There is no excerpt because this is a protected post.
ข้อความด้านบนนี้ อาจเป็นความหมายของ ‘HERO’ ภายใต้การรับรู้ของคนทั่วไป เพราะฮีโร่มักจะถูกแทนค่าด้วยความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์มนา เป็นผู้ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์คนใดในโลกหล้า แต่ถ้าหากลองย้อนมองวิกฤติ COVID-19 ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าทุกคนต่างเคยได้สัมผัสกับ ‘ฮีโร่’ ในชีวิตจริง ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีพลังอำนาจใด ๆ ยิ่งใหญ่ล้นฟ้ามาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ‘ฮีโร่’ เดินดิน ที่มีวิถีชีวิตคนเมืองร่วมกันกับพวกเรา หรือเหล่า ‘ฮีโร่’ ที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน เจ็บปวดกับปัญหาร้อยแปดพันประการโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เล็ก ๆ ของตัวเองในทุกวันด้วยความตั้งใจ ซึ่ง ‘ฮีโร่’ เหล่านั้นอาจเป็นได้ทั้งคนในครอบครัว, ลุงร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าคอนโด, พนักงานร้านสะดวกซื้อ, กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์, ไรเดอร์ส่งของ, รุ่นน้องที่ทำงาน หรืออาจเป็นคนเดียวกันกับที่เรามองเห็นตอนส่องกระจกทุกเช้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเหนือจินตนาการแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงที่ผ่านมาพวกเราทุกคนคือ ‘HERO’ ไม่ว่าจะเป็นคุณ หรือใครก็ตามที่ยังมุ่งมั่นฝ่าฟันมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยหัวใจของนักสู้ที่เข้มแข็ง ที่ปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้ในทุกเช้า เพื่อไปต่อ! ลุยต่อ! สู้ต่อ! ยืนหยัดทำหน้าที่และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมเมืองเป็นอย่างดีในทุก ๆ วัน และประเด็นเรื่องพลังเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าฮีโร่คนเมือง ฮีโร่เดินถนนคนธรรมดาอย่างพวกเราทั้งหลาย ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุดเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อให้สังคมได้ขับเคลื่อนไปต่อ นั้นเป็นสิ่งที่
หนึ่งในทักษะที่สำคัญต่อการทำธุรกิจ คือ ทักษะด้านการจัดการความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถตัดสินใจเพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ดีขึ้น พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อเป็นทักษะที่จำเป็น UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำวิธีการรับความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักธุรกิจทุกคนสามารถก้าวออกจาก comfort zone และเติบโตธุรกิจของตัวเองได้อย่างยั่งยืน ทำไมเราถึงต้องกล้ารับความเสี่ยง หลายคนอาจยินดีที่จะอยู่ใน comfort zone ของตัวเองไปตลอด เคยทำธุรกิจแบบไหนมาก็ทำแบบนั้นต่อ ไม่กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวความเสี่ยง หรือ ปัญหาที่สามารถเกิดขึ้น แม้การทำอะไรแบบเดิมอาจช่วยให้ธุรกิจอุ่นใจ แต่มันก็มีข้อเสีย เพราะการไม่รับความเสี่ยง ทำให้นักธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจอื่นไป และไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งที่หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอได้ ดังนั้น นักธุรกิจทุกคนควรกล้าที่จะออกจาก comfort zone และตัดสินใจรับความเสี่ยงกัน การรับความเสี่ยงจะฝห้ประโยชน์ต่อการทำธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาธุรกิจให้กาวหน้าได้มากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเจอกับนวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น