธรรมดาไม่ได้ เพราะโลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่อย่างเป็นทางการ ทำให้การจัดอันดับ “ที่สุดในทศวรรษ” งอกขึ้นมาเป็นดอกเห็ด หัวข้อ 10 เพลงที่ดีที่สุดในทศวรรษ (The 10 Best Songs of the 2010s) ก็เช่นกัน สำหรับหัวข้อนี้พวกเขาไม่ได้วัดจากยอดสตรีมมิงหรือยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ TIME ระบุว่าเพลงเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของวงการเพลงอเมริกันในทศวรรษนี้ ไม่ทางใดทางหนึ่งก็ทางหนึ่ง โดยเราจะเรียงตามช่วงเวลาจาก 2010 ไปจนถึง 2019 และขอแยกออกเป็น 2 ตอน สำหรับวันนี้เราจะขออนุญาตพูดถึง 5 เพลงแรกก่อนครับ Rolling in the Deep – Adele (2010) เขาว่ากันว่า เพลง(ไม่)รัก หรือเพลงรักที่อับปาง คือหัวใจหลักของเพลงป๊อปในปี 2010 ก็ว่าได้ อัลบั้ม 21 ของ
เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่ MusicRadar เว็บไซต์เพื่อคนทำเพลงจะเปิดให้ชาวเน็ตได้เข้ามาโหวตโพลต่าง ๆ ที่พวกเขาคิดหัวข้อขึ้นมา สำหรับปีนี้โพล ‘มือกลองเมทัลยอดเยี่ยมแห่งปี’ ก็ได้ผู้ชนะทั้ง 8 อันดับเป็นที่เรียบร้อย โดยความพีคของปีนี้คือผู้กลายเป็นมือวางอันดับ 1 ได้คะแนนสูงเกือบสองเท่าของผู้ถูกเสนอรายชื่อคนอื่น ๆ เลยทีเดียว! ว่าแต่เขาคนนั้นจะเป็นใคร วันนี้ UNLOCKMEN ขออนุญาตหยิบยกขึ้นมารายงานต่อให้คอเพลงได้ทราบโดยถ้วนทั่ว เราจะขออนุญาตเรียงลำดับจากอันดับ 8 ก่อนจะไปสิ้นสุดที่อันดับที่ 1 กันนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เอ้า เริ่ม! 8. Jason Bittnet วง Overkill Jason Bittnet เพิ่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกของวง Overkill เมื่อปี 2017 เท่านั้น แต่อัลบั้ม The Wings Of War ที่เพิ่งปล่อยออกมาปีนี้ ทำให้ความเทพของเขาเตะตาแฟนเพลงหลายคนจนเข้ามาติดโผของเว็บไซต์จนได้ ใครยังไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือตาคนนี้ก็ลองดูจากคลิปที่เราแนบไว้ด้านบนได้ครับ 7. Art Cruz วง Lamb of God Art
เคยไหมครับ ชอบเพลงของศิลปินหญิงคนหนึ่งมาก ๆ อยากนำมาร้อง อยากนำมาส่งให้สาว ๆ อินกับความหมาย แต่ติดตรงที่เนื้อเพลงดันใช้สรรพนามเป็นเพศตรงข้ามกับเรา เช่น คุณไม่สามารถส่งเพลงที่มีท่อนร้องว่า “I Love You Boy” ไปให้แฟนได้ หรือบางทีทำนองเพลงมันก็หวานจ๋อยจนไม่เข้ากับลุคและใบหน้าของคุณสักนิด แม้คุณจะซาบซึ้งกับเนื้อหาในเพลงเสียเต็มประดาก็เถอะ อีกกรณีก็คือการร้องตามนี่แหละครับ บางทีเราชอบเพลงนี้มาก ๆ แต่ไม่สามารถขึ้นคีย์สูงได้แบบเขา ทำให้จำเป็นต้องหาเวอร์ชันผู้ชายสักคนมาไกด์ก่อนจะร้องจริง หรือบางทีคุณก็แค่อยากฟังเพลงที่เพราะขนาดนี้ในฟีลใหม่ ๆ ในแนวดนตรีที่ตัวเองชอบก็เท่านั้น ถึงแม้จะฟังดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ UNLOCKMEN เข้าใจคุณ วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 เพลงจากศิลปินหญิงที่ถูกชายหนุ่มนำมาคัฟเวอร์ใหม่ ให้คุณได้ฟังเพลงเพราะเพลงเดิมด้วยสไตล์ที่ต่างออกไป If I Ain’t Got You – James Bay Original: Alicia Keys อันที่จริงเราเคยแนะนำเพลงนี้ไปแล้วใน WEEKLY PLAYLIST รวม 7 เพลงคัฟเวอร์เจ๋ง ๆ ในครั้งก่อน แต่เผื่อบางคนที่พลาดไป เราเลยขออนุญาตหยิบขึ้นมาพูดถึงกันอีกครั้ง เพราะเพลง
