ในหนึ่งชีวิตการทำงานของมนุษย์มีคุณสมบัติหลายต่อหลายอย่างที่นำไปสู่ “การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน” แต่หลายครั้งเราก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จบมหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือก็แล้ว ประวัติการทำงานน่าชื่นชมก็แล้ว เก่งก็เก่งแล้ว ทำงานหนักก็ทำแล้ว แต่ทำไมยังไม่พอ? ทำไมเราถึงไม่ไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเสียที? ทำไมหัวหน้าไม่เคยเห็นความพยายามนี้? ทำไมเรายังดูเป็นค่าเฉลี่ยทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่เราก็พยายามในทางของเรา? อาจเป็นเพราะบางครั้งแค่เก่ง และทำงานหนักอาจยังไม่พอ การที่มนุษย์ประสบความสำเร็จ หรืออย่างน้อยก็โดดเด่นพอให้คนมองเห็นความสามารถนั้น ต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย UNLOCKMEN อยากชวนมาปลดล็อกศักยภาพการทำงานไปอีกขั้น ที่เก่งและทำงานหนักก็ดีอยู่แล้ว แต่เราอยากชวนมาทบทวนตัวเอง เผื่อหลงลืมปัจจัยบางสิ่งไป จะได้ไหวตัวทัน หาทางปรับตัวอีกตั้ง แล้วลองมุ่งสู่ความสำเร็จหรือการเติบโตที่เราตั้งใจ ก่อนจะท้อหรือหมดไฟ เพราะคิดว่าเก่งไปก็เท่านั้น ขยันไปก็ไม่ได้อะไร เก่งและทำงานหนัก แต่ยึดติดพื้นที่เดิม ๆ “ต้องกล้าเริ่มในพื้นที่ใหม่ ๆ บ้าง” การเป็นคนทำงานที่มีเครดิตดี ดูเป็นคนเก่ง แถมพ่วงด้วยการทำงานหนักมาตลอดก็มีราคาที่ต้องจ่าย หนึ่งในนั้นคือ “ค่าความกลัวที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซน” เพราะการที่เรารู้ว่าถ้าเราทำงานหนักในแบบของเรา ในพื้นที่ของเรา มันคือสูตรที่เราคุ้นเคย คือพื้นที่ที่เรามั่นใจในความสามารถของเราเต็มเปี่ยม เราจะทำงานหนักไปอีกกี่ปี เราก็รู้ว่าเราไม่มีทางผิดพลาดแน่ ๆ แต่วิธีการทำงานแบบนี้เองก็เป็นกับดักของคนเก่งและทำงานหนัก เพราะความสำเร็จใหม่ ๆ
กว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร หรือเป็นผู้นำในองค์กรที่ใครต่อใครเคารพนับถือนั้นไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง หรือมีอำนาจ สักแต่ชี้นิ้วบังคับให้ใครทำอะไรตามใจเท่านั้น แต่ทักษะหนึ่งที่มีความหมายต่อการทำงานบริหาร (และในแทบทุกตำแหน่ง) คือ “การโน้มน้าวใจคน” จะมีประโยชน์อะไรถ้าไอเดียที่คิดมาสุดจะแหลมคม แต่เสนอออกไปก็ไม่มีใครอินหรืออยากทำด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องขายโปรเจกต์นี้ให้ทั้งองค์กรฟัง รวมไปถึงเมื่อต้องขายลูกค้า เพราะอย่างนั้นไอเดียที่หลักแหลม การทำงานที่เก่งกาจ จึงต้องมาพร้อมศาสตร์และศิลป์แห่งการโน้มน้าวใจคน ลองใช้วิธีเหล่านี้โน้มน้าวคน การโน้มน้าวครั้งต่อไปอาจสำเร็จมากขึ้นได้ เพราะโน้มน้าวไม่ใช่บังคับ ต้องว่าด้วย “คุณค่า” ไม่ใช่การกระทำ การเป็นผู้บริหาร แล้วอยากให้คนในทีมทำตามต้องการอาจไม่ยากอย่างที่คิด เพราะการชี้นิ้วสั่ง ๆ ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่การจะทำให้คนในทีมทำตามที่เราวางแผนไว้ด้วยแพสชันเต็มเปี่ยม ด้วยความตั้งใจทะลักล้นก็ย่อมต้องอาศัยการโน้มน้าวใจให้เขาเต็มใจทำให้ได้ การโน้มน้าวขึงไม่ได้ว่าด้วยการชี้นิ้วสิ่งให้ใครไปทำอะไร แต่คือการสื่อสารกับอีกฝั่งด้วย “คุณค่า” ที่บุคคลนั้นยึดถือ นึกภาพง่าย ๆ ว่าถ้าเรากำลังทำโปรเจกต์ด้านการศึกษาขึ้นมาสักงาน แล้วอยากให้ AE ในทีมไปขายโปรเจกต์นี้ให้ได้ การสั่งอาจง่าย ๆ ด้วยการบอกว่า “คุณรีบไปขายงานนี้ให้ได้ภายในอาทิตย์นี้เลยนะ ผมอยากทำยอดให้ทันเวลา” แต่การโน้มน้าวใจให้ AE อยากทำงานนี้ อาจเป็นการเล่าถึงคุณค่าของโปรเจกต์นี้ การศึกษาที่จะได้ส่งต่อออกไปให้เด็กทั่วประเทศที่อยู่ห่างไกล อนาคตทางการเรียนรู้ที่ AE จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ลูกหลานในอนาคต การโน้มน้าวใจละเอียดอ่อนกว่าการสั่งให้ใครทำอะไรเฉย