ช่วยให้เราเจอเจอกับโอกาสทางธุรกิจที่คู่แข่งมองไม่เห็น แถมยังช่วยให้ทุกคนพึ่งพอใจกับชีวิตมากขึ้นอีกด้วย เพราะคนที่กล้ารับความเสี่ยงจะไม่กลัวความล้มเหลว และพึ่งพอใจในทุกการตัดสินใจของตัวเอง สิ่งที่เราควรทำก่อนตัดสินใจรับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ความสามารถใน การรับความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่า หลับหูหลับตาตัดสินใจโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่มันต้องมันจำเป็นต้องมีความรู้ที่ช่วยให้เราสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีในทุกสถานการณ์ ซึ่ง UNLOCKMEN จะอธิบายต่อไปว่ามีอะไรบ้างที่เราควรทำก่อนรับความเสี่ยง ทำหัวให้โล่งก่อนตัดสินใจรับความเสี่ยง หากเราเครียด วิตกกังวล
termช่วงนี้หลายคนคงสนใจการลงทุนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คริปโต ฟอเร็กซ์ หรือ หุ้น และได้ทยอยนำเงินจำนวนหนึ่งมา Invest ในสิ่งเหล่านี้กัน แต่ปัญหาอยู่ตรงที่มันมีความเสี่ยง กล่าวคือ เงินที่ลงทุนไปจึงไม่ได้ทำกำไรได้เสมอไป โอกาสที่เราจะบาดเจ็บจากการขาดทุนย่อยยับก็มี เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาความมั่นใจ และฟื้นฟูตัวเองจากปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เราเลยอยากจะมาแนะนำวิธีการรับมือในวันที่เจอกับความสูญเสียจากการลงทุน หยุดพัก การรู้จักควบคุมตัวเอง และหยุดพักจากการเทรด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเวลาที่เราเจอกับการสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น คนรักจากไป หรือ สูญเสียเงินก้อนโตเรามักถูกครอบงำด้วย ความกลัว ความโกรธ ความกังวล หรือ ความเครียด ซึ่งล้วนทำให้เราตัดสินใจได้แย่ลงเสมอ ดังนั้น ในวันที่เราขาดทุนย่อยยับ อย่าพยายามลงทุนเกินจำนวนเงินที่ตั้งไว้ เพื่อเรียกชดเชยความสูญเสีย แต่ควรหยุดและถอยออกมาตั้งหลักก่อนจะดีกว่า อย่ารีบร้อนกลับมาลงทุน การขาดทุนอาจทำให้เราเจอกับปัญหาด้านการเงิน เช่น ภาวะหนี้สิน ซึ่งปัญหามักทำให้เกิดความกดดันสูง และเป็นอุปสรรค์ต่อความสามารถในการลงทุน เราจึงควรจัดการกับมันให้เรียบร้อยก่อนจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง และไม่ควรใช้วิธีลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุนด้วยการเงิน เพราะมันมีความเสี่ยงสูงเกินไป ถ้าพลาดปัญหามันจะบานปลายกว่าเดิม จำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับเข้าสู่วงการ เพราะการลงทุนสมัยนี้สามารถทำได้ตลอดเวลา เราจึงมีเวลามากพอที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และหาวิธีที่ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น เอาชนะความกลัว แม้เราจะเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น ความมั่นใจของเราก็อาจจะยังไม่กลับมา เพราะประสบการณ์ในอดีตมักมีพลังสูงมากในการสร้างความกลัว และทำให้เราไร้ความมั่นใจ
ปกติเวลาเราแก้ปัญหา เรามักคิดวิธีแก้ปัญหาจากประสบการณ์หรือความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งบางครั้งมันก็อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถค้นพบวิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ ที่อาจมีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ประโยชน์เราได้มากกว่าวิธีคิดแบบเดิม เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการฝึกคิดนอกกรอบ หรือ Lateral Thinking เพื่อให้เราสามารถแก้ปัญหาที่เผชิญในชีวิตได้ดีขึ้น Lateral Thinking คืออะไร ? Lateral Thinking เป็นวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ยุคที่เกิดขึ้นในปี 1967 โดยนักจิตวิทยามือรางวัลชื่อว่า Edward de Bono ซึ่งแนวคิดนี้จะสนับสนุนให้มีการมองปัญหาจากมุมมองใหม่ เพื่อให้นักคิดค้นพบวิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ที่อาจถูกซ่อนอยู่ หากลองเปรียบเกมหมากฮอสเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ผู้เล่นที่มี Lateral Thinking จะไม่ใช้ตัวหมากฮอสที่มีอยู่ในการแก้ปัญหา แต่อาจจะเปลี่ยนมัน หรือ ใช้อย่างอื่นในการแก้ปัญหาแทน Lateral thinking จะเกี่ยวข้องกับ 4 ทักษะนี้ ได้แก่ การรับรู้ไอเดียหลักที่ส่งผลต่อความเข้าใจในปัญหา การค้นหาวิธีอื่นในการมองสิ่งที่อยู่รอบตัว การทำลายความไม่หยืดหยุ่นทางความคิด และรู้จักใช้โอกาสในการสนับสนุนไอเดียอื่น หากเราพัฒนาทักษะเหล่านี้แล้ว เราจะแก้ปัญหาได้ดีขึ้นและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นอย่างแน่นอน เราจะนำ Lateral Thinking มาใช้ได้อย่างไรบ้าง ? ข่าวดี คือ เราสามารถพัฒนา Lateral
การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างในยุคนี้เป็นที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราถูกรายล้อมไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก และบ่อยครั้งมันก็ทำให้เรา ‘โอเวอร์เวล์ม’ จนทำอะไรต่อไม่ถูกได้เหมือนกัน UNLOCKMEN เลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับวิธีคิดแบบหนึ่งที่นักธุรกิจชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ หรือ ‘รีด แฮสติ้งส์’ นำมาใช้แก้ไขปัญหาธุรกิจของตัวเอง วิธีคิดนี้มีชื่อว่า ‘First Principles’ First Principles เป็นแนวคิดของ ‘อริสโตเติล’ นักปรัชญาชาวกรีก ผู้มีชีวิตเมื่อหลายพันปีก่อน โดยเขาเชื่อว่า หากทุกคนเข้าใจ ‘หลักการพื้นฐาน’ (Fundamental Principles) ของเรื่องที่ต้องการศึกษา จะเข้าใจสิ่งที่แต่ละคนต้องการเรียนรู้มากขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ First Principles แนะนำให้เราค้นหาข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่เป็นจริงในทุกสถานการณ์ ย่อยมันลงมาให้เหลือแค่ความจริงพื้นฐาน จากนั้นก็เริ่มคิดวิธีการแก้ปัญหาหรือหาข้อสรุปจากข้อมูลตรงนั้นต่อ ตัวอย่างการนำ First Principles ไปใช้จริงก็เช่น ถ้าเราเริ่มอยากดูแลอาหารการกินของตัวเอง แต่ปัจจุบันมีเทรนด์การกินอาหารเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น คีโต IF หรือ กินคลีน ฯลฯ First Principles จะทำให้เห็นว่า จริง ๆ
ณ เวลานี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ‘Netflix’ หนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และสามารถครองใจคนทั่วโลกได้อย่างอยูหมัด (ข้อมูลจาก Parrot Analytics (2021) บอกเราว่า Netflix ครอบครอง demand share ในไตรมาสแรกของปีสูงถึง 50.2% เลยทีเดียว) วิธีการทำธุรกิจของ Netflix ถือว่าน่าสนใจจน UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปดูว่า เราได้บทเรียนธุรกิจอะไรจาก Netflix บ้าง เก็บข้อมูลลูกค้าอยู่เสมอ Netflix เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนการกดไลก์หรือดิสไลก์ ความยาวในการดูวิดีโอของแต่ละคน หรือ วิดีโอที่สมาชิกเคยดูในอดีต ฯลฯ ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความต้องการของลูกค้า และสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้แบบรายคนเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น การแนะนำหนังโดยอ้างอิงจากข้อมูลการดูวิดีโอของเมมเบอร์ ระบบนี้ ทำให้สมาชิกของ Netflix ตัดสินใจดูวิดีโอใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มได้ง่ายขึ้น และใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้นเช่นกัน ทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และเข้ากับช่วงเวลา ความโดดเด่นของ Netflix คือ การสร้างคอนเทนต์ที่แสดงถึงตัวตน และความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ออกมาได้ดี ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญโปรโมทซีรีส์
