หลายคนมักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก อาจทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ต่อคนทำได้ ไม่ว่าจะเป็น เกิดภาวะน้ำหนักตัวขึ้น ๆ ลง ๆ (หรือ โยโย่เอฟเฟกต์) เสี่ยงเป็นโรคกระเพาะอาหารมากขึ้น รวมถึง ปัญหาเรื่องสุขภาพจิต (เพราะถ้าเราหิวมาก ๆ เราจะรู้สึกหงุดหงิดได้ง่ายกว่าคนอื่น) ดังนั้น ถ้าเราบอกว่าการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเวิร์ก หลายคนก็อาจส่ายหัว และหาว่าเราพูดเล่น แต่ในความเป็นจริง การอดอาหารเพื่อลดความอ้วน ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่การอดอาหารแบบไม่กินอะไรเลยทั้งอาทิตย์นะ มันคือการแบ่งเวลากินและอดอาหารอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งวิธีนี้มีชื่อว่า Intermittent Fasting (IF) WHAT IS INTERMITTEN FASTING (IF) Intermittent Fasting (IF) คือ เทคนิคการกินอาหารแบบสลับไปมาระหว่าง การอดอาหาร (fasting) กับ การกินอาหาร (feeding) ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่ามีผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ช่วยรักษาความทรงจำ ลดโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์
แม้หลายคนจะยอมรับได้แล้วว่า “ชีวิตไม่ยั่งยืน” ยังไงสักวันหนึ่งเราก็ต้องตายจากคนที่เรารักไป แต่ในใจของเรากลับพยายามหนีจากความตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะมนุษย์จะกลัวความตายเป็นธรรมชาติ เราเลยพยายามใช้ชีวิตกันอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อให้ชีวิตของตัวเองยืนยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่เฮลตี้ แต่บางคนอาจได้รับผลกระทบจากความกลัวมากเกินไป จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งเดี๋ยวเราจะอธิบายในช่วงท้ายของบทความว่าจะมีวิธีอะไรบ้างในการรับมือกับ ‘อาการกลัวความตาย’ มากเกินไปเพื่อให้เรากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ดั่งเดิม ที่มาที่ไปของอาการกลัวตาย อาการกลัวตาย (หรือ thanatophobia) เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงตั้งแต่สมัย ซิกมันด์ ฟรอยด์ แล้ว และมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อ เอิร์นเนส เบกเกอร์ มนุษยวิทยา ได้เสนอว่า มนุษย์ทุกคนกลัวตาย เพราะไม่สามารถยอมรับความคิดเกี่ยวกับการตายหรือความตายได้ จนเป็นที่มาของทฤษฎี Terror Management Theory (TMT) ซึ่งอธิบายว่า มนุษย์ต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายในตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความขัดแย้งว่านี้ คือ ความขัดแย้งระหว่างความปราถนาที่จะมีชีวิตอยู่ และการรับรู้ว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การรับรู้ว่าสักวันหนึ่งเราต้องตาย กระตุ้นให้มนุษย์พยายามรักษาความเชื่อหรืออุดมการณ์ของตัวเองไว้อย่างหนาแน่น เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเรารู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีความหมาย เลยจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมัน นอกจาก TMT แล้วยังมีทฤษฎีอื่น ๆ ที่พยายามอธิบายอาการกลัวตายเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น Separation Theory ที่พยายามชี้ว่า ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่ออาการกลัวความตายในวัยผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่บางคน แม้จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว พวกเขาก็ยังชอบเรียกร้องความสนใจเหมือนเด็ก ๆ อยู่ การเรียกร้องความสนใจมีหลายวิธี อาทิ การวิจารณ์คนอื่นในแง่ลบเพื่อให้คนอื่นโฟกัส เป็นต้น ซึ่งนิสัยแบบนี้มักสร้างความรำคาญให้กับคนรอบข้าง และนำไปสู่ปัญหาเรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นตามมา ในบทความนี้เราเลยอยากพาทุกคนไปเข้าใจพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจของมนุษย์มากขึ้น รวมถึงอธิบายวิธีการรับมือเวลาที่เราอยากเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นด้วย WHAT IS ATTENTION SEEKING ? เรียกร้องความสนใจ (Attention-seeking) คือ การที่เราทำอะไรบางอย่างโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนอื่นหันมาสนใจเรา ยกตัวอย่างเช่น