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ติดตามข่าวสารรอบโลกในช่วงนี้ เชื่อว่า ‘การประท้วงในฮ่องกง’ คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่คุณกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด (คุณสามารถอ่านข้อมูลเรื่องนี้เต็ม ๆ ได้ที่นี่ คลิก ) ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการเพลง ที่ใดมีการประท้วงที่นั่นย่อมมีบทเพลงปลุกใจ เหล่าศิลปินผู้มีจุดยืนมักจะนำเรื่องราว ความคิด หรือทัศนคติของตัวเองที่มีต่อเหตุการณ์นั้น ๆ มาถ่ายทอดผ่านผลงานของตัวเอง และเมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่าน การแสดงจุดยืนของพวกเขาในวันนั้น ล้วนเป็นมรดกที่ส่งต่ออิทธิพลทางความคิดบางอย่างสู่คนรุ่นหลังต่อไป ‘เพลงฮิปฮอป’ เรียกได้ว่าเป็นศิลปะและวัฒนธรรมแขนงหนึ่งที่อยู่คู่กับการประท้วงบนโลกนี้มาโดยตลอด เฉกเช่นที่บ้านเราเคยมีเพลง ‘ประเทศกูมี’ อันเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งบางเมื่อปีก่อน ชาวฮ่องกงก็มีศิลปินฮิปฮอปหลากหลายกลุ่มที่กำลังขับเคลื่อนสังคมในบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองเช่นกัน ถึงแม้ศิลปินเมนสตรีมในฮ่องกงหลายคนจะแสดงตัวว่าอยู่ฝั่งเดียวกับรัฐบาล บ้างก็ไม่แม้แต่จะปริปากพูดเรื่องนี้ แต่ศิลปินนอกกระแสหลายคนก็กำลังเดินหน้าในการยืนหยัดจุดยืนของตน พวกเขามีความกล้าลุกขึ้นสร้างสรรค์บทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประท้วงในครั้งนี้เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนในสังคม เพลงของพวกเขาถูกเผยแพร่จากใต้ดินขึ้นสู่บนดิน กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่ไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดให้ความสนับสนุน Credit: Joseph Chan หนึ่งในเพลงที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้คือเพลงที่ชื่อว่า FUCKTHEPOPO ของศิลปินที่ชื่อ JB (屌狗) ซึ่งคำว่า POPO ในที่นี้ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนแต่คือ Police หรือตำรวจนั่นเอง ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย ฮิปฮอปกับตำรวจก็ดูจะเป็นสองสิ่งที่ไม่เคยลงรอยกัน โดยเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา และปัจจุบันยอดวิวใน Youtube พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านกว่าวิวเป็นที่เรียบร้อย
“เราอาจเคยหลงใหลใช้เวลาร่วมกันชั่วขณะหนึ่ง แล้วเราก็พรากจากกัน พลัดหล่นหายไปในกาลเวลา” – โชติรส นาคสุทธิ์ ครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนต้องเคยเอาตัวเองไปผูกไว้กับใครสักคนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการผูกมัดที่เต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามที เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องใช้เวลาทำความรู้จักเพื่อเข้าใจกันและกัน ไม่ต่างจากศิลปะหรือแม้กระทั่งเซ็กซ์ระหว่างคนสองคน ต่างต้องใช้เวลาเพื่อคุ้นเคย ผูกพันเพื่อใกล้ชิด และคลายปมเชือกเพื่อจากลา เมื่อชีวิตความสัมพันธ์ของเราละม้ายคล้ายกับศิลปะที่ใช้เชือกพันธนาการร่างกายของมนุษย์อย่าง Shibari (ชิบาริ) จนบางครั้งแยกไม่ออก UNLOCKMEN จึงต้องการลงลึกสู่รายละเอียดทุกเรื่องที่สงสัย ดื่มด่ำกับทุกพันธนาการ จนให้กำเนิดอีเวนต์อาร์ต ๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมค้นหากันว่าศิลปะ พันธนาการ ดนตรี และความสัมพันธ์ มันมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรในงาน SHIBARI WORKSHOP x GARAGE: “FREEDOM FROM BONDAGE อีเวนต์เดียวแต่กลับได้ร่วมวงสนทนากับ Unnamedminor หญิงสาวที่เชี่ยวชาญเรื่อง ‘การมัด’ สไตล์ชิบาริอย่างลึกซึ้ง และลูกแก้ว-โชติรส หญิงสาวผู้บอกเล่าความสัมพันธ์อันหลากหลายออกมาเป็นตัวอักษรและพึงพอใจกับ ‘อิสระ’ ในความสัมพันธ์ ทั้งคู่นั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างสถานการณ์ เพื่อค้นหาว่าการมัดกับอิสระจากความสัมพันธ์สามารถมาบรรจบกันได้หรือไม่ ก่อนสัมผัสกับบทสนทนาชวนให้คิดตามหรือดูการรัดรึงด้วยตาของตัวเอง แค่ก้าวเข้ามาภายในสตูดิโอเราจะเห็นโปสเตอร์ที่แปะเรียงราย ม่านสีแดง แสงไฟสลัว ควันจาง ๆ ดนตรีที่เปิดคลอ และเชือกกับห่วงที่ถูกห้อยไว้กลางห้อง โหมบรรยากาศรอบตัวให้น่าตื่นเต้นมากขึ้น ถ้อยคำเต็มไปด้วยความรู้สึกของลูกแก้วที่เอื้อนเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไปจนถึงหลายคน
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ‘Rocketman’ หนังชีวประวัติศิลปินชื่อก้องโลก เอลตัน จอห์น (Elton John) ก็เพิ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปหมาด ๆ ถึงแม้กระแสในไทยจะไม่ได้หวือหวาเท่า Bohemian Rhapsody หนังชีวประวัติวง Queen แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำรายได้สูงถึง 100 ล้านเหรียญ (ยอดจากตาราง Box Office ทั่วโลก) จากทุนสร้างเพียง 40 ล้าน เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปอย่างงดงาม นอกจากตัวภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเส้นทางชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตก่อนจะมาเป็นท่านเซอร์เอลตัน จอห์นผู้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญเลยที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงคุณค่าและให้แง่คิดมากมายคือความกล้านำเสนอด้านมืดของศิลปินมากความสามารถท่านนี้ เรียกได้ว่าเผยหมดเปลือกทั้งปัญหายาเสพติด ติดเซ็กซ์ และเสพติดการชอปปิงของเขา อย่างที่ทราบกันว่าภายหลังท่านเซอร์เอลตันได้เข้ารับการบำบัดและไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ไอ้เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งนี้จัดว่าเป็นของคู่กันกับบรรดาศิลปินชื่อดังยุค 70 เลยก็ว่าได้ ท่านเซอร์เอลตันจึงมักจะออกมาเล่าประสบการณ์แย่ ๆ สมัยที่แกเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะยาเสพติดให้เด็กรุ่นหลังได้ฟังเป็นอุทาหรณ์เสมอและเรื่องที่เรากำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ก็เป็นหนึ่งในวีรกรรมของแกเช่นกัน (แต่อาจจะไม่ได้คอขาดบาดตายถึงขนาดนั้นนะครับ) เอลตัน จอห์นได้ออกมาเผยผ่านหนังสือ Me: Elton John อัตชีวประวัติอย่างเป็นทางการของตัวเขาเองว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นมหาบุรุษแห่งดนตรีโฟล์กอย่าง บ็อบ ดีแลน เป็นคนสวน! ซึ่งความพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้มียาเสพติดเป็นเหตุ และท่านเซอร์ก็ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เอาไว้ดังนี้ “ช่วงปลายยุค 80 ผมเคยจัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงใน LA ผมเชิญทุกคนที่รู้จักมาร่วมงาน