พอเกิดโรคระบาดขึ้นมา เทรนด์การตลาดออนไลน์ก็เปลี่ยนไปพอสมควร เนื่องจากทุกคนต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น โลกออนไลน์เลยได้รับความสำคัญมากกว่าแต่ก่อน ธุรกิจที่เมื่อก่อนไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์ก็ต้องมาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้กันมากขึ้น เมื่อการตลาดออนไลน์เริ่มเป็นพื้นที่แข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดมากขึ้น และการเอาตัวรอดบนแพลตฟอร์มนี้ดูจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำเทคนิคในการทำ Digital Marketing เพื่อให้นักธุรกิจทุกคนสามารถรอดพ้นจากวิกฤต COVID-19 กันได้ถ้วนหน้า ทำการตลาดออนไลน์หลายช่องทาง การตลาดบน Facebook เพียงช่องทางเดียว ดูจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะตอนนี้มีหลายช่องทางที่บูมในช่วงวิกฤต COVID-19 ไม่ว่าจะเป็น TikTok หรือ Clubhouse แถม Facebook เองก็ยังมีปัญหาที่ทำให้คนเริ่มออกไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการปรับอัลกอริทึมที่ทำให้ยอด Organic Reach ของเพจต่าง ๆ ลดลง หรือการใช้ AI ในการตรวจสอบเนื้อหาที่อยู่ในแพลตฟอร์ม ซึ่งพ่วงสารพัดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็น การปฏิเสธโฆษณาที่สุจริต หรือ การลบ เพจ และ กลุ่มที่ไม่ได้มีเนื้อหาละเมิดกฎอะไร ดังนั้นการเอาตัวรอดในโลกออนไลน์ จึงต้องใช้การตลาดออนไลน์หลายช่องทางเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือ แบรนด์ควรสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์บนหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook, Youtube, Blockdit
ในโลกของการเทรด Cryptocurrency ตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักเหรียญอภินิหาร Dogecoin ที่เริ่มจากความไร้สาระ แต่กลับทำให้หลายคนกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านมาแล้วทั้งโลก มีการคำนวณว่าถ้าคุณซื้อ Dogecoin เก็บไว้ตั้งแต่ก่อน Elon Musk เร่ิม tweet ครั้งแรกเป็นเงิน $100 มาถึงวันนี้ คุณจะมีเงินไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท ทวีคูณมากขึ้นราว 29,400% หลายคนอาจจะคิดว่า ป่านนี้ Creator ผู้สร้าง Dogecoin เหรียญที่วันนี้มี Market Cap มากถึง $80 billion น่าจะรวยเป็นพัน ๆ ล้านไปแล้วใช่มั้ยครับ? ใครจะไปรู้ว่า Billy Markus หนึ่งในทีมผู้สร้าง Dogecoin ขึ้นมานั้น จะขายเหรียญ Crypto ของเค้าทั้งหมดพอร์ต ซึ่งมีทั้ง Litecoin, Bitcoin และ Doge โดยหลังจากขายออกไปไม่กี่วัน ราคาเหรียญทั้งหมดก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ จึงเรียกได้ว่าเป็น เทพเจ้าแห่งการขายหมู ตัวจริงเสียงจริง ในปี 2015
ในโลกของยาเสพติดคงไม่มีชื่อไหนโด่งดังไปกว่า ‘Pablo Escobar’ เจ้าพ่อโคเคนแห่งโคลัมเบีย เขาเปรียบเสมือน Michael Jackson แห่งวงการสิ่งผิดกฎหมาย เรื่องราวของเขาถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มากมาย แต่ที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ต้องยกให้ซีรีส์ Narcos จาก Netflix ยุค 80 เป็นยุคที่ยาเสพติดกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด มีผู้ค้ารายใหญ่หลายก๊กหลายเหล่า แต่ Pablo Escobar สามารถพาตัวเองไปอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดได้ แค่ความใจถึงและเหี้ยมเกรียมคงไม่เพียงพอแน่นอน เขาต้องมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่ดีด้วย ถึงแม้ว่าธุรกิจของ Pablo