แม้ว่าดนตรีสายหนักหน่วงอย่างเมทัลจะไม่ได้รับความนิยมในบ้านเรา และมีแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มในจำนวนที่ไม่มาก ทำให้การขายงานโชว์ให้ได้อย่างวงปกติทั่วไปบนท้องตลาดก็ยากตามไปด้วย นั่นทำให้รายรับของคนที่เล่นดนตรีแนวนี้ไม่มีทางหาเลี้ยงชีวิตได้เพียงพอแน่นอน แม้อุปสรรคที่ขวางจะใหญ่โตมากนัก แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ ศิลปินที่ไม่เคยท้อแท้ แถมยังคอยพัฒนาฝีมือ ต่อยอดคุณภาพ จนกล้าพูดได้เต็มปากว่าสามารถฟัดกับวงต่างประเทศได้อย่างสบาย ๆ ซึ่งวงที่ทำให้เห็นภาพนั้นได้ชัดเจนมากที่สุดคงต้องยกให้ Annalynn! BASED ON NU METAL Annalynn มีจุดเริ่มต้นวงตั้งแต่ปี 2003 หรือกว่า 19 ปีที่แล้ว การรวมตัวในตอนนั้นคือการลุยประกวดดนตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งนำโดย 2 สมาชิกหลักที่อยู่มาถึงปัจจุบันนั่นคือ “บอน” (ร้องนำ) และ “เอก” (เบส) โดยช่วงแรกพวกเขานำเสนอสไตล์ดนตรีนูเมทัล ที่เป็นที่นิยม ณ เวลานั้น โดยมีวง Deftones ที่เปรียบเสมือไอดอลและแรงบันดาลใจ หลังจากที่ได้ข้อตกลงว่าต้องการทำเพลงอย่างจริงจัง Annalynn จึงได้ผลิตผลงานเพลงเป็นของตัวเอง และต่อยอดกลายเป็น “EP.First Shut Up, Then Shut Down” ออกมาในปี 2004 รวมไปถึงในช่วงแรกพวกเขาได้มีโอกาสทำงานกับค่าย Sexy Pink
แม้ว่าวง Nirvana จะปิดฉากตัวเองลงไปตั้งแต่ปี 1994 แต่ชื่อของพวกเขายังคงถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา สาเหตุก็เพราะความยิ่งใหญ่ของ 3 สมาชิก Kurt Cobain, Dave Grohl และ Krist Novaselic ที่เคยบิวด์ให้กระแสของดนตรีกรันจ์กลายเป็นไฟที่ลุกโชนไปทั่วโลก เกิดเป็นไฟลามทุ่งที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ทางดนตรีไปตลอดกาล โดยผลงานชุดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้กับโลกใบนี้คือ “In Utero” ซึ่งเพิ่งมีอายุครบรอบ 29 ปีไปหมาด ๆ “In Utero” คือผลงานชุดที่ 3 วางจำหน่ายครั้งแรกในรูปแบบเทปและไวนิล ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 1993 ตามมาด้วยการวางขายแผ่นไวนิลในอเมริกาวันที่ 14 กันยายน 1993 และวางขายทั่วโลกวันที่ 21 กันยายน 1993 มันออกมาพร้อมกับความคาดหวังในระดับสูง เพราะอัลบั้มก่อนหน้านี้คือ “Nevermind” ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ซึ่งการต่อยอดความสำเร็จนั้นตามปกติทั่วไปหากเป็นวงอื่น ๆ อาจจะทำดนตรีที่มีซาวด์ไม่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อเป็นการเพลย์เซฟ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่วง Nirvana ทำ! พวกเขาเดินหน้าเข้าสู่ห้องอัด
Arctic Monkeys คือวงดนตรีแห่งยุคโพสต์พังก์รีไววัล ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ด้วยเสน่ห์ทางดนตรีที่ชวนดึงดูด บวกกับภาพลักษณ์สุดเท่ของวง นั่นทำให้พวกเขาสามารถสร้างฐานแฟนเพลงได้อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ออกผลงานอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่ายาว ๆ ว่า “Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not” ที่ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 23 มกราคม ปี 2006 กับสังกัด Domino Recording Company ผลงานชุดนี้ทางวงได้ Jim Abbiss มารับหน้าที่โปรดิวซ์เซอร์ ซึ่งเขาเคยร่วมงานกับ Bjork และ Massive Attack มาแล้ว รวมไปถึงได้ยกพลกันไปอัดเพลงที่ The Chapel ในเมืองเชฟฟิลด์ บ้านเกิดของพวกเขาเอง ส่วนชื่ออัลบั้มก็ได้มาจากประโยคหนึ่งจากนวนิยายเรื่อง “Saturday Night and Sunday Morning” ประพันธ์โดย Alan Sillitoe “Whatever People Say I
ดนตรีร็อกแม้ในปัจจุบันอาจจะดูเหงาลงไปบ้าง แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีต แนวดนตรีที่มีเสียงกีตาร์อันแตกพร่าจะโผล่ขึ้นมาเป็นกระแสหลักได้ตลอด เช่นเดียวกับในช่วงยุค 80’s จนถึงช่วงต้นยุค 90’s แนวดนตรีแกลมร็อก/เมทัล หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกกันว่า “แฮร์แบนด์” ก็เคยได้รับความนิยมอย่างสุดขีดมาแล้วเช่นกัน (ก่อนจะโดนกรันจ์กินเรียบ) ภาพจำของวงดนตรีแฮร์แบนด์ คงหนีไม่พ้น การแต่งหน้าแต่งตาคล้ายผู้หญิงของบรรดาศิลปินชาย, การแต่งตัวที่แสดง Sex Appeal สูง, ดนตรีหนักแน่นในแบบเฮฟวี่เมทัลกับฮาร์ดร็อก ที่ฉาบไปด้วยเมโลดี้สุดป๊อป จนเคยถูกแซะว่าเป็น “ป๊อปเมทัล” และนอกจากจะมีเพลงเร็วไว้สร้างความมันส์ วงเหล่านี้มักจะต้องมีเพลงช้าสไตล์บัลลาดเป็นเพลงขายอยู่เสมอ ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ผลพลอยได้นอกจากยอดขายอัลบั้มของศิลปิน ก็คือกำไรหูของคนฟัง ที่มีเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังอย่างไม่ขาดสาย และนี่คือ “Unlockmen Playlitst : 10 สุดยอดเพลงบัลลาดแห่งยุคแฮร์แบนด์” ที่เราคัดสรรค์มาให้ครับ NOVEMBER RAIN – GUNS N’ ROSES Guns N’ Roses คือหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในช่วงยุคแฮร์แบนด์ครองตลาด พวกเขาเป็นวงที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นมาก แต่ที่เด็ดกว่านั้นนั่นคือดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยความสุดยอดจนใคร ๆ ก็ต่างยกย่องให้กลายเป็นระดับตำนาน
ในช่วงยุค 90’s เป็นช่วงเวลาที่ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟเบิกบานสุดขีด ช่วยสร้างสีสันให้กับทั่วโลกได้เป็นอย่างดี มีวงมากมายเกิดขึ้นมาในยุคนั้น ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ทำให้เราได้มีโอกาสเสพดนตรีที่ไม่ได้มาจากค่ายใหญ่เพียงอย่างเดียว มีตัวเลือกจากบรรดาวงนอกกระแสให้ได้ลิ้มลองกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแน่นอนว่าก็มีอยู่หลาย ๆ เพลงที่ติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ด้วยเหตุนี้ Unlockmen เลยอยากขอพาทุกคนย้อนไปเวลาไปกับเพลย์ลิสต์ “10 เพลงโคตรเพราะฟังเพลินช่วงฝนตกจากยุคอัลเทอร์เนทีฟ 90’s” ให้ทุกคนได้เสพบรรยากาศเหล่านั้นกัน ก่อน – MODERNDOG Moderndog ถือได้ว่าเป็นวงหัวหอกในยุคอัลเทอร์เนทีฟไทยโดยแท้จริง พวกเขาแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่อัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า “เสริมสุขภาพ” โดยมีเพลง “บุษบา” ที่เมื่อไหร่ที่ได้ฟังรับประกันได้เลยว่าโดดกันมันส์ แต่หากให้พูดถึงเพลงเพราะที่สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งประเทศคงหนีไม่พ้น “ก่อน” ผลงานการเขียนเพลงของพราย ปฐมพร เพลง “ก่อน” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนถึงติดอันดับ 1 บนชาร์ตหลายคลื่นวิทยุ กลายเป็นผลงานสร้างชื่อและเป็นรากฐานสำคัญของวง Moderndog มาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างเรา – อรอรีย์ เจ้าของฉายา “เจ้าแม่กรันจ์” ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ความเจ๋งของเธอมันสะท้อนออกมาจากผลงานอัลบั้ม “Natural High” และ “Peel” ซึ่งมันได้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการอัลเทอร์เนทีฟไปเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเพลง “ระหว่างเรา”
“Wonderwall” คือหนึ่งในบทเพลงของวง Oasis สุดยิ่งใหญ่ ที่คงมีน้อยคนที่ไม่เคยได้ยินผ่านหู ในปัจจุบันมันมียอดวิวห่างจากเพลง “Don’t Look Back In Anger” อีกหนึ่งฮิตมากถึง 200 ล้านวิว ซึ่งทั้ง 2 ผลงานก็มาจากอัลบั้มขึ้นแห่งยุคบริตป๊อป “(What’s The Story) Morning Glory?” เช่นกัน จะต่างกันตรงที่เพลงแรกเป็นเสียงร้องของ Liam Gallagher ส่วนเพลงหลังเป็นเสียงร้องของ Noel Gallagher ว่ากันตามตรงแล้วเพลง “Wonderwall” ไม่ได้มีดนตรีที่หวือหวาเวอร์วังอลังการแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกันมันเป็นเพลงที่ดูเรียบง่าย ใช้เสียงกีตาร์อะคูสติคเป็นตัวชูโรง เล่นตีคอร์ดไปมาคลอไปกับภาคริธึ่มที่เล่นด้วยไดนามิคสุดนุ่มนวล มีเสียงเครื่องสายมาขยายมิติให้กับเพลง ปิดท้ายด้วยเสียงร้องสุดเท่ที่พร้อมสะกดคนฟังได้จากทุก ๆ ตัวโน๊ตที่เขาถ่ายทอดออกมา “Wonderwall” ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1995 โดยก่อนที่เพลงนี้จะถือกำเนิด พวกเขาได้ยกพลกันไปอัดเพลงที่ Rockfield Studio ณ ประเทศเวลส์ เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้ม “(What’s The Story) Morning
Avenged Sevenfold วงดนตรีแนวโมเดิร์น เฮฟวี่เมทัล ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในวงการอุตสาหกรรมดนตรี พวกเขาก้าวมาจากวงในระดับอันเดอร์กราวน์ โดยมีผลงานในยุคแรกเป็นสไตล์เมทัลคอร์ที่ดุดัน ได้แก่อัลบั้ม “Sounding the Seventh Trumpet “ (2001) และ “Waking The Fallen” (2003) พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถสร้างฐานแฟนเพลงได้อย่างมากมาย ทำให้ออร่าส่องแสงไปเข้าตา Warner Bros. ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ระดับโลก จนสุดท้าย A7X (ชื่อย่อของวง) ได้เซ็นสัญญาสู่โลกของเมนสตรีมในที่สุด หลังจากนั้นพวกเขาก็ยกระดับวงขึ้นสู่วงเมทัลระดับโลกด้วยผลงานอัลบั้ม “City Of Evil” (2005) และอัลบั้มชื่อเดียวกับวงในปี (2007) เส้นทางกำลังไปได้สวย แต่แล้วพวกเขาก็ต้องมาเจอเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อ The Rev หรือ “James Owen Sullivan” มือกลองมากฝีมือของวงต้องเสียชีวิตจากอาการโอเวอร์โดสเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2009 ทำให้ทางวงต้องไปดึงตัว Mike Portnoy มือกลองของวง Dream Theater มาช่วยทำหน้าที่แทนชั่วคราว
“อีโม” คือกระแสดนตรีในช่วงกลางยุค 2000’s ที่ฮิตกันไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่บ้านเรา เด็กวัยรุ่นมากมายลุกขึ้นมาทำผมปัดเป๋, ย้อมสีจัดจ้าน, ทาขอบตาดำ, เสื้อและกางเกงรัดแน่น, เข็มขัดหมุดหนาม รวมไปถึงการเจาะตามร่างกาย กลายเป็นแฟชั่นที่สร้างภาพจำให้กับยุคนั้น เดิมทีดนตรีอีโมมีรากเหง้ามาตั้งแต่ยุค 80’s แล้ว มันเติบโตมาจากวงการฮาร์ดคอร์พังก์ สไตล์การเล่นจะไม่ได้ดิบ ๆ แต่จะมีการสอดแทรกเมโลดี้และการร้องที่เน้นอารมณ์ หรือที่เรียกว่า “อีโมชันนัล” แต่ในยุคก่อนส่วนมากจะเรียกดนตรีแนวนี้ว่า “โพสต์ฮาร์ดคอร์” ซะมากกว่า ก่อนจะถูกบรรดาค่ายเพลงยักษ์ใหญ่นำคำว่า “อีโม”มาทำการตลาดจนประสบความสำเร็จในการทำให้ดนตรีแนวนี้กลายเป็นเมนสตรีมในที่สุด อีกทั้งยังผลิตวงดนตรีเจ๋ง ๆ ออกมาเพียบ จนเราต้องจัดเพลย์ลิสต์ 10 เพลงสุดฮิตยุคอีโมเอามาฝากทุกคนกันครับ “HELENA” MY CHEMICAL ROMANCE บอกตรง ๆ ว่าเลือกอยากจริง ๆ สำหรับเพลงของ My Chemical Romance แต่ที่ต้องเลือกเพลง “Helena” เพราะมันคือผลงานสร้างชื่อให้กับทางวงในระดับเมนสตรีม เพลงนี้บรรจุอยู่ในอัลบั้ม “Three Cheers Sweet For Revenge” ที่วางจำหน่ายในปี 2004 สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมนอกจากตัวดนตรีก็คือตัว
เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เผลอแป๊ปเดียวผ่านพ้นไปแล้ว 5 ปีกับการจากไปของ Chester Bennington ฟรอนต์แมนผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกจากวง Linkin Park ความรู้สึกในวันที่รับรู้ถึงการสูญเสียมันยังคงถูกจดจำไว้ได้เป็นอย่างดี มันเป็นข่าวที่เศร้าและสะเทือนวงการดนตรีอย่างแท้จริง นอกจากความรู้สึกที่ถูกผูกอยู่กับเหตุการณ์ ตัวดนตรีของ Linkin Park ก็ถูกเชื่อมโยงเข้ามาด้วยเช่นกัน ซึ่งมันคงจะเป็นเพลงไหนไปไม่ได้หากไม่ใช่ “One More Light” ผลงานจากอัลบั้มชื่อเดียวกับเพลงนี้ ถูกวางจำหน่ายครั้งแรกวันที่ 19 พฤาภาคม 2017 หรือ 1 เดือนก่อนที่ Chester จะโบกมือลาพวกเราทุกคนไป ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอัลบั้ม “One More Light” ถูกโจมตีจากบรรดาแฟนเพลงเป็นอย่างหนัก เพราะซาวด์ที่เกิดขึ้นมันได้ลดทอนซาวด์ของร็อกอันคุ้นเคยออกไปจนแทบทั้งหมด และุถูกทดแทนด้วยดนตรีอิเลกทรอนิกส์/ป๊อป แทน แต่ถึงแม้ว่ารสชาติมันจะเปลี่ยนไป แต่สำหรับเพลงไตเติ้ลแทร็กอย่าง “One More Light” กลับให้ความรู้สึกที่รับรู้ได้ถึงความเศร้านับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะทำให้เรารู้สึกอินไปกับเพลงซักเท่าไหร่ แต่มันก็เปลี่ยนไปทันทีหลังจากเหตุการณ์น่าเศร้าได้เกิดขึ้น “One More Light” ถูกเขียนโดย Mike Shinoda ร่วมกับ Eg White
ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของ Chester Bennington นักร้องนำวง Nu Metal ระดับโลกอย่าง LINKIN PARK ด้วยวัยเพียง 41 ปี ทั้งที่เพิ่งจะออกเพลงใหม่มาให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอยู่หมาด ๆ ยังคงทำให้กลุ่มแฟน รวมไปถึงคนฟังเพลงทั่วโลกเสียใจกับการจากไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่มีอายุช่วง 20 ปลาย ๆ ด้วยแล้ว สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าแทบทุกคนได้โตขึ้นมาพร้อมกับเสียงร้อง และเนื้อเพลงที่มีความหมายเท่ ๆ ของนักร้องนำผู้ล่วงลับคนนี้ ในขณะที่ทุกคนยังคงเสียดาย และหวังว่าข่าวการฆ่าตัวตายของเขาจะเป็นเพียงข่าวลือ รวมไปถึงคนบางกลุ่มที่ถึงขั้นหลั่งน้ำตาทันทีที่ได้ยินข่าว พร้อมกับสวดภาวนาให้กับผู้ชายที่ชื่อว่า Chester Bennington ไปสู่สุขคติอย่างสงบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคิดว่า ต่อไปนี้คงไม่มีเสียงร้องแบบนี้ให้ฟังกันอีกต่อไปแล้ว ก็อดใจหายไม่ได้อยู่ดี หากเป็นแฟนเพลง หรือ คนที่รู้ถึงประวัติ และเรื่องราวของ Chester Bennington คงจะรู้ว่าทำไมจึงมีผู้คนมากมาย ต้องหลั่งน้ำตาให้กับการจากไปของผู้ชายคนนี้ ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่เกิดกันคนละทวีป วันนี้เราจะมาร่วมรำลึกถึงนักร้องนำผู้ที่เพิ่งจะกลายเป็นตำนานไปตลอดกาลคนนี้ ด้วยเรื่องราวดี ๆ ที่ยังคงหลงเหลือไว้ ให้เราสามารถนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเราได้ เช่นเดียวกับเนื้อเพลงที่เขาได้เขียน
Manic Street Preachers คือวงดนตรีร็อกจากเวลส์ที่สร้างชื่อในช่วงยุค 90’s ปัจจุบันมีสมาชิกเหลือเพียง 3 คน ได้แก่ James Dean Bradfield, Nicky Wire และ Sean Moore พวกเขาสร้างตำนานจนเป็นที่พูดถึงไว้มากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์กรีดแขนเป็นคำว่า “4Real” ต่อหน้าสื่อมวลชนของ Richey Edwards อดีตมือกีตาร์ของวงที่ทำเอาแฟนเพลงทั่วโลกต้องตกตะลึงในความโหดของเขามาแล้ว รวมไปถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของเจ้าตัวเมื่อปี 1995 ก็กลายเป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เกริ่นมาอาจจะดูไม่ค่อยโอเคซักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองข้ามมันไปแล้วมาเจาะลงที่ตัวดนตรีจะพบว่า Manic Street Preachers สร้างผลงานเพลงล้นคุณภาพประดับวงการเพลงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “A Design For Life”, “If You Tolerate This Your Children Will Be Next”, “You Stolen The Sun From My Heart” รวมไปถึงเพลงที่เรากำลังจะพูดถึง “Motorcycle Emptiness” “Motorcycle
“นูเมทัล” ถือเป็นดนตรีลูกผสมจากดนตรีหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นอัลเทอร์เนทีฟ เมทัล, กรันจ์, ร็อก รวมถึงฮิปฮอปด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เพลงในยุคนั้นจะมีท่อนแร็ปโผล่เข้ามาเป็นเมนหลัก มันคือสเน่ห์ดนตรีที่ได้รับความนิยมในช่วงปลาย 90’s จนถึงต้น 2000′ S ด้วยความมันส์ในแบบเฉพาะตัว Unlockmen ก็อดใจไม่ไหวที่จะจัดเพลย์ลิสต์ที่มันส์ได้ทั้งชาวร็อกและชาวแร็ปมาฝากทุกคนกัน 1. “TAKE A LOOK AROUND” LIMP BIZKIT อีกหนึ่งผลงานจากอัลบั้ม “Chocolate Starfish And The Hotdog Flavored Water” ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง แถมยังถูกใช้ประกอบภาพยนตร์ Mission : Imposible 2 ที่นำแสดงโดย Tom Cruise อีกต่างหาก ดนตรีในเพลงนี้ริฟฟ์กีตาร์หลักก็มาจากเพลงธีมหลักของภาพยนตร์ที่ถูกเบลนด์เข้ากับดนตรีนูเมทัลโจ๊ะมันส์โดดตามแบบฉบับของ Limp Bizkit ได้อย่างลงตัว เป็นเพลงที่เหมาะกับการเรียกอุณภูมิร้อนแรงได้เป็นอย่างดี 2. “A PLACE FOR MY HEAD” LINKIN PARK ผลงานจากอัลบั้ม