แกล้งทำตัวอ่อนแอเพื่อให้คนอื่นช่วยเหลือ พูดเรื่องแย่ ๆ เกี่ยวกับตัวเอง (บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องจริง) เพื่อให้คนอื่นปลอบใจ หรือ การแสดงความเห็นต่าง เพราะอยากให้คนอื่นหัวร้อน และพุ่งความสนใจมาที่เราแบบ Intense ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่เราอิจฉาและรู้สึกแย่เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความสนใจมากกว่าเรา เราจึงพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยมีจุดประสงค์ให้คนอื่นเปลี่ยนโฟกัสมาที่ตัวเรา นอกจากความอิจฉาแล้ว มันยังเกิดขึ้นได้จากการที่เรารู้สึกว่าตัวเองถูกคนอื่นมองข้ามเหมือนกัน เพราะเมื่อเรารู้สึกแบบนั้นแล้ว (หรือ เราเอาคุณค่าของตัวเองไปไว้ที่คนอื่น) เรามักจะพยายามเรียกร้องความสนใจ เพื่อเรียกคุณค่าในตัวเองกลับมา นอกจากนี้ ความโดดเดี่ยวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรียกร้องความสนใจได้เช่กัน เพราะคนเหงามักรู้สึกไม่สบายใจกับการอยู่คนเดียว เลยต้องเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น อีกทั้ง ความผิดปกติด้านบุคลิกภาพ เช่น Histrionic Personality Disorder, Borderline
คำพูดของเราสามารถสร้างความขัดแย้งได้เสมอ เพราะเราอยู่สังคมที่เต็มไปด้วยคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างต่างกัน ถ้าเราไม่รู้วิธีการรับมือกับคำพูดหรือความเห็นต่างอย่างถูกต้อง ความขัดแย้งมันก็ยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นได้ ในบทความนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า ทำไมการแสดงความคิดเห็นถึงทำให้คนทะเลาะกันได้ พร้อมกับ แนะนำวิธีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อาจกระทบกับอีกฝ่าย โดยป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น และช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้นานๆ ทำไมการแสดงความคิดเห็นถึงทำให้คนทะเลาะกันได้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับคนที่เห็นต่างจากเรา อาจเพราะเราสามารถได้รับความเจ็บปวดจากคำพูด หรือ คำด่า ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า คำพูดสามารถสร้างความเจ็บปวดได้ไม่ต่างจากการถูกตีด้วยไม้หรือทุบด้วยก้อนหิน และอาจมีผลรุนแรงจนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Friedrich Schiller University Jena ได้ทำการทดลองทั้งหมด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกทีมนักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง 16 คน อ่านคำพูดที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด เช่น “plaguing” (ภัยพิบัติ) “tormenting” (ทรมาน) “grueling” (ทรหด) พร้อมกับ จินตนาการถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคำ ๆ นั้นไปด้วย ส่วนในการทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองถูกขอให้ทำการทดลองเดิมอีกครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้จะมีการใช้ brain-teaser เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าร่วมการทดลองด้วย โดยในการทดลองทั้งสองครั้ง ผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกสแกนสมองด้วยเครื่อง functional magnetic resonance imaging (fMRI)
เดี๋ยวนี้ความเศร้าเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก เพราะคนยุคนี้เก็บซ่อนความรู้สึกกันเก่งขึ้น จากการที่เรามีโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นดั่งพื้นที่โอ้อวดชีวิต และทำให้เราเปรียบเทียบกับคนอื่นมากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้เราปฏิเสธความอ่อนแอทางจิตใจอย่างภาวะซึมเศร้ามากขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันคนเศร้าจำนวนมากเลยเลือกที่จะปิดบังความเจ็บปวดทางใจของตัวเองเอาไว้ให้ใครเห็น และเกิดอาการที่เรียกว่า smiling depression ขึ้นมา WHAT IS SMILING DEPRESSION? ยิ้มซึมเศร้า หรือ Smling Depression เป็นคำอธิบายอาการที่เราพยายามซ่อนภาวะซึมเศร้าไว้ในใจ โดยการเสแสร้งว่าตัวเองโคตรมีความสุขกับชีวิต ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากทำให้คนอื่นกังวล อับอายที่ตัวเองเป็นซึมเศร้า คิดว่าการเป็นซึมเศร้าจะทำให้ตัวเองดูอ่อนแอ หรือ รับไม่ได้ที่ตัวเองมีความผิดปกติ พวกเขาจึงเลือกที่จะปิดบังอาการเศร้า และแสดงออกมาในทางตรงกันข้าม คนที่เป็น Smiling Depression มักเจอความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น เพราะไม่มีใครรับรู้อาการของพวกเขา และพาพวกเขาไปรับการรักษาที่ถูกต้อง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอาการซึมเศร้าเพียงลำพัง โอกาสในการหายจากอาการซึมเศร้าก็น้อยลง และเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าปกติ HOW TO COPE WITH SMILING DEPRESSION ? การรับรู้ว่าอาการซึมเศร้าของตัวเอง และยอมรับมัน อาจเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เรามีอาการดีขึ้น เพราะเมื่อเรารู้ว่าตัวเองมีปัญหาแล้ว เรามักจะพยายามค้นหาวิธีแก้ปัญหาเสมอ มันจึงช่วยลดโอกาสในการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายที่เกิดจากการมีภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งคนที่เป็นซึมเศร้ามักมีอาการเหล่านี้ ได้แก่ น้ำหนักลด ความอยากอาหารน้อยลง นอนไม่หลับ
ในยุคนี้เราสามารถหาข้อมูลได้ทุกเรื่องเพียงแค่ปลายนิ้ว เรามีอาการป่วยแบบไหน เพียงแค่เข้า Google และเสิร์ชคียเวิร์ด เราก็จะพบกับคำตอบมากมายให้เราค้นคว้าต่อ แต่บางครั้งการใช้อินเทอร์เน็ตในการวินิจฉัยปัญหาด้านสุขภาพก็อาจทำให้เราเกิดอาการคิดไปเองว่า ‘ตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง’ เพราะอาการที่ตัวเองเป็นไปคล้ายกับอาการของโรคนั้นส่วนหนึ่ง และส่งผลให้เกิดอาการ Cyberchondria ที่มาขัดขวางความสุขในชีวิตของเรา WHAT IS CYBERCHONDRIA ? Cyberchondria คือ ความกังวลในเรื่องสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เราใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลทางการแพทย์ กล่าวคือ เมื่อเราเกิดอาการป่วยอะไรบางอย่าง เช่น ปวดหัวรุนแรง หรือ มีผืนขึ้นตามตัว แล้วเราใช้กูเกิ้ลในการหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่เราเป็น เราอาจพบว่าตัวเองสามารถเป็นได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็น ไข้ออกผื่น หัดเยอรมัน หรือ โรคไข้เลือดออก และเมื่อเราเห็นลิสต์โรคเหล่านี้ เราก็มักจะโฟกัสไปที่โรคที่รุนแรงมากที่สุดด้วย ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลในเรื่องสุขภาพอย่างหนัก คล้ายกับโรคคิดไปเองว่าป่วย (hypochondria) งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่ และผลเสียของ Cyberchondria ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากบริษัท Microsoft (2008) ซึ่งได้วิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้งาน search engine ของบริษัท และพบว่า 1 ใน 3 ของคนที่ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ มักจะหาข้อมูลที่หนักขึ้น
เพราะเรามีโซเชียลมีเดีย เราเลยชอบเปรียบเทียบกันและแข่งขันกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมถึง การใช้ชีวิต ปรากฎการณ์นี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่เจอกับอาการ FOMO และไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขดังเดิมได้ เพราะมันนำมาซึ่งปัญหาด้านความรู้สึกที่หนักหน่วง FOMO คืออะไร ? อาการ FOMO มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Fear Of Missing Out คือ อาการที่เรากลัวว่าตัวเองจะพลาดโอกาสดี ๆ ที่คนอื่นกำลังเจออยู่ ไม่ว่าจะเป็น กลัวว่าเพื่อนจะไปเฉลิมฉลองกันโดยที่ไม่ชวนเรา หรือ กลัวว่าคนอื่นกำลังทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน ๆ โดยที่ไม่มีเราอยู่ในนั้น ซึ่งปัญหานี้มักเกิดขึ้นเพราะความอิจฉา และส่งผลให้เรามีความภูมิใจในตัวเอง หรือ self-esteem ต่ำลงด้วย โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram ดูจะเป็นตัวการที่ทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น เพราะมันทำให้เราเห็นเรื่องราวชีวิตของคนอื่นมากขึ้น และแน่นอนว่ามันก็ทำให้เราเปรียบเทียบกับคนอื่นมากขึ้นเช่นกัน เราอาจเห็นภาพของเพื่อนที่กำลังใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันได้ง่ายขึ้น เช่น กำลังปาร์ตี้กันอยู่ หรือ กำลังจะได้เลือนขั้น แต่เรายังนั่งทำงานอยู่