Escobar จะเป็นธุรกิจผิดกฏหมาย แต่ก็ต้องยอมรับในความเด็ดขาดและฉลาดในกลยุทธ์ ดังนั้นเราคิดว่าเคล็ดลับการทำธุรกิจของเขาก็มีประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของทุกคนได้แน่นอน Escobar ตั้งใจจะทำให้โคเคนของเขาเป็นโคเคนที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก มีความบริสุทธิ์สูงกว่าเจ้าอื่น ๆ จึงเข้มงวดเรื่องคุณภาพการผลิต เขาไม่เชื่อในกลไกตลาดที่จะต้องตัดราคาแข่งกันเพื่อทำยอดขายให้ได้มากกว่า เพราะถ้าสินค้ามีคุณภาพต่อให้ราคาจะสูง ยังไงลูกค้าก็ยินดีจ่าย โดยเฉพาะในโลกยาเสพติดอย่างโคเคน ที่คุณภาพเป็นสิ่งที่จับต้องได้ไม่ยาก และยิ่งทำให้คนติดงอมแงมมากขึ้นด้วย และข้อนี้ถือว่า Escobar คิดถูก ส่งผลให้ยอดขายโคเคนของเขาพุ่งสูงว่าแก๊งค้ายาใด ๆ บนโลก โดยเฉพาะการขยายไปตลาดอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ต่อจากข้อด้านบน Escobar รู้ดีว่ากำลังซื้อของตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ในโคลัมเบีย เขาขายโคเคน 1 กรัมได้ราคาแค่
ในขณะที่คุณเลื่อนฟีดส์ในโซเชียลแอปฯ ต่าง ๆ ตอนนี้ คุณเจอโพสต์จากครีเอเตอร์ที่กดติดตามไปทั้งหมดกี่โพสต์แล้ว และส่วนใหญ่คุณก็เลือกจะเสพคอนเทนต์จนจบโดยไม่ไถฟีดส์ผ่านไปเฉย ๆ อีกด้วย เพราะคอนเทนต์จากครีเอเตอร์เหล่านั้นตรงกับความต้องการของคุณ จึงไม่แปลกที่นักการตลาดออนไลน์และแบรนด์ต่าง ๆ หันมาว่าจ้าง KOLs กันมากขึ้น หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า Influencer Marketing อยู่แล้ว ถ้าเราผ่านตากันบ้างก็คงจะเห็นว่าภายใต้คอนเซ็ปต์ใบใหญ่ของ Influencer Marketing ยังแตกออกมาเป็น Micro Influencers, Macro Influencers และ KOLs อีกด้วย แล้ว Influencers กับ KOLs ต่างกันอย่างไร ทั้ง Influencers และ KOLs ล้วนเป็นครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์สำหรับกลุ่มเป้าหมายตนเอง โดย Influencers มีจุดเริ่มต้นสร้างตัวตนทำคอนเทนต์ในแบบตัวเองลงช่องทางสื่อโซเชียล ในขณะที่ KOLs (Key Opinion Leaders) เริ่มต้นสร้างตัวตนและเป็นที่รู้จักจากประเด็นหรือเรื่องราวที่พวกเขาเชี่ยวชาญหรือคลุกคลีอยู่ในวงการวิชาชีพนั้น ๆ อยู่แล้ว ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “คอนเทนต์ในแบบตัวเอง” ของ Influencers ไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นหรือแนวเรื่องความสนใจ
ในยุคที่การสร้างแบรนด์มีการแข่งขันสูง การสร้างความแตกต่าง อัตลักษณ์ต่อสินค้าและแบรนด์ การสร้างกลยุทธ์สำหรับช่องทางการขาย เป็นสิ่งสำคัญหลัก ที่จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี ซึ่งการจะสร้างแบรนด์ ผลิตสินค้าได้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้นั้น อย่างแรกเลยคือ ต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ใครจะคิดว่า “เสื่อ” ที่เราเห็นขายทั่วไปไม่กี่ร้อย จะสามารถสร้างคุณค่า พัฒนาดีไซน์อย่างสวยงามจนมาเป็น “พรมเมืองร้อน” พร้อมต่อยอดเป็นสินค้าดีไซน์มากมายเพื่อตอบโจทย์การทำบ้านให้สวย แต่ PDM Brand โดย คุณดิว ดุลยพล ศรีจันทร์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง PDM Brand พร้อมทั้งพาร์ทเนอร์ คุณแมนรัตน์ สวนศิลป์พงศ์ สามารถพัฒนาต่อยอดไอเดียสินค้ามากมาย สร้างคุณค่างานดีไซน์ของสินค้าไทย ให้ดังไปไกลทั่วโลกได้ “PDM ย่อมาจาก Product Design Matters คือ เราโฟกัสเรื่องของการดีไซน์ พวกสินค้าดีไซน์ต่าง ๆ เดิมทีก่อนที่จะตั้งบริษัทขายของออนไลน์ ทางบ้านเราก็เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่พัฒนาสินค้าช่วยบริษัทอื่น ๆ เพื่องานขาย โดย 7 ปีที่แล้ว เรามีไอเดียพัฒนาสินค้า ซึ่งสินค้าตัวแรกคือ เสื่อ ที่คนเอาไปใช้แต่งบ้านแทนแพรมกันเยอะ เพราะจริง