คำว่า “คลั่งรัก” ดูจะเป็นคำที่เราพบเห็นได้บ่อยขึ้นในอินเทอร์เน็ต และสามารถอธิบายสถานะความรักของใครหลาย ๆ คนได้เป็นอย่างดี ซึ่งบางคนอาจมองว่า คนคลั่งรัก เป็นคนโรแมนติก และจริงจังกับการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่รู้ไหมว่า บางครั้งคนคลั่งรักก็เป็นทุกข์หนักกว่าคนอื่นได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาอาจรู้สึกแย่เมื่อความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้รับการตอบรับที่ดี หรือ พวกเขาอาจอยู่ในอาการคิดถึงคนที่ชอบตลอดเวลาจนไม่เป็นอันกินอันนอน UNLOCKMEN อยากมาอธิบายวิธีรับมือกับอาการคลั่งรัก เพื่อให้เราสามารถมีความสัมพันธ์ที่ HEALTHY กับคนรอบข้างได้มากขึ้น อะไร คือ Limerence ? ความรักเป็นสิ่งสวย การตกหลุมรักใครสักคนอาจทำให้ชีวิตของเรามีความสุขมากขึ้น แต่ถ้าเราหมกหมุ่นกับความรักมากเกินไปจนเกิดเป็นอาการคลั่งรักขึ้นมา มันก็อาจมีผลเสียที่เกิดขึ้นตามมาได้ อาการคลั่งรัก (Limerence) คือ ภาวะที่เรารู้สึกต้องการคนที่เราชอบมาก ๆ จนเกิดความคิดหมกหมุ่น และจินตนาการเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับคน ๆ นั้นอย่างจริงจัง ซึ่งคนที่มีอาการนี้จะกลัวการถูกอีกฝ่ายปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักด้วยเหมือนกัน คำว่า Limerence เป็นการค้นพบของ Dorothy Tennov นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ “Love and Limerence: The Experience of Being in Love” ในปี 1979
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบความรู้สึกแย่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ความเศร้า หรือ ความกังวล เราจึงมีกลไกทางจิตที่เรียกว่า ‘กลไกป้องกันตนเอง’ เพื่อใช้ในการหนีจากความความรู้สึกเหล่านี้ ปัญหา คือ บางครั้งกลไกเหล่านี้ก็ทำให้เราแก้ปัญหาชีวิตได้แย่ลงเหมือนกัน UNLOCKMEN จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่องกลไกป้องกันตนเองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรารับมือกับมันได้ดีขึ้นด้วย กลไกป้องกันตนเอง คือ อะไร? กลไกป้องกันตนเอง (defense mechanisms) เป็นทฤษฎีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์อันโด่งดัง แนวคิดนี้จะพูดถึงกลยุทธ์ทางจิตที่กระตุ้นให้ มนุษย์ แสดงพฤติกรรมอะไรบางอย่างเพื่อหลีกหนีจากเหตุการณ์ ความคิด หรือ การกระทำที่ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่พอใจ หรือ ยากที่จะยอมรับได้ ซึ่งกลยุทธ์ทางจิตนี้จะเป็นตัวช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากภัยคุกคาม และหลังจากที่ ฟรอยด์ ทำให้โลกรู้จักทฤษฏีนี้แล้ว มันก็ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ และมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยว่ากันว่า กลไกป้องกันตนเองที่เราพบเห็นได้บ่อยมีทั้งหมด 10 แบบ ได้แก่ ปฏิเสธ (Denial) – มันคือการที่เราไม่ยอมรับความจริงหรือข้อเท็จจริงอะไรเลย เพราะเรากลัวว่าถ้าให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านั้นแล้ว มันจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด หรือ ไม่มีความสุข
หนึ่งในปัญหาหนักใจของชายไทยหลายคน น่าจะเป็นความรู้สึกที่ต้องแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน การเรียน การเงิน ครอบครัว ฯลฯ ปัญหานี้อาจทำให้เรารู้สึกไม่สามารถพอใจกับอะไรง่าย ๆ อาจทำให้เรารู้สึกต้องวิ่งนำหน้าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และสามารถนำไปสู่ภาวะไม่พอใจเรื้อรังที่เรียกว่า CD ได้ ซึ่งภาวะนี้เป็นมลพิษทางใจที่ยิ่งใหญ่ และอยู่ใกล้ตัวเรามากพอสมควร WHAT IS CHRONIC DISSATISFACTION (CD) ? Chronic Dissatisfaction (CD) คือ อาการที่เราไม่มีความสุขกับชีวิตมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่เรามักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเสมอ และไม่เคยพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่เลย เราเห็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันประสบความสำเร็จ เราก็อยากประสบความสำเร็จให้ได้แบบพวกเขาบ้าง เราเห็นคนรอบตัวแต่งงานมีครอบครัว เราก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง เพราะเราต้องการให้คนอื่นยอมรับในตัวเราอยู่เสมอ เราอยากสู้กับคนอื่นได้ และอยากไปถึงจุดที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคนอื่นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ ต่อให้เราเริ่มมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้น หรือ เริ่มหาแฟนได้แล้ว มันก็ไม่ทำให้เราพอใจหรือมีความสุขได้อยู่ดี เพราะเรารู้สึกว่ายังสู้คนอื่นได้ CD สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่เราโฟกัสกับสิ่งที่เราขาดมากกว่าสิ่งที่เรามีอยู่ได้เหมือนกัน เพราะนิสัยแบบนี้ทำให้ ไม่ว่าเราจะก้าวหน้ามากขึ้นแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่มีทางมีความสุขกับมันได้เลย เพราะเราจะรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ และต้องหาอะไรมาเติมเต็มตัวเองเรื่อย ๆ นอกจากนี้ CD ยังเกิดขึ้นได้จากความเชื่อ (เช่น เชื่อว่าตัวเองต้องมีความสุขตลอดเวลา
ตลอดช่วงอายุ 60 ปี ของภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ (James Bond) นับตั้งแต่ภาคแรกออกฉาย เรื่องราวของสายลับอังกฤษเจ้าเสน่ห์ผู้นี้ ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วทั้งสิ้น 25 ภาค และมีนักแสดงก้าวเท้ามารับบทนำรวมทั้งสิ้น 6 คน โดยนักแสดงคนแรกที่ได้รับบทนี้คือ ฌอน คอนเนอรี (Sean Connery) นอกจากภาพจำในฐานะนักแสดงชื่อดังที่ฝากผลงานมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะบทสายลับหน้าหล่อเวอร์ชันคลาสสิก เขายังเคยเป็นอดีตนักฟุตบอล และฝีเท้าของเขาก็สามารถทำให้ผู้จัดการทีมฟุตบอลชื่อดังจากเกาะอังกฤษสนใจดึงตัวเขาไปร่วมทีม ฌอน คอนเนอรี เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1930 ที่เมืองเอดินเบอระ เมืองหลวงของประเทศสกอตแลนด์ เขาไม่ใช่เด็กโชคดีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเหมือนดาราดังทั่วไป เพราะชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องต่อสู้กับความยากจน ครอบครัวของเขามีพื้นเพเป็นชาวไอร์แลนด์ที่อพยพมาอยู่อาศัยในสกอตแลนด์ พ่อเเม่ของเขาประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ทำให้เมื่อคอนเนอรีโตพอจะดูแลตัวเองได้ เขาจึงเริ่มหางานพิเศษทำเป็นเด็กส่งนมตามบ้าน เมื่ออายุ 16 ปี คอนเนอรีตัดสินใจสมัครเข้ากองทัพเรือสกอตแลนด์ เป้าหมายคือการหางานที่มั่นคง และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่สุดท้ายอาชีพนายทหารของเขาต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เขาถูกปลดประจำการในอีก 4 ปีต่อมา คอนเนอรีต้องกลายเป็นคนตกงาน เขาจึงต้องหางานพิเศษทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง ไม่ว่าจะเป็น ทำงานเหมืองถ่านหิน
พอเริ่มเข้าสู่วัยทำงานแล้ว หลายคนคงเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันยากขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะเจอกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ต้องแข่งกับคนอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน ความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต ต้องทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำในวัยเด็ก ต้องตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น หรือ บางคนอาจต้องย้ายออกมาอยู่คนเดียว สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า Quarter-Life Crisis และจะทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเหมือนเดิมได้ WHAT IS A QUARTER-LIFE CRISIS ? วิกฤตหนึ่งส่วนสี่ชีวิต (Quarter-Life Crisis) คือ ภาวะที่คนวัยหนุ่มสาว (อายุ 18 – 30 ปี) ตกอยู่ในความเครียดและความกังวลในเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเอง เพราะพวกเขานำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นในวัยเดียวกัน หรือ ขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งคนที่เจอกับปัญหานี้มักรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในปัญหาอะไรบางอย่าง และไม่สามารถหนีออกมาได้ เช่น หางานไม่เจอมาเป็นเวลานาน ทำงานที่ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร (dead-end jobs) มาเป็นเวลานาน หรือ หาแฟนมานานเท่าไหร่ก็ยังไม่เจอสักที เมื่อพวกเขารู้สึกว่าความพยายามของตัวเองช่างไร้ค่าไร้ความหมาย หรือ ทำอย่างไรก็ไม่ได่ในสิ่งที่คาดหวังสักที สุดท้ายพวกเขาก็จะตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเอง เช่น “ทำไมคนอื่นแต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